วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อิสระที่แท้จริงby Dhammasarokikku

376368_338915689517027_1084699089_n

นักปราชญ์เอกของโลก ก็สามารถคิดได้ครับว่า "เพราะคิด เราจึงมีอยู่" แต่จักมีสักกี่คนที่เห็นว่า "เพราะคิด เราจึงทุกข์" หรือ สัพเพสังขารา ทุกขา ความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย เป็นทุกข์ นักคิดทั้งหลายคิดมาได้ถึงแค่นี้ครับว่า ตัวตนของเราเกิดจากความคิด เข้าใจว่า การมีตัวตน คือความสุข (จักเห็นได้จากการบอกโลกว่า "ฉันมีตัวตน" ผ่านโซเชี่ยลเน็ทเวิร์ค อย่าง twitter facebook blog ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น เพราะเราทั้งหลายต่างเข้าใจว่า การมีผู้รับรู้มาก ๆ ว่าฉันมีตัวตนคือความสุข) นักคิดทั้งหลายก็เลยคิดมาจบแค่นี้ แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้น อยู่เลยไปอีก พระองค์ทรงมีพระปัญญาเห็นว่า การมีตัวตนนั่นแลคือความทุกข์ ความปรุงแต่งทั้งหลายนั่นแลคือความทุกข์ และทรงตรัสรู้วิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์เหล่านั้นด้วย

ผู้นำทางความคิดความเชื่อทั้งหลายทั่วโลก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถคิดค้นจนรู้เองได้ครับว่า คนเราทุกข์เพราะความคิด เพราะฉะนั้นวิธีแก้ทุกข์ เราก็หันไปคิดถึงสิ่งดี ๆ สิ่งที่เป็นกุศล แทนที่จักกำหินก้อนนั้นในมือเธอ ก็เปลี่ยนไปคว้าเอาลูกแก้วมากำแทน ไม่เจ็บมือ หรือหันมีดด้านที่ไม่คมมากำ ก็จักมีความสุข (ความจริงก็ยังทุกข์อยู่ ยังหนักอยู่ เพราะยังกำอยู่ แค่ทุกข์น้อยลงนิดหน่อย คนทั่วไปก็รู้สึกเป็นสุขแล้ว) ท่านทั้งหลายเหล่านั้นคิดค้นมาได้แค่นี้ครับ พยายามไม่คิดถึงสิ่งไม่ดี เปลี่ยนมาคิดถึงสิ่งดี ๆ แต่จักให้หยุดทุกข์ถาวรไปเลยนั้น ทำไม่ได้

ถ้าเราไม่ได้ศึกษาสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ พอคิดมาได้ถึงตรงนี้ว่า โอ๊ะ.... นี่เราทุกข์เพราะเราคิดนี่เอง ก็จักหาทางให้หยุดคิดครับ คนในโลกเกิดและตายไปก่อนเรามากมายไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ก็มาจบที่ตรงนี้ครับ ตรงที่ทำอย่างไรถึงจักหยุดคิดได้

ไม่ฉลาดที่สุดก็ไปกินเหล้า เสพยาเสพติด อัพยาบ้าบอไปตามเรื่องครับ นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการหนีปัญหา ช่วงที่เมาเหล้าเมายาช่างมีความสุขครับ เพราะ "ไม่ได้คิด" ถึงเรื่องไม่น่ารักไม่น่าพอใจนั้น ไปเพลินอยู่กับสิ่งอื่น คิดเรื่องอื่น หรือความคิดมันเบลอ ๆ เพี้ยน ๆ ไป แต่พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาทุกข์ดังเดิม หรือมากกว่าเดิม เพราะเริ่มคิดใหม่ หยุดความคิดไม่ได้ เลยต้องไปวิ่งหายาใหม่ นี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ครับ เป็นทางเพิ่มทุกข์ ทุกข์ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือต้องไปหายามาเสพ หาเหล้ามากิน

กลาง ๆ ก็ไปหากระไรทำเพลิน ๆ เช่น ดูหนัง ดูละคร ฉลาดหน่อยก็ไปเข้าวัด ทำบุญให้สบายใจ หรือไปทำสิ่งที่เป็นกุศลอื่น ๆ

ฉลาดที่สุดเท่าที่มนุษย์ปุถุชนคิดได้เอง ทำได้เอง ก็คือไปทำสมาธิ สวดมนต์ภาวนา เอาใจไปจดจ่อกับบทสวดมนต์ (แม้กระทั่งด้วยความเชื่อที่หลอกตัวเองไปวัน ๆ ว่า สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วจักทำให้สมหวัง ยิ่งทำให้รับความผิดหวังไม่ได้ และห่างจากโลกแห่งความจริง) ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นการเอาใจไปแปะไว้กับกุศลอย่างยิ่ง ก็มีความสุข หรือทำสมาธิถึงขั้นหนึ่ง ก็หยุดความคิดตัวเองได้ พอหยุดความคิดได้เข้าถึงความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อน บ้างก็ว่านี่คือแดนสุขาวดี แดนแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใหญ่ก็ไปติดเอาความสุขจากการหยุดคิดนี้อีก

577665_297298763688494_44917008_n ทว่าความคิดมันหยุดได้ไม่นานครับ เพราะ "จิตมีสภาพคิด" เราไม่สามารถหยุดคิดถาวรได้ พอสมาธิถอย ฌานเสื่อม ก็กลับมาคิดอีก สำนักปฏิบัติหลายสำนักที่เข้าใจว่า จุดนี้คือนิพพาน ก็มาจบแค่นี้ ตลอดชีวิตเลยทำได้แค่ สงบ กับฟุ้งซ่าน สลับกันไป การปฏิบัติเพื่อหยุดความคิดทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสมถกรรมฐานครับ กดความคิดไว้ชั่วคราว ไม่สามารถละกิเลสได้จริง บุราณาจารย์กล่าวเปรียบไว้ประหนึ่งหินทับหญ้า มีหินทับอยู่หญ้าก็เฉา พอเอาหินออก หญ้าหรือความคิดฟุ้งซ่าน ก็เฟื่องฟูดังเดิม ศาสนาที่มีมาก่อนศาสนาพุทธเป็นพันเป็นหมื่นปีก็ไม่พ้นทุกข์ถาวร ทำได้แค่เอาหินทับหญ้า หรือใช้สมาธิกดความคิด กดกิเลสไว้ การที่มิได้เรียนรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้นึกเอาเองว่า หากเข้าฌานสมาบัตินานไปถึงจุดหนึ่ง ก็จักหมดกิเลสไปเอง ก็ยิ่งพยายามฝึกสมาธิให้เข้มยิ่งขึ้น เข้าสมาธิกันเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปีก็มี บ้างก็เข้าใจว่า ตนหมดกิเลสแล้ว ที่ไหนได้ กำลังทรงฌานอยู่ พอฌานเสื่อมกิเลสก็เต็มหัวใจดังเดิม

นักปฏิบัติที่ไปผิดทางนี้มีให้เห็นดาษดื่นครับ สุดโต่งไปทรมานตนจนเจียนตายแล้วก็ยังไม่พ้นทุกข์เสียที ที่อินเดียตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีเพียบครับ พระบรมศาสดาของเราก็ทรงได้ทั้งสมาธิขั้นสูงสุด ทั้งเคยกระทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี ก็ไม่เห็นได้กระไรขึ้นมา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างให้สรรพสัตว์ด้วยพระปัญญาอันยิ่งครับ ไม่มีทางที่เราจักนึก ๆ ฝัน ๆ หาวิธีหยุดความคิด หักสังสารวัฏได้เอง วิธีปฏิบัติง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ทรงประกาศก็คือ

"รู้"

ใครจักไปนึกได้ครับว่า วิธีพ้นทุกข์มันจักง่ายดายถึงเพียงนี้ แค่ "รู้" ก็พ้นทุกข์ได้ ส่วนใหญ่ต้องไปหากระไรยาก ๆ ทำ ต้องยากมันถึงจักดูคลู ดูเจ๋ง ดูเท่ ดูไม่ธรรมดา ดูเป็นนักปฏิบัติมือฉกาจ ชั้นนี่นะ ทำอย่างนี้ อย่างนั้น ทำตั้งขนาดนั้น ขนาดนี้ เพื่อความพ้นทุกข์ แต่ก็ไม่พ้น เพราะยังมี "ชั้น" อยู่

