พุทธศาสนสุภาษิต
ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก ปญฺญา นรานํ รตนํ ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน ปญฺญาว ธเนน เสยฺโย ปัญญาเทียวประเสริฐกว่าทรัพย์ ปญฺญาชีวีชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ ปราชญ์กล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ คนย่อมเห็นเนื้อความด้วยปัญญา ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ สีลํ สิรึ จาปิ สตญฺจ ธมฺโม อนฺวายิกา ปญฺญวโด ภวนฺติ คนฉลาดกล่าวว่าปัญญาประเสริฐ เหมือนพระจันทร์ประเสริฐ กว่าดาวทั้งหลาย แม้ศีลสิริและธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไปตามผู้มีปัญญา ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ อนตฺถํ จรติ อตฺตโน อตฺตโน จ ปเรสญฺจ หึสาย ปฏิปชฺชติ คนมีปัญญาทราม ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียน ทั้งตนและผู้อื่น มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุข จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ ถ้าพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะยอมเสียสละสุขส่วนน้อย ผู้มีปัญญาเล็งเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็ควรสละสุขส่วนน้อยเสีย ปญฺญวนฺตํ ตถาวาทึ สีเลสุ สุสมาหิตํ เจโตสมถมนุยุตฺตํ ตํ เว วิญฺญู ปสํสเร ผู้รู้ย่อมสรรเสริญคนมีปัญญา พูดจริง ตั้งมั่นในศีล ประกอบความสงบใจนั้นแล
พุทธศาสนสุภาษิต
อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ โส โสจติ โส วิหญฺญติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน ผู้ทำบาป ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ละไปแล้วก็เศร้าโศก ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตน จึงเศร้าโศกและเดือดร้อน อุทพินทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำฉันใด คนเขลาสั่งสมบาปแม้ทีละน้อย ๆ ก็เต็มด้วยบาปฉันนั้น ปาณิมฺหิ เจ วโณ นาสฺส หเรยฺย ปาณินา วิสํ นาพฺพณํ วิสมนฺเวติ นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต ถ้าฝ่ามือไม่มีแผล ก็พึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้ ยาพิษซึมเข้าฝ่ามือไม่มีแผลไม่ได้ฉันใด บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำฉันนั้น
พุทธศาสนสุภาษิต
ปุญฺญํ โจเรหิ ทูหรํ บุญอันโจรนำไปไม่ได้ ปญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย ความสั่งสมบุญ นำสุขมาให้ ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญโญฺ อุภยตฺถ นนฺทติ ปุญฺญํ เม กตนุติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทุติ สุคตึ คโต ผู้ทำบุญแล้วย่อมยินดีในโลกนี้ ตายแล้วย่อมยินดีชื่อว่ายินดีในโลกทั้งสอง เขาย่อมยินดีว่าเราทำบุญไว้แล้ว ไปสู่สุคติย่อมยินดียิ่งขึ้น ปญฺญญฺ ปริโส กยิรา กยิราถนํ ปุนปฺปุนํ ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย ถ้าบุรุษจะพึ่งทำบุญ ควรทำบุญนั้นบ่อย ๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้
พุทธศาสนสุภาษิต
อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ ทั้งแก่ตนทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน เกวลานํปิ ปาปานํ ขนฺติ มูลํ นิกนฺตติ ครหกลหาทีนํ มูลํ ขนฺติ ขนฺติโก ขันติ ย่อมตัดรากแห่งบาปทั้งสิ้น ผู้มีขันติชื่อว่าย่อมขุดรากแห่งความติเตียนและการทะเลาะกันได ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย สตฺถุโน วจโนวาทํ กโรติเยว ขนฺติโก ปรมาย จ ปูชาย ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา และผู้มีขันติ ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้าด้วยบูชาอันยิ่ง
พุทธศาสนสุภาษิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้ จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ จิตที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้ วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองบาตรที่เต็มด้วยน้ำมัน ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ อนวัฏฺจิต จิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต ปริปฺวลปสาทสฺสุ ปญฺญา น ปริปูรติ เมื่อจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
พุทธศาสนสุภาษิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้ จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ จิตที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้ วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองบาตรที่เต็มด้วยน้ำมัน ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ อนวัฏฺจิต จิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต ปริปฺวลปสาทสฺสุ ปญฺญา น ปริปูรติ เมื่อจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
พุทธศาสนสุภาษิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้ จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ จิตที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้ วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองบาตรที่เต็มด้วยน้ำมัน ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ อนวัฏฺจิต จิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต ปริปฺวลปสาทสฺสุ ปญฺญา น ปริปูรติ เมื่อจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
พุทธศาสนสุภาษิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้ จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ จิตที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้ วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองบาตรที่เต็มด้วยน้ำมัน ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ อนวัฏฺจิต จิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต ปริปฺวลปสาทสฺสุ ปญฺญา น ปริปูรติ เมื่อจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
การสวดมนต์และอุทิศบุญ
21:11
bandon
การทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถือเป็นการปฏิบัติโดยปกติวิสัยของทุกคนอยู่แล้ว แต่ทำบุญสวดมนต์ไหว้พระอย่างไร ให้เกิดผล การเงินการงาน ปัญหาอุปสรรคต่างๆที่ติดขัดได้เดินหน้าต่อไปอย่างปลอดโปร่ง รวมถึงช่วยให้คุณคลายความทุกข์เปิดรับแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยให้คุณปฏิบัติตามเคล็ดลับวิธีการดังต่อไปนี้วันที่ 1 เลือกพระประจำตัว
สำหรับคุณที่ยังไม่มีพระองค์ใดเป็นพระประจำใจที่นับถือให้คุณลองเลือกด้วยตัวคุณเองว่าจะนับถือพระองค์ใด เพื่อเป็นพระประจำใจของคุณเองและหมั่นสวดมนตร์ ตอนเช้า-เย็น
วันที่ 2 ดูแลเจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน
คุณต้องดูแลเจ้าที่เจ้าทางที่บ้านอย่างสม่ำเสมอบางคนอาจถวายผลไม้ น้ำทุกวัน หรือบางคนอาจถวาย ผลไม้ น้ำ เดือนละ 4 ครั้ง แล้วแต่สะดวก เพราะว่า เจ้าที่เจ้าทางที่บ้านถือเป็น รากฐานสำคัญของทรัพย์คุณ
วันที่ 3 กรวดน้ำให้พระแม่ธรณี
การทำบุญตักบาตรพระให้อธิฐานจิต ทุกครั้งก่อนใส่บาตรและกรวดน้ำให้พระแม่ธรณีรับรู้การทำบุญของคุณ(เวลาอธิฐานโปรดส่งเสียงดัง เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชอบให้พูดเสียงดังๆ)
วันที่ 4 ทำบุญและทำทานด้วย
เมื่อคุณใส่บาตรแล้วคุณต้องมีการทำทานกับขอทานหรือเพื่อนร่วมโลก แม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ ถ้าเป็นช้างยิ่งดีเพราะคุณจะได้โชคเร็ว
วันที่ 5 หมั่นสวดคาถาแผ่เมตตา
เมื่อคุณไปทำงานพยายามสวดพุทธโธหรือสวดคาถาเสริมทรัพย์ต่างๆ เพื่อเรียกทรัพย์ หรือสวดคาถา แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด เพื่อให้คุณแคล้วคลาดจากศัตรู และพบกับมิตรที่ดี
วันที่ 6 ใส่เงินในกระปุกไปถวายวัด
หากคุณไม่คอยมีเวลาไม่สามารถทำบุญได้ทุกวัน ให้คุณเอาเงินใส่กระปุก อธิฐาน เมื่อเงินเต็มกระปุกแล้วให้นำไปถวายวัด
วันที่ 7 มองภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์สร้างพลังจิต
หากคุณมีเวลาว่างพยายามมองภาพพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือ พยายามจำให้ได้ทุกสัดส่วนเพราะจะเป็นการฝึกการใช้กระแสจิตเบื้องต้นให้กับคุณ
วันที่ 8 ดอกไม้บูชาพระ
ให้คุณหมั่นบูชาพระด้วยดอกไม้จะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น โดยเฉพาะเวลาคุณไม่สบายใจ การบูชาพระด้วยดอกไม้จะช่วยให้คุณสบายใจขึ้น
วันที่ 9 หมั่นทำบุญ ปฏิบัติธรรม
คุณควรหาเวลาว่างพยายามหมั่นทำบุญไหว้พระ ปฏิบัติธรรม หากคุณคิดว่าตอนนี้ชีวิตยังไม่มีอะไรดีมีแต่ความทุกข์ อย่าพึ่งท้อใจ ให้คิดว่า การทำบุญปฏิบัติธรรม คือ การหลุดพ้นแล้วสักวัน ชีวิตคุณจะดีขึ้นจากผลบุญของคุณเอง
วันที่ 10 ทำบุญให้สถานที่ต่างๆ
ให้คุณพยายามทำบุญให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดวงวิญญาณที่อยู่ที่สถานที่ที่คุณได้ไปติดต่อหรือมีผลประโยชน์ต่างๆแม้กระทั่งบุคคลที่ไปติดต่อ จะช่วยผูกจิตให้กับคุณโดยปริยาย คุณต้องพยายามอดทนเพื่อความสำเร็จในชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ดีขึ้นในไม่ช้า
10 ข้อนี้ให้คุณนำไปสลับใช้ ภายใน 30 วัน คุณจะโชคดีขึ้นทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมาหมดทุกข์โศกโรคภัย แคล้วคลาดปลอดภัย และที่สำคัญจะช่วยให้คุณสบายใจขึ้นด้วย
มวลหมู่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ตลอดจนในโลกทิพย์ล้วนต่างมีส่วนประสานสัมพันธ์ถึงกันและกันในเรื่องของกฎแห่งกรรมอยู่ตลอดเวลา ในช่วงแห่งการเวียนว่ายตายเกิดไปๆ มาๆ จะหาที่ไม่เคยได้เป็นเป็นญาติ ไม่ได้เคยเป็นเพื่อนไม่เคยได้เป็นเจ้ากรรม หรือนายเวรต่อกันนั้นย่อมไม่มีชีวิตของทุกผู้ทุกคนจึงล้นแล้วแต่มีส่วนสัมพันธ์ถึงกันและไม่มากก็น้อยทั้งในส่วนดีมากและในส่วนที่ดีน้อย ทั้งในส่วนเลวมากและในส่วนที่เลวน้อยทั้งในส่วนที่ทำให้เกิดความเคียดแค้นชังมากและในส่วนที่ทำให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังน้อยรวมไปถึงทั้งในส่วนที่รักและ อุปการะมากอุปการะน้อยสุดแล้วแต่เหตุปัจจัยในช่วงนั้นๆ
การได้ดีหรือตกยากรวมไปถึงการเจ็บไข้ได้ป่วยของมวลมนุษย์และสัตว์ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากผลกรรม(การกระทำ)ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ และอีกส่วนหนึ่งนั้นได้รับเหตุปัจจัยกระทบจากสิ่งรอบข้างที่เกิดจากการปรุงแต่งจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