การ "รู้" ที่พระพุทธองค์ตรัสนั้น มิใช่เข้าใจง่ายดายอย่างที่เรารู้ ๆ กันมา เรียนกันมาแต่เด็ก ต้องทำความเข้าใจกันนานเลยทีเดียว แต่ถ้าเข้าใจแล้ว บร๊ะ... ไมแม่มง่ายอย่างนี้เนาะ!!! และไม่วายต้องอุทานออกมาว่า "หลงโง่อยู่ตั้งนาน"

รู้ ที่ว่าเข้าใจยากนั้น ก็คือ รู้เฉพาะหน้า "อย่างเป็นกลาง" หรือ "อย่างไม่ยินดียินร้าย" ที่เราเจอกันส่วนใหญ่คือ เวลามีความสุขก็เพลินไปกับความสุข หลงไปกับความสุข ช่วงนี้ไม่รู้กระไรเลย หรือรู้แล้วหลงไปยินดี พอช่วงมีความทุกข์ ก็รู้สึกตัวขึ้นมานิดส์โหน่ย เช็ดดด... ทำไมมันทุกข์อย่างนี้ฟระ??? ทำไงให้พ้นทุกข์ดีฟระ???... รีบไปขวนขวายทำยังไงให้พ้นไป นี่ครับ รู้แล้ว แต่ไม่เป็นกลาง ไป "ยินร้าย" กับความทุกข์ และทางพ้นทุกข์ที่คิดได้ก็คือ หาทาง "หนี" ไปจากทุกข์ด้วยการไปหากระไรเพลิน ๆ ทำ หรือไปคิดกระไรอย่างอื่นเพลิน ๆ หนีอย่างไรก็ไม่พ้นทุกข์ครับ ทางพ้นทุกข์แท้จริงคือแค่ "รู้" อย่างไม่ยินดียินร้าย ซัดกับทุกข์มันตรง ๆ เลย ไม่ต้องไปหาทางหนีไปไหน

อาจรู้สึกว่า "แล้วใครจักไปทำได้ครับ การ "รู้" เฉย ๆ แบบไม่ยินดียินร้าย ไม่ชอบแล้วก็ไม่เกลียด สภาวะทุกข์นั้น ๆ??๋?" ทำได้ครับ แต่ต้องอาศัยสมถกรรมฐานช่วย ทำสมาธิจนจิตตั้งมั่นแล้ว การ "รู้" เฉย ๆ ทำได้ไม่ยาก

ตามรู้ไปเรื่อย ๆ จนที่สุด ทุกข์ก็ดับไปเอง คราวหน้าทุกข์มาอีก ก็ดูอีก ทำซ้ำ ๆ จนที่สุดเกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาว่า "เชี่ยะเอ้ยยย... ทุกข์แค่ไหน เดี๋ยวแม่มก็ผ่านไป" คราวนี้เจอทุกข์กี่ครั้งก็ใช้ความรู้อัตโนมัตินี่ละครับ "เดี๋ยวแม่มก็ผ่านไป" ถ้าร้องเป็นเพลงป๋าเบิร์ดก็ต้องร้องว่า "สิ่งดี เลวร้ายเพียงไร ผ่านมาาาาา แล้วก็ต้องไป" ไม่มีกระไรอยู่กับเราถาวร ตรงนี้ต่างหากที่พาให้พ้นทุกข์ได้จริง มิใช่การนั่งทำสมาธิตัวแข็งทื่อเป็นชั่วโมง ๆ พูดง่าย ๆ คือ "ปลง" ด้วยปัญญา (ปัญญา คือ ไตรลักษณ์)

ความจริงทุกข์นี่เป็นของดีนะครับ ทุกข์เสียให้หนำใจ ถึงจักเกิดความเพียรในการค้นหาทางออกจากทุกข์อย่างแรงกล้า จักได้มีแรง ตามรู้ตามดูไปเรื่อย แม้สุขเข้ามาก็ไม่ประมาท ทุกข์เข้ามาก็เห็นว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทำความเพียรมันเรื่อยไป

คนเราล่วงทุกข์ด้วยความเพียรครับ ไม่ใช่อย่างอื่น!!!

รักเอยไม่สมหวังละหรือ? บางคนเขาแนะให้ปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ปุโถววว์... นั่นก็คือ "ผล" เช่นกันครับ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราได้รับคำแนะนำฉลาด ๆ กันแทบทุกวัน แต่ก็ไม่เคยทำใจได้ อยากพ้นจากทุกข์จริง ต้องใส่ใจ "วิธีปฏิบัติ" ครับ และลองลงมือปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติถึงแล้ว จิตมันปล่อยวางเองละครับ ไม่ต้องไปคาดคั้นให้มันวาง ง่าย ๆ ก็ลองเริ่มจากหาที่สงบ ๆ แล้วอยู่กับตัวเองให้มาก ๆ ตามรู้ตามดูอารมณ์จิตของเราไปเรื่อย ๆ

หรือถ้าการปฏิบัติธรรมมันยากเกินไป ก็ควรดับที่เหตุ ทุกข์เพราะผิดหวัง ก็เลิกหวังเสียสิ ก็จักไม่ผิดหวังตลอดกาล หรือแม้มีหวังเข้ามา ก็อย่าไปหวังกระไรให้มากนัก เผื่อใจไว้บ้าง รู้แล้วนี่ว่า ความหวังมันมาพร้อมกับความผิดหวัง ไม่ให้หวังไม่ได้ละหรือ? ก็เลิกรักเสียสิ! เลิกไม่ได้ก็รักให้มันน้อย ๆ หน่อย เพราะที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์ รักมากก็ทุกข์มาก รักน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่รักเลย ก็ไม่ทุกข์เลย นั่นละ... อิสระที่แท้จริง!!!!

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

แด่ทุกท่านที่ผิดหวังในความรักครับ UndecidedUndecidedUndecided

ปล.๑ พุทโธ แปลว่า "รู้" ครับ

ปล.๒ การตามรู้ เรียกเป็นภาษาแขกว่า "จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน"

ปล.๓ สงสัยไหมหล่ะครับว่า ทำไมแม้คนใกล้ชิดอย่างพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเอง ยังโปรดไม่ได้ เพราะหินก้อนนั้นเธอกำเองครับ ไม่มีใครไปแงะมือเธอให้เลิกกำหินได้นอกจากตัวเธอเอง เธอต้องวางเอง ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บอกวิธีวางเท่านั้น เชื่อหรือไม่ วางได้หรือไม่ เธอต้องเป็นคนทำของเธอเอง

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กฏ ๘ ข้อสู่การเป็นไฮโซตัวจริงby Dhammasarokikku

521446_483803911645067_939066564_n

 

ในฐานะที่เคยเฉียดเข้าไปในวงการไฮโซแบบบ้าน ๆ อยู่บ้างในอดีต และได้ศึกษาชีวิตประจำวันของบุคคลไฮโซระดับประเทศ และระดับโลกมาบ้างแล้ว วันนี้ขอแอ๊บเนียนแนะวิธีทำให้บุคคลธรรมด๊าธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ขึ้นเป็นไฮโซได้อย่างไม่ยากเย็น

กฏข้อที่หนึ่งของไฮโซตัวจริง "กริ๊บ"

ประการแรกเลยที่คนเราจักตัดสินว่า ไผเป็นไฮโซตัวจริง ตัวปลอม ก็ต้องดูจากรูปกายภายนอก ข้าวของเครื่องใช้เขาหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบางทีการจักเป็นไฮโซหรือไม่ ก็ขึ้นกับระดับสติปัญญาของผู้ประเมินด้วย สำหรับข้าพเจ้ามีเพื่อนซึ่งคนทั่วไปในสังคมให้การยอมรับว่า เขาเป็นไฮโซ อยู่หลายคน เลยสังเกตเห็นข้าวของเครื่องใช้ของพวกเขาอยู่เป็นประจำ

ผู้ประเมินบางคนแค่เห็นเขาใช้ของราคาแพง ก็ยกให้เขาเป็นไฮโซแล้ว ความจริงความเป็นไฮโซมีกระไรมากกว่านั้นครับ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นจุดร่วมของบุคคลไฮโซเท่าที่เคยสัมผัสมา ไม่ว่าระดับบ้าน หรือระดับจักรวาล ท่านทั้งหลายเหล่านั้น "สะอาด" ครับ "กริ๊บ" ไปหมดไม่ว่าสิ่งใดรอบกาย

ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายจักถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย "เนี้ยบ" ไปเสียทุกกระเบียดนิ้ว ฉะนั้นอยากเป็นไฮโซตัวจริงเสียงจริง เรามาเริ่มต้นด้วยความสะอาดเรียบร้อยก่อนเลยครับ

ไฮโซระดับบ้าน ๆ สะอาดแค่ข้าวของเครื่องใช้ แต่ระดับสูงขึ้นไป สะอาด "กริ๊บ" ลงไปถึงจิตใจทีเดียว

กฎข้อที่สองสู่การเป็นไฮโซ คือ "ถ่อมตัว" และ "พูดจาสุภาพระรื่นหู"

540184_134784163322360_100003723300467_154123_335382874_n ไฮโซตัวจริงจักรู้ดีครับว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือมาม่ายังมีไวไว ฉะนั้นไฮโซตัวจริงเขาจักไม่แสดงตัวหรอกครับว่า เขารวยระดับไหน เพื่อนไฮโซของข้าพเจ้าบางคน ประหยัดจนแทบเป็นกระยาจก เพื่อน ๆ ต่างคิดว่า ที่บ้านเขาคงยากจนมาก จนได้ไปเที่ยวบ้านเขาสักที จักทราบว่า มิได้เป็นเช่นนั้นเลย

คนที่ติดดินนั้น บางทีมีบางอย่างมากกว่าความประหยัดเสียอีก คือมี "ความคิด" บางทีเขาต้องการวิเคราะห์บุคคลที่เข้ามาคบหาด้วย บุคคลที่อวดรวยอวดมั่งอวดมี (มักมีปมด้อยคือขาดคนยอมรับตั้งแต่เด็กแถมมาด้วย) สุดท้ายเพื่อนที่เข้ามาในชีวิตก็เป็นเพียงเพื่อนกินที่สนใจแต่ทรัพย์สินของเขา

แปลกแต่จริงที่คนเรายิ่งคุยโม้โอ้อวดเท่าไร ก็ยิ่งมีคนหมั่นไส้มากเท่านั้น กลับกันยิ่งถ่อมตัวลงต่ำเท่าไร ก็ยิ่งมีคนยกย่องมากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน

อีกประการหนึ่ง ไฮโซตัวจริงหน่ะ เขาใช้ของเริ่ดจนกลายเป็นของธรรมดาสำหรับเขาไปแล้ว ส่วนไฮโซปลอมนั้น มีของเริ่ดสักอย่างก็ต้องอวดแล้วอวดอีก จริงไม่จริง?

การเป็นไฮโซขั้นต้น ก็เพียงแค่ไม่คุยโม้โอ้อวดเท่านั้นเอง ไม่ยากเลยใช่ไหม?

ผู้ที่คิดว่า ตนเป็นไฮโซบางคนด่าผู้อื่นออกอากาศว่า "อีด๊วกกกก...." สำนวนมีมาแต่โบราณแล้วว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล คำด่าประเภทนี้ไม่มีวันออกจากปาก หรือปลายนิ้วที่พิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์ของไฮโซ ผู้ดีที่ไหน มีแต่ออกจากปากกะเทยสถุล และชนชั้นไพร่ไร้สกุลเท่านั้น มันอาจจักสนุกปาก สะใจทั้งผู้เขียน ผู้อ่าน แต่ขณะเดียวกันมันก็เผยความถ่อยของผู้เขียนด้วย

เพื่อนของข้าพเจ้่าคนหนึ่ง คุยกับเพื่อนกับฝูงใช้คำว่า "ผม" "คุณ" ตลอด ใคร "กู" ใคร "มึง" มา เธอก็ใช้สรรพนามสุภาพเช่นเดิม สุดท้ายเพื่อน ๆ ก็ให้การยอมรับ และเปลี่ยนสรรพนามเป็น "ผม" "คุณ" เวลาสนทนากับเพื่อนคนนี้

ฉะนั้นปิยวาจา หรือวาจาสุภาพอ่อนหวานเรียบร้อย จึงเป็นกฎเหล็กอีกข้อหนึ่งของผู้ที่ต้องการเป็นไฮโซทีเดียว

กฎข้อที่สามของการเป็นไฮโซตัวจริง คือ "รู้จักใช้เงิน" และ "รู้จักประมาณ"

ไฮโซระดับบ้าน ๆ ที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักมีโตโยต้าเก่า ๆ เป็นรถประจำตำแหน่งครับ ในขณะเดียวกันก็มีรถหรูไว้ออกงานสังคม แต่มักจอดไว้ ไม่ได้ใช้งาน

ข้าพเจ้าพบว่า ยิ่งไฮโซมากเท่าไหร่ ข้าวของเครื่องใช้แทนที่จักแพงขึ้น หรูขึ้น กลับถูกลง จนบางทีกลายเป็นของพื้น ๆ ฉะนั้น "ราคา" ของสิ่งของเครื่องใช้รอบกาย บอกระดับความไฮโซของผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้ครับ

และเมื่อพิเคราะห์ลงไปถึงการตัดสินใจซื้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไฮโซระดับบ้าน ๆ ที่เอาแต่ใจ มักจักคำนึงถึงความพอใจตนเองเป็นหลัก ราคาเป็นเรื่องรอง ๆ ลงไป บางทีก็มีความเป็น "ตัวฉัน" ประกอบลงไปด้วยในการตัดสินใจเลือกใช้ของอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จุดร่วมที่ไฮโซทุกระดับคำนึงถึงมาก คือ "ประโยชน์การใช้สอย" ครับ รถหรูบางครั้งจึงไม่ได้ซื้อมาเพื่อประดับฐานะอวดมั่งอวดมี แต่มีไว้ใช้ทำธุรกิจ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า สังคมนักธุรกิจเมืองไทยยังคงมองกันที่เครื่องประดับนอกกาย 

ไฮโซตัวจริงเสียงจริงที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์มีอยู่เพียงติ่งเดียวในสังคมครับ ไฮโซบ้าน ๆ ตัวจริงส่วนใหญ่ในสังคม มักมาจากน้ำพักน้ำแรงของบรรพบุรุษ หรือพ่อแม่ ความประหยัด มัธยัสถ์ อดออม จึงมักถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ก็มีบ้างที่เจือจางไป บุคคลที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ทราบไว้เลยว่า ท่านกำลังลดระดับความไฮโซของตัวท่านเอง

และเท่าที่พบมา ไม่ว่าจักเป็นไฮโซรวยล้นฟ้าขนาดไหน เขาก็รู้จักประมาณครับ ข้าวของเครื่องใช้แม้ว่าเขาจักใช้ของแพง และตามใจตัวเองขนาดไหน แต่พอแพงถึงระดับหนึ่ง เขาก็จักไม่ใช้เงินเกินตัวครับ

ผู้ที่ใช้เงินเกินตัว แม้จักใช้ของแพงระยับ โปรดทราบไว้ด้วยว่า ท่านไม่อยู่ในข่ายไฮโซแต่อย่างใด กลับอยู่ในข่ายพวกโลโซที่สุดท้ายมีหนี้สินล้นพ้นตัวมากกว่า

ข้อนี้มีภาษาบาลีด้วย เรียกว่า "มัตตัญญุตา"

หมายเหตุ : ของประณีตบางอย่าง ก็มิได้แพงเลยครับ

กฎข้อที่สี่สู่การเป็นสมาชิกสังคมชั้นสูง คือ "กตัญญูกตเวที" และ "พึ่งตนเอง"

ข้อนี้ใครรู้ใครเห็นก็มีแต่ให้คำสรรเสริญครับ หากท่านกตัญญู และกตเวทีแล้วไซร้ มิเพียงท่านจักกลายเป็นไฮโซรสแซ่บในชั่วข้ามคืน แต่ท่านจักได้เป็น "คนดี" แถมท้ายด้วย เพราะ นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญู กตเวทิตา ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี

246507_3356535344825_271184266_n เราสามารถเริ่มต้นเป็นไฮโซได้ง่าย ๆ ด้วยการตื่นมาก็เก็บที่นอนให้เรียบร้อย ไม่ต้องให้ผู้อื่นมาเก็บให้ ห้องน้งห้องน้ำห้องหลับห้องนอนทำความสะอาดจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยตนเองเสียบ้าง คุณหนูบางคน ตื่นปุ๊บก็ลุกไปทำกิจวัตรประจำวันเลย ทิ้งที่นอนไว้ให้เด็กรับใช้ หรือบางทีคุณพ่อคุณแม่เก็บให้ อย่างนั้นไม่เรียกว่า "ไฮโซ" ครับ เรียกคุณหนูไร้ระเบียบ หรือคุณหนูเนรคุณใช้งานคุณพ่อคุณแม่ คุณหนูบางคนอ้างว่า ก็คุณพ่อคุณแม่ทำให้เองตั้งแต่เธอยังเล็ก ท่านก็ทำเรื่อยมา เป็นหน้าที่ของท่านมิใช่หรือ? อย่างนั้นเรียกว่า คุณหนูไร้สำนึกครับ ยุคนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสู้กับพิษเศรษฐกิจ บางทีไม่มีเวลามาสอนให้เราคิดหรอก หรือบางทีท่านถือว่า สิ่งเหล่านี้มันต้องมาจากจิตสำนึกของตัวลูกเอง มาพูดให้ลูกทำกระไรให้ตัวเองมันรู้สึกปูเลี่ยน ๆ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเหล่าลูก ๆ ครับ ต้องมีจิตสำนึกในคุณของท่านเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก

ไฮโซที่ข้าพเจ้ารู้จัก มักช่วยเหลือดูแลตัวเองอย่างที่สุดครับ งานการที่จักหลงเหลือไปที่เด็กรับใช้ ส่วนใหญ่ก็เป็นงานที่เกินความสามารถ เช่น ทำอาหาร

ยิ่งไฮโซที่ไปเรียนเมืองนอก กลับมาทำเองแทบทุกอย่างครับ

หมายเหตุ : กตัญญู แปลว่า รู้คุณท่าน

กตเวที แปลว่า แทนคุณท่าน

ไม่มีสังคมไฮโซที่ไหนจักต้อนรับคุณลูกเนรคุณทั้งหลาย ผลาญเงินคุณพ่อคุณแม่อย่างไม่ยั้งคิด นอกจากสังคมไฮโซจอมปลอมของคนรวยขี้อวด พิจารณาดูดี ๆ ครับว่า อยากเป็นไฮโซแบบไหน

กฎข้อที่ห้าของชาวไฮโซ คือ "ใจบุญสุนทาน" ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ครับ

อันนี้ดูไม่ยาก ดูดารานักแสดงในฮอลลีวู๊ด หรือแวดวงไฮโซเมืองไทย ก็ไม่ต่างกัน เป็นลักษณะร่วมของคนที่มีทรัพย์มากจนเหลือใช้ ก็เริ่มเมียงมองหาช่องทางช่วยเหลือสังคม เราก็ไม่ต้องไปซื้อโต๊ะงานกาล่าดินเนอร์ที่ไหนหรอก ก็แค่เริ่มเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือเขาบ้างตามสมควร ตามกำลังที่เราทำได้ เห็นหรือยังครับ เป็นไฮโซไม่เห็นยาก

กฎข้อที่หกสู่ความเป็นไฮโซแท้ คือ "เป็นตัวของตัวเอง" ไม่สนใจโลกธรรม ๘ มากนัก จิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น และคงเส้นคงวา

ไฮโซที่ข้าพเจ้ารู้จัก ไม่อินกระแสมากนักครับ มีความเป็นตัวของตัวเองสูงพอสมควร และไม่ค่อยแคร์สายตาใคร คนที่ยังไม่กล้าใช้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่กล้าทำความดี เพราะกลัวคนนินทาว่าเป็นนางเอก ว่าหล่อเหลือเกิน คำสรรเสริญนินทายังมีอิทธิพลต่อจิตใจมาก นั่นยังไม่ใช่ไฮโซแท้ครับ

ไฮโซที่ข้าพเจ้ารู้จัก มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่หวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ ลงได้ตั้งใจจักทำแล้ว ต้องทำให้สำเร็จจนได้ มีความมั่นคงทางอารมณ์สูง ทำสิ่งไรก็หนักแน่นไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คนที่ยังตามกระแส โลเลตัดสินใจกระไรไม่ลง ก็ยังเป็นเสก โลโซ อยู่นั่นเอง

ข้อนี้อาจจัดเข้าอยู่ใน "อัตตัญญุตา" เป็นผู้รู้จักตนก็ได้กระมัง

กฎข้อเจ็ดแห่งการเป็นผู้ดี คือ "รักษาเวลา" รู้จักบริหารเวลา

ไฮโซที่ข้าพเจ้าได้รับรู้ชีวิตประจำวันของท่านมา บริหารเวลาได้สุดยอดครับ ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ยังสามารถเจียดเวลามาฟังศึกษาธรรมะได้ ใครที่ยังอ้างว่า "ไม่มีเวลา..." ยังไม่ใช่ไฮโซแท้ครับ

อีกประการหนึ่ง คือไฮโซแท้ตรงเวลามากครับ เรื่องเวลาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา เพราะเวลาทุกวินาทีนั้นมีค่า ผ่านแ่ล้วผ่านเลยไม่มีหวนคืน มีเงินทองสักเท่าไหร่ก็ซื้อเวลาคืนไม่ได้ ฉะนั้นถ้าท่านนัดเพื่อนแล้วยังไปไม่ตรงเวลา ต่อให้รวยแค่ไหน ก็ยังเป็นแค่ไฮโซเทียม ๆ

ข้อนี้ก็มีบาลีเช่นกัน ได้แก่ "กาลัญญุตา"

และกฎข้อสุดท้ายของการเป็นไฮโซสุดขีด คือ "ห้ามคิดว่า ตนเป็นไฮโซ"

ในการปฏิบัติธรรมมีข้อห้ามอย่างหนึ่งครับ คือห้ามคิดว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้า ไม่ว่าท่านจักอยากเป็นสักแค่ไหนก็ตาม ความอยากไม่ได้ช่วยให้ท่านเป็นอริยบุคคลขึ้นมาครับ ตรงข้ามกลับขวางมรรคผลนิพพานเสียด้วยซ้ำ คนเราจักเป็นพระอริยะขึ้นมาได้ก็เพราะมี "เหตุ" ครับ หมั่นทำเหตุเข้าไว้ ถึงเวลา "ผล" ก็จักเกิดของมันเอง

เมื่อนำมาเทียบกับการก้าวขึ้นเป็นไฮโซตัวพ่อ ก็ทำนองเดียวกันครับ ความเป็นไฮโซ มิได้มาจากความอยากของเรา แม้เราจักตีฆ้องร้องปาวว่า "ฉันหน่ะไฮโซนะยะ" ก็ไม่มีใครยอมรับว่า เราเป็นไฮโซ แต่ความเป็นไฮโซมาจากคนรอบข้างให้การยอมรับเราเองว่า เราเป็นไฮโซ

หากเราคิดว่า ตนเองเป็นไฮโซเสียแล้ว ก็อาจคิดว่า กฎทั้ง ๗ ข้อ ไม่จำเป็น ไม่ต้องปฏิบัติก็ได้ ซึ่งทำให้ท่านห่างไกลจากความเป็นไฮโซออกไปเรื่อย ๆ อีกประการหนึ่งถ้าคิดว่าตนเป็นไฮโซ กฎบางข้อจักปฏิบัติไม่ได้เลยทีเดียว เช่น การถ่อมตัว

ไปสังเกตดูได้ครับ ท่านที่เป็นไฮโซตัวจริง ไม่มีใครถือตัวว่าเป็นไฮโซ ท่านมักทำตัวธรรมดา ๆ แต่คนแวดล้อมท่าน กลับยิ่งยำเกรง แลสรรเสริญในความไม่ถือเนื้อถือตัวของท่าน 

อ่านกฎทั้งหมดแล้ว อาจนึกไม่ภาพไม่ออกว่า ทำตามกฎทั้ง ๘ นี้แล้ว จักดูไฮโซขึ้นได้อย่างไร บอกใบ้ให้นิดหนึ่งครับว่า ไฮโซอันดับหนึ่งในประเทศไทย ที่เป็นแม่แบบให้ข้าพเจ้าเขียนเอ็นทรี่นี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเรานี่เอง มี fwd mail บางฉบับ ระบุว่า พระองค์ทรงใช้เงินส่วนพระองค์แค่วันละ ๑๒๐ บาท ทั้งที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นมากยิ่งกว่าไฮโซคนไหน ๆ ส่วนไฮโซระดับโลกก็คือสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ทั้งสองพระองค์ประสูติในตระกูลสูงศักดิ์ สมควรที่จักนำมาเป็นแบบอย่างของ "ไฮโซ" ที่แท้จริง ทั้งสองพระองค์ทรงพระโอษฐ์เปียกพระโอษฐ์แฉะสอนให้เราเป็นไฮโซอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราทั้งหลายที่อยากเป็นไฮโซตัวซี้ตัวสั่น เคยฟังคำของพระองค์แล้วนำมาปฏิบัติบ้างหรือไม่?

สังคมชั้นสูง หรือ high-society ที่สูงเพียงวัตถุภายนอก กับไฮโซที่สูงด้วยจิตใจ อย่างไหนน่านิยม น่าเป็นมากกว่ากัน

ลองคิดทบทวนกันดูใหม่กันสักนิดไหมหล่ะครับว่า คำว่า "ไฮโซ" นั้นแท้จริง วัดกันที่อะไร???

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

พระพุทธานุบำบัดขจัดโรค by Dhammasarokikku

582543_318083601619311_2074429839_n

เรื่องราวของการหายจากโรคอย่างปาฎิหาริย์มักเกิดแก่ผู้ที่เป็น "สัทธาจริต" หรือ ผู้ที่เชื่อง่าย หรือมีศรัทธานำหน้า ซึ่งอาจเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศรวมถึงข้าพเจ้าด้วย ท่านแนะกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตไว้ ๖ กอง ได้แก่ พุทธานุสสติ-ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ธัมมานุสสติ-ระลึกถึงคุณพระธรรมเจ้า สังฆานุสสติ-ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เจ้า สีลานุสสติ-ระลึกถึงศีลของตน จาคานุสสติ-ระลึกถึงการบริจาคทาน และเทวตานุสสติ-ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดา เรามาพิเคราะห์ความกันเล่น ๆ ว่า เหตุใดกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตจึงสามารถรักษาโรคได้

มีความคล้ายคลึงกันมากเหลือเกิน ระหว่างสำนักรักษาโรคแผนโบราณ ซึ่งบางทีก็มีเรื่องไสยเวทย์ พุทธคุณ หรือความเชื่อบางอย่าง เจืออยู่อย่างแยกไม่ออก กับสินค้า MLM นั่นคือสรรพคุณของยาวิเศษจักรักษาได้ทุกโรค แลโรคดังกล่าวจักต้องเป็นโรคที่เรื้อรังชนิดที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต โรคมะเร็ง เป็นต้น

ชีวิตข้าพเจ้าได้พานพบกับสินค้าอาหารเสริมเอ็มแอลเอ็มมานับไม่ถ้วน นับแต่บีพอลเลนนมผึ้งสมัยพระเจ้าเหา ตราบเท่าจนจมูกข้าว หรือกาแฟลดความอ้วนในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็อวดอ้างว่า มีผลต่อร่างกายเช่นนั้นเช่นนี้ เล่าการทำงานของมันได้เป็นฉาก ๆ แต่ความเป็นจริง เจ้าอาหารเสริมทั้งนั้นจักเข้าไปทำปฏิกิริยากระไรในร่างกายบ้าง เหมือนที่เขาขึ้นจอโปรเจ็คเตอร์พรีเซ้นท์กันอย่างมืออาชีพ อาจไม่ใกล้เลยแม้กระผีก ที่สุดอาจทำปฏิกิริยาในร่างกายเหมือนวิตามินรวมดี ๆ สักเม็ดหนึ่งก็เป็นได้ ทว่าเขาก็อาศัยแรงโฆษณา เพิ่มแรงจูงใจด้วยผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ คนทั้งหลายก็แห่แหนกันไปติดกับดักอมตะเอ็มแอลเอ็มที่รักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำนองเดียวกันหันมาข้างสำนักยาวิเศษ ก็มีพลังภายในไม่แพ้กัน รักษาโรคได้ล้านแปดทำนองเดียวกัน ทั้งสองอย่างแตกต่างกันที่ตัวยาที่เรากลืนกินเข้าไป แต่เหมือนกันเหลือเกินเรื่อง "ความเชื่อ"

ผู้บริโภคอาหารเสริม MLM เชื่อเหลือเกินว่า อาหารเสริมที่บริโภคเข้าไป มีสรรพคุณดั่งที่เขาโฆษณาไว้ ผู้บริโภคยาวิเศษก็กลกัน เรียกได้ว่า กินกันเอาเป็นเอาตาย ไม่เพลี่ยงพลั้งมรณภาพไปไม่เลิกรา

สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากวิเคราะห์ คือ "ความศรัทธา" นั้นมีพลังครับ บางทีมากพอที่จักรักษาโรคให้ใครต่อใครได้ ไม่เกี่ยงว่า สิ่งที่บริโภคเข้าไป จักเป็นอาหารเสริม หรือยาวิเศษ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ หากใครสักคนสองคน จักหายจากโรคร้าย ด้วยอาหารเสริมเอ็มแอลเอ็ม หรือยาวิเศษ แต่อีกกว่าห้าสิบคนที่บริโภคอาหารเสริมชนิดเดียวกัน ยาวิเศษตำหรับเดียวกัน กลับไม่หาย เพราะความศรัทธา ต้องอาศัยการวัดเชิงคุณภาพ มิใช่การวัดเชิงปริมาณเช่นที่ใช้กันในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific method

เพียงมีคนหายจากโรคสัก ๒ คน จาก ๑๐๐ คน อาหารเสริมนั้น หรือยาวิเศษนั้น ก็ดังไม่รู้เรื่องแล้วครับ

เปรียบอาการแห่งคนถูกหวย เรามักได้ยินข่าวกันเป็นประจำว่า คนนั้น คนนี้ถูกหวย แต่เวลาถูกหวยแ-ก ไม่เห็นมีใครเอามาโพทนาฉันใด คนหายจากโรคด้วยวิธีพิสดารก็ฉันนั้น ที่มรณภาพลงไปมากกว่ามาก ไม่มีใครเอามาเปิดเผยหรอก เพราะมีแต่คนรอกระหน่ำซ้ำเติมประมาณ "กุบอกแล้วไม่เชื่อ" มากเหลือเกิน หรือเปิดเผยก็เพียงเป็นโรคนั้นโรคนี้ตาย ไม่ได้เผยหรอกว่า ไปกินอาหารเสริมยี่ห้อนั้นตาย ไปกินยาวิเศษสำนักนี้ตาย

ที่ข้าพเจ้าแสดงดั่งนี้ ก็ใช่จักปรามาสสำนักหมอยาแผนโบราณที่ทรงคุณวิเศษไปด้วย สำนักเหล่านี้ที่ดีก็มีอยู่ แลทรงคุณธรรมอันวิเศษสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้จริงก็มีมาก ข้อแตกต่างที่ชัดเจนของสำนักที่ดีวิเศษสงเคราะห์คนไข้ด้อยโอกาส กับสำนักพื้น ๆ ที่เห็นกันดาษดื่น คือ เรื่องของผลประโยชน์ สำนักที่ดีมีคุณธรรม ยาเขาจักไม่แพงแบบบ้าเลือด บางทีก็แจกฟรี ส่วนสำนักยาวิเศษที่เห็นอยู่ทั่วไป จักเป็นตรงข้าม

ในสำนักที่ดีทั้งหลายก็มีหลายแบบอีก บ้างอ้างว่า เป็นสำนักของฤๅษีชีวกโกมารภัจจ์ หมอพระพุทธเจ้า บ้างอ้างเวทย์มนต์คาถา บ้างอ้างเอาอำนาจพระพุทธคุณโดยตรง สำนักเหล่านี้ล้วนเป็นทางเลือกให้แก่ผู้มีฐานะยากจน ข้าพเจ้ามิอาจวิพากษ์ผู้อุทิศตนช่วยเหลือสังคมเหล่านั้นได้ จักขอกล่าวถึงเฉพาะส่วนของพุทธานุภาพบำบัดโรคเท่านั้น

ในพระพุทธศาสนามีคำกล่าวว่า พุทโธ อัปปมาโณ ธัมโม อัปปมาโณ สังโฆ อัปปมาโณ ซึ่งหมายถึง คุณพระพุทธเจ้าไม่มีประมาณ คุณพระธรรมเจ้าไม่มีประมาณ คุณพระสงฆ์เจ้าไม่มีประมาณ ดังนั้นภายใต้คำว่า "พุทธคุณ" ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ จึงเป็นเรื่องเบสิคเหลือเกินที่โรคซึ่งโรงพยาบาลไม่รับแล้ว จักสามารถหายขาดได้ด้วยอำนาจพุทธคุณ กระนั้นก็ใช่ว่าผู้มีศรัทธาแล้วจักยังโรคทั้งหลายให้สูญสิ้นไปได้ทุกผู้ ซึ่งในส่วนนี้ข้าพเจ้าขออธิบายเป็น ๒ นัย

554564_395464227168595_1281185775_n ๑. อำนาจพุทธคุณนั้นดีจริงแล้ว ไม่มีประมาณจริงแล้ว แต่จิตของคนไข้นั้นไม่ดีจริง ไม่สามารถเข้าถึงพุทธคุณอันนั้น กล่าวคือ ศรัทธาอ่อนไปหน่อย หรือแม้กระทั่งทุกขเวทนาจากโรคภัย ก็พาให้คนไข้เสื่อมไปจากพุทธคุณได้

๒. อำนาจจิตของคนไข้เอง อาจแฝงมาในรูปของความศรัทธา ก็มีส่วนช่วยในการบำบัดโรค มีตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ คือ สมาชิกคนหนึ่งในเอ็กซ์ทีนป่วยเป็นโรคลูคิเมีย แต่ยังร่าเริงเขียนการ์ตูนน่ารัก ๆ ออกมาให้ผู้อื่นยิ้มได้ อำนาจจิตแห่งความร่าเริงนั่นเอง มีส่วนช่วยในการบำบัดโรค หาคนทำเช่นนี้ได้ยากเหลือเกินครับ ในความเป็นจริง แค่ไปตรวจสุขภาพ หรือตรวจเลือด ก็กังวลกับผลการตรวจเสียแล้ว เรียกว่า กายยังไม่ทันป่วยเลย ใจป่วยไปก่อนแล้ว

ในส่วนของอำนาจพุทธคุณนั้น ข้าพเจ้าก็เชื่อเหลือเกินครับว่า สามารถบำบัดได้ทุกโรคจริงดังคำว่า พุทโธ อัปปมาโณ แต่จักมีสักกี่คนที่เข้าถึงพระพุทธเจ้า หรือ "พุทธะ" ที่แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อำนาจพุทธคุณนั้นหาประมาณมิได้ แม้รักษาโรคทางกายไม่ได้ ก็รักษาโรคทางใจได้แน่นอน ที่รักษาโรคทางกายไม่ได้ ถึงแม้จิตจักเข้าถึงความเป็นพุทธะแล้ว ไม่ได้หมายความว่า พุทธคุณไม่เจ๋งจริง เพียงแต่พระองค์ก็ตรัสข้อแม้ไว้แล้วว่า "ถ้าเป็นเรื่องของกฏแห่งกรรม แม้พระองค์เองก็ช่วยเหลือกระไรมิได้" กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากไม่เกินกฏแห่งกรรมพระองค์ช่วยได้หมด ขอให้ "ถึง" พระองค์เท่านั้น

พระพุทธเจ้า ก็ประหนึ่งหมอใหญ่ รักษาได้ทุกโรค มีคนไข้มาหามากมาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนไข้เอง ต้องขวนขวายไปหาพระพุทธเจ้า และต้องรู้วิธีไปหาพระพุทธองค์ที่ถูกต้องด้วย มิเช่นนั้นเสาะหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึง

วิธีไปหาพระพุทธเจ้ามีบันได ๓ ขั้น คือ ทาน ศีล ภาวนา ไม่มีทางอื่น

การรักษาโรคมีตั้งแต่โรคพื้น ๆ เช่น โรคขาดวิตามินเอ็ม หรือโรคทรัพย์จางก็หมั่นให้ทาน เจ็บป่วยเบา ๆ ก็หมั่นรักษาศีล โดยเฉพาะข้อปาณาติบาต และปล่อยนกปล่อยปลาที่จักถูกเขาฆ่าบ้าง ป่วยหนัก ๆ ก็ต้องใช้ทั้ง ๓ ขนาน ยาแรงที่สุดที่โรคภัยใดใดไม่อาจต้านทานได้คือ "สติปัฏฐานเภสัช"

แพทย์แผนตะวันตก มุ่งรักษาโรคภัยตามอาการ และสมุฏฐานของโรค เบื้องต้นโดยใช้ยาที่ได้รับการวิจัยอย่างดีแล้ว เบื้องปลายแม้รักษาด้วยยามิได้ ก็ต้องด้วยการผ่าตัด

แพทย์แผนตะวันออก เวลาพบอาการป่วย จักเริ่มต้นที่การปรับสภาพร่างกายให้สมดุลย์ แก้ธาตุ ๔ ให้พอดีกัน หยินหยางเสมอกัน แล้วค่อยเริ่มรักษาโรค

แพทย์แผนพุทธศาสตร์ เริ่มรักษาที่ใจก่อน พอใจหายป่วย ค่อยมารักษาอาการทางกายภาพ จักด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแผนโบราณ มิได้เกี่ยง ซึ่งบางทีก็หายด้วยอำนาจแห่ง "ใจ" ที่หายป่วยแล้วนั่นแล เภสัชทั้งหลายอาจเป็นแค่ส่วนเสริม หรือหากใจไม่ป่วย โรคจาก ๑๐ ส่วน หายไปแล้วกว่า ๗ ส่วน อีกน้อยกว่า ๓ ส่วนให้เป็นหน้าที่ของเภสัชศาสตร์

อาจมีบทความแนวนี้ถูกบรรยายมาก่อนหน้าข้าพเจ้าเขียนมากมายว่า พุทธคุณไม่มีประมาณ ทำไมข้าพเจ้าจึงนำมาเขียนซ้ำ? เหตุก็มาจากการไปนอนรอรับการรักษาโรคริดซี่นี่แล กลัวจักทนเบื่อที่ต้องนอนนิ่ง ๆ หลาย ๆ วันมิได้ ก็ไปหาเช่าหนังสือจากห้องสมุดประชาชน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี มาอ่านเพลิน ๆ นอกจากจะเด็ดตัวดีแล้ว ยังไปคว้าเรื่อง How we die ของนายแพทย์เชอร์วิน บี นูแลนด์ มาอ่านด้วย เห็นชื่อเรื่องแล้วน่าสนใจ คะเนว่า คงเป็นปรากฏการณ์หลังความตาย แต่อ่านแล้วกลับเป็นเรื่องที่ผู้เขียนพบประสบการณ์ตรงจากความตายของคนไข้มามากมาย จนนำมาสรุปเป็นข้อสังเกต

บทแรกของหนังสือกล่าวถึงโรคหัวใจ โรคฮ็อตฮิตของชาวเมือง ข้าพเจ้ามาสะดุดกับอาการของโรค ซึ่งจักมีการเจ็บเตือนผู้ป่วยก่อน อาการเจ็บหน้าอก หรือเขียนให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ตะคริวกินกล้ามเนื้อหัวใจ หรือที่เรียกว่า angina pectoris

537711_446787238666552_1812335902_n อาการเจ็บเตือนนี้จักคลายตัวไปเอง หากผู้ป่วยหยุดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการนั้น เช่น อาการโกรธใครสักคนมือไม้สั่น ซึ่งโดยปกติ ใครก็ตามที่จู่ ๆ เจ็บหน้าอกแปล็บขึ้นมา ก็ย่อมหายโกรธโดยพลัน เปลี่ยนเป็นกังวล หรือสงสัยแทนว่า เกิดอะไรขึ้น?

แต่ถ้าห้ามไม่อยู่หล่ะ? หรืออาการโกรธเปลี่ยนไปเป็นความกลัวตายหล่ะ? ความโกรธกับความกลัวเป็นกิเลสที่มีรากเหง้าอันเดียวกัน หากร่างกายแปลความหมายผิด หรือความกลัวทำให้เกิดอาการทางกายเช่นเดียวกับความโกรธ อาการตะคริวกินกล้ามเนื้อหัวใจก็ไม่คลายไป หัวใจหยุดเต้นเสียสองสามนาที ก็ไปพบลุงพระยายมราชแล้ว

ดังนี้จักเรียกว่ากระไรดี อาการป่วยทางกาย ไปเปิดอาการป่วยทางจิต (กลัวตาย) อาการป่วยทางจิต ไปซ้ำเติมอาการป่วยทางกาย ก็เลยเอวังมรณังด้วยประการฉะนี้ ใช่หรือไม่?

ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้ไปเกิดกับผู้ที่เจริญ "สติปัฏฐานเภสัช" ยาขนานเอกของพระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิตย์เล่า? หรือยาแรงน้อยลงไปหน่อยที่เรียกว่า "อนุสสติเภสัช" อย่างพุทธานุสสติ หรือมรณานุสสติ-ระลึกความตายเป็นอารมณ์ อยู่เป็นนิตย์บ้างเล่า? ผลจักเป็นเยี่ยงไร? แตกต่างกันเพียงไหน?

ผู้เจริญสติปัฏฐานอยู่เนืองนิตย์ ยามฉุกเฉินแห่งชีวิต ย่อมมีสติที่เกิดขึ้นเอง เห็นความกลัวตายของตนด้วยความเป็นกลาง ความกลัวก็ดับไป ผู้มีพุทธานุสสติในหัวใจ เกิดเหตุร้ายขึ้น ย่อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ มีใจห้าวหาญมิเกรงต่อมัจจุมาร ผู้เจริญมรณานุสสติย่อมไม่หวั่นไหวสะทกสะท้านต่อการมรณา มิหลงกลัวหลงโกรธไปในอารมณ์อกุศลต่าง ๆ ร่างกายก็กลับสู่สภาวะปกติ เช่นนี้แล "พระพุทธานุบำบัดขจัดโรค"

ข้าพเจ้าเชื่อว่า ยังมีอีกหลายโรค (พอดีอ่านไม่จบ) ที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย เช่น โรคมะเร็งอันมีมูลมาจากความเครียด ก็เนื่องด้วยการติดล็อคกันเองในลักษณะนี้ของกายกับใจ กายป่วย ๑ ใจคิดว่า กายป่วย ๒ กายเลยป่วย ๓ ใจคิดว่าแย่แล้ว โคม่าแล้ว ให้ความป่วยลิมิตเข้าสู่อินฟินิตี้ คือ รักษาไม่หายไปเลย ทีนี้ใจป่วยถึงขีดสุด รักษากายอย่างไรก็ไม่หาย เป็นต้น ครั้นมาเจริญกรรมฐานเนือง ๆ ความเครียดก็ลดลง โรคภัยก็หายไป

แลยังมีการสวดมนต์รักษาโรคอีก โดยให้กำลังความศรัทธาเป็นสำคัญ แท้จริงสมัยพุทธกาล โพชฌงคปริตร หรือคิริมานนทสูตรนั้น สาธยายมนต์แล้ว ผู้ฟังเกิดธรรมปีติดอก ถึงหายจากโรค ปีตินี่เป็นยาขนานเอกทีเดียวขจัดโรคภัยได้จริง แลโดยพลันด้วยมิใช่ค่อย ๆ หาย  หาใช่ว่าสวดไปมาก ๆ สวดไปเยอะ ๆ แล้วจักเกิดอำนาจวิเศษหายโรคไปเองดอก ถ้าเชื่อเช่นนั้นก็ย้อนกลับมาเป็นอำนาจแห่งแรงศรัทธาอีก ซึ่งจักหายหรือไม่หาย ก็ย่อมขึ้นกับความเข้มข้นของกำลังศรัทธาเป็นที่สุด

การป่วยทางกายเป็นเรื่องควบคุมไม่ได้ แต่การป่วยทางใจ เรารักษาได้ด้วยพระพุทธโอสถ อมฤตธรรม "สติปัฏฐาน" นี้แล้วเป็นมั่นคง

พระพุทธานุบำบัดขจัดโรคที่บรรยายมา ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 16 Feb 2010 20:50:08

พระเจ้าเท่านั้นที่ตัดสินได้by Dhammasarokikku

303455_3143910328043_24829363_n

วันนี้ขอกล่าวถึง "บุญ" ในอีกมิติหนึ่ง

เคยสงสัยกันบ้างไหมละครับว่า บุญบางอย่างดูไม่น่าจักได้บุญมาก แต่ทำไมท่านว่า ได้บุญเยอะเหลือเกิน เช่น ถ้าเทียบบุญจากการสร้างอภิมหาเจดีย์สูงสัก ๒๐๐ เมตร บนที่ดิน ๑,๐๐๐ ไร่ เทียบกับบุญที่เกิดจากการนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน ๑๐ นาที ถามพระรูปไหนท่านก็จักตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า นั่งสมาธิอยู่กับบ้านได้บุญมากกว่า (ยกเว้นว่าท่านมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง)

ขัดความรู้สึกไหม?

สร้างอภิมหาบรมเจดีย์นั้นใช้เงินมหาศาล ต้องใช้กำลังใจสูงมาก เมื่อสร้างเสร็จก็น่าตื่นตาตื่นใจมาก คนมากมายบังเกิดศรัทธา บังเกิดธรรมปีติจากการได้ชมอัครสถานมหาเจดีย์ที่น่าอัศจรรย์นั้น แต่ไฉนจึงได้บุญไม่มากเท่าเรานั่งทำสมาธิอยู่กับบ้านไม่เสียตังค์สักบาทแค่ ๑๐ นาที

และในความเป็นจริง คนปริมาณมหาศาลวิ่งออกไปทอดผ้าป่า ทอดกฐิน สร้างศาสนสถาน ศาสนวัตถุที่ยิ่งใหญ่โอฬารตระการตา ด้วยความเหนื่อยยาก แต่ให้นั่งสมาธิสัก ๑๐ นาทีในห้องแอร์เย็น ๆ ที่บ้านตัวเอง กลับไม่ยอมทำ ด้วยอาจเข้าใจว่า บุญในบ้านนั้นเล็กเกินไป ต้องไปหาบุญใหญ่ ๆ เอานอกบ้าน

นี่ข้าพเจ้ามิได้ต่อต้านการสร้างศาสนสถาน ศาสนวัตถุนะ เพียงแต่จักชี้ให้เห็นความจริง และการสร้างศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ทำด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ได้บุญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการนั่งภาวนาอยู่กับบ้าน

ลำดับแห่งอานิสงส์ของบุญที่ทำ ท่านจำแนกไว้แล้วครับว่า "ทาน ศีล ภาวนา" เชื่อว่า ทุกคนคงเคยได้ยิน

ทำทานสักแสนโกฏิล้านบาทก็ไม่เท่ารักษาศีลแค่วันเดียว รักษาศีลบริสุทธิ์สักร้อยปี ก็ไม่สู้เจริญภาวนาแค่นาทีเดียว

แต่คนที่กำลังเมาบุญ บางทีก็ลืมลำดับทั้ง ๓ ขั้นนี้

ที่มันยากแก่การทำความเข้าใจ ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นเพราะ "หน่วยนับ" ของบุญ ไม่อยู่บนสเกลเดียวกันครับ

ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ สมมุติให้การทำทานมีหน่วยบุญเป็นบาท ก็จักเทียบได้ง่าย ๆ ระหว่างการให้ทานด้วยกันว่า บุญไหนมากกว่าบุญไหน แต่พอขึ้นไปเป็นการรักษาศีล หน่วยวัดบุญกลับเปลี่ยนสกุลไปเป็นเหรียญยูโร แถมไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอนระหว่างบาทกับเหรียญยูโรเสียด้วย ยิ่งขึ้นไปเป็นการเจริญภาวนา หน่วยบุญก็อาจกลายเป็นปอนด์สเตอริง หรือกลายเป็นแร่ธาตุที่มาจากต่างดาว ประเมินค่าเป็นบาท หรือเหรียญยูโรไม่ได้ไปเลย

ยิ่งกว่านั้น หน่วยวัดบุญที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด ก็อาจใช้ไม่ได้เลย เพราะบุญนั้นเกิดที่ "ใจ" ไม่มีเครื่องมือใดในโลกสามารถเข้าไปวัดใจคนได้ "หน่วยบุญ" จึงดูเป็นสิ่งลึกลับ ยากแก่การเข้าใจให้ถ่องแท้

เมื่อเช้าเดินบิณฑบาตไป ก็ปิ๊งไอเดียของหน่วยบุญอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจนำ "ทาน ศีล ภาวนา" กลับมาอยู่บนสเกลเดียวกัน หน่วยนับที่ว่านี้ นับเป็นจำนวนชาติที่ต้องเกิด ครับ

"บุญ" มีหน่วยวัดเป็นจำนวนชาติที่ต้องเกิดน้อยลง อะฮ้า... เข้าท่าไหมล่ะ?

ยิ่งบุญมาก จำนวนชาติที่ต้องเกิดยิ่งน้อยลง พวกบาปก็ไม่ต้องพูดถึง ปริมาณจำนวนชาติที่ต้องเกิดนั้นเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล หลังจากเพิ่มชาติที่ต้องไปเกิดในนรกแล้ว ต้องตะเกียกตะกายเกิดกันไม่รู้กี่อสงไขยในอบายภูมิกว่าจักได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

phoca_thumb_m_IMG_9262 มาดูเรื่องทานครับ การให้ทานมีอานิสงส์หลักเลยคือเป็นผู้มีโภคทรัพย์มาก ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ยิ่งทำทานในเนื้อนาบุญที่ดี ส่งผลให้เกิดมาเป็นผู้มีทรัพย์เหลือกินเหลือใช้ไปทุกชาติ จำนวนชาติที่เกิดไม่ได้ลดลงโดยตรง แต่ลดลงโดยอ้อม กล่าวคือ เมื่อเป็นผู้กินดีอยู่ดีมีสุข ก็เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่การให้ทานนั้น จำนวนชาติที่ต้องเกิด ยังแกว่งอยู่มาก ความไม่แน่นอนสูง เช่นถ้าเอาแต่ทำทาน ไม่รักษาศีล เวลาใกล้ตายระลึกถึงทานที่ทำได้ เกิดปีติ ก็ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าอยู่บนสวรรค์ อยู่ไปจนหมดอานิสงส์แห่งบุญนั้น คราวนี้ไม่แน่แล้ว โชคดีอาจไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือถ้ามีความประมาทอาจลงไปอยู่อบาย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น) เพราะทำอกุศลไว้ก็มาก

พอขึ้นมาดูเรื่องศีล ศีลเป็นประหนึ่งห่วงยางนิริภัยGOA หรือตาข่ายนิริภัย กันไม่ให้เราตกลงเบื้องล่าง ถ้าเรารักษาศีล ๕ ได้เป็นปกติ ขั้นต่ำคือเราจักกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ครับ ศีลจึงเป็นประหนึ่งเครื่องป้องกันไม่ให้จำนวนชาติที่ต้องเกิดเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสมรรถภาพดีกว่า การให้ทาน

แต่ก็ยังไม่แน่ครับ การได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่แน่เสมอไปว่า จำนวนชาติที่ต้องเกิดจักลดลงแน่ ๆ เพราะมนุษย์เป็นผู้มีอิสระสูงสุด อยากเลือกลงไปเกิดในทุคติภูมิก็ได้ ไปเกิดในสุคติภูมิก็ได้ ที่แน่ ๆ ในชาติที่รักษาศีล ๕ ได้เป็นปกติ จำนวนชาติที่ต้องไปเกิดในอบายภูมิลดลงฮวบฮาบแน่นอน ถ้ารักษาศีล ๕ ได้บริสุทธิ์จริง ๆ เป็นพระโสดาบัน จำนวนชาติที่จักไปเกิดในอบายกลายเป็นศูนย์เลยทีเดียว

พอถึงขั้นของการภาวนา อันนี้ชัดมาก การเจริญภาวนาไปลดจำนวนชาติที่ต้องเกิดโดยตรง จึงได้บุญมากที่สุดในสามขั้น ไม่ต้องสงสัย ซึ่งก็มีเทคนิคพิเศษครับ การทำทานสามารถควบไปกับการภาวนาได้ คือ ทำทานด้วยความรู้สึกว่า "นี่ไม่ใช่ของเรา" "ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเรา" อย่างนี้เรียกทำทานควบเจริญภาวนา จำนวนชาติที่ต้องเกิดก็ลดลงมหาศาลเพราะไปละความเห็นผิดว่า "นี่คือเรา" "นี่คือของเรา"

ความเห็นว่า "นี่คือเรา" เรียกอีกอย่างว่า อัตตา ตัวตน หรือเป็นภาษาแขกว่า "สักกายทิฏฐิ" เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ฝั่งที่พาให้เรามาเกิดตัวแม่เลยทีเดียว จัดเป็น "เครื่องร้อยรัดสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ" หรือ สังโยชน์ ที่โดดเด่นที่สุดใน ๑๐ ประการ

ความเห็นเช่นนี้ เฉือนลงให้บางเท่าไหร่ จำนวนชาติที่ต้องกลับมาเกิดก็น้อยลงเท่านั้น แต่ปัจจุบันเห็นคนส่วนใหญ่เอาแต่พอกพูนจำนวนชาติที่ต้องเกิดให้ยิ่ง ๆ ขึ้น สวนทางกับคำสอนของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

แค่อัตตา ตัวตน เป็นมนุษย์ธรรมดา ก็ละได้ยากอยู่แล้ว บางคนยังเพิ่มพอกพูนความเห็นผิด ด้วยการอุปโลกน์ตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้ามีหน้าที่ตัดสินชะตากรรม ตัดสินชีวิตมนุษย์ กำหนดอายุขัยของผู้อื่น คนทำผิดเท่านี้สมควรตาย คนทำผิดเท่านั้นสมควรไปนรก

มนุษย์ทุกคน มีพระเจ้าอยู่ในตัวอยู่แล้วครับ ไม่จำต้องมีพระเจ้าองค์อื่นมาตัดสินชีวิตของเขาเพิ่มเติม

phoca_thumb_m_IMG_9291 พระเจ้าในตัวมนุษย์ หรือที่เขาเรียกมนุษย์ว่า เป็นวิหารของพระเจ้า ก็คือพระเจ้ากรรมนั่นแล ส่วนมนุษย์เป็นผู้เลือกว่า ตนจักเดินทางไหน ไปไหน จักทำกรรมเช่นไร ถึงเวลาพระเจ้ากรรมจักตัดสินอายุขัย และที่ไปของคนผู้นั้นอย่างยุติธรรมที่สุด ตามสิ่งที่เขาได้เลือกกระทำมา ไม่พึงต้องฟังคำตัดสินจากพระเจ้าภายนอก

ฉะนั้นคำตัดสินผู้อื่นของท่าน ย่อมเปล่าเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ ผลร้ายกลับเกิดแก่ท่านเอง เพราะไปอุปโลกน์ตัวเองเป็นพระเจ้าของผู้อื่น ทั้งยังถ่ายทอดคำตัดสินผู้อื่นอันกักขฬะนั้นไปให้สาวกได้อ่านได้เสพย์กันด้วย นอกจากจำนวนชาติที่ต้องเกิดจักเพิ่มขึ้นด้วยอัตตาตัวตนที่พอกพูนมากขึ้นแล้ว ยังแถมท้ายด้วยพระเจ้ากรรมของท่านเอง ก็ได้บันทึกอกุศลกรรมที่ท่านได้เผยแพร่ข้อความยั่วยุโทสะออกไปไว้เรียบร้อย รอวันจักตัดสินท่านเหมือนที่ท่านตัดสินผู้อื่น

ยกตัวอย่างเช่น (ขอยกตัวอย่างคนไกล ๆ ตัวหน่อย ป้องกันใครมาดราม่าแถวนี้) คนที่ใคร ๆ เขาเรียกว่า "พ่อปลาไหล" หรือ "ปลาไหลตัวพ่อ" หาเสียงด้วยแคมเปญ "สัจจนิยม" ซึ่งดูเหมือนตรงข้ามกับอุปนิสัยตัวเองทีเดียว หลายคนก็มองเห็นแต่จุดด้อยของเขา ทว่าลองขับรถเข้าไปในจังหวัดสุพรรณบุรีสักครั้งหนึ่งสิครับ แล้วท่านผู้อุปโลกน์ตัวเองเป็นพระเจ้า ลองตัดสินดูใหม่ว่า เขาควรไปสวรรค์ ควรไปนรก หรือควรมีอายุขัยเท่าไหร่

ผู้อุปโลกน์ตัวเองเป็นพระเจ้า ต้องไปรู้ไปเห็นทุกสิ่งที่เขาทำครับ (ขอเน้นอีกครั้งว่า "ทุกสิ่ง") ถึงจักตัดสินเขาได้อย่างยุติธรรม เขาทำความดีเท่าไหร่ สร้างถนนกี่เส้น สร้างวัดกี่วัด สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล จำนวนเท่าไหร่ มาหักลบกับอกุศลกรรมที่เขาได้ทำ หลงจ๊งแล้วจึงตัดสิน จึงชื่อว่าพระเจ้าเปาบุ้นจิ้นผู้เที่ยงธรรม ไม่ใช่พระเจ้าลำเอียงตะแคงข้างตีกรรเชียงบกตัดสินผู้อื่นตามอคติของตน

เห็นคุณสมบัติของพระเจ้าที่สามารถตัดสินผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า จักมีใครเหมาะสมจักเป็นพระเจ้าสำหรับเขา มากไปกว่าตัวเขาเอง กรรมดีกรรมชั่วที่เขาทำเองนั่นแล จักตัดสินเขา

ดังนั้นถ้าท่านยังไม่มีความรู้วิเศษ หรือญาณไปหยั่งรู้ว่า คนอื่นเขาทำความดีทำความชั่วกระไรไว้บ้าง ก็ไม่ควรไปตัดสินผู้อื่นครับ

เพราะเรื่องแบบนี้ พระเจ้ากรรมเท่านั้นแล ที่จักสามารถตัดสินได้!!!

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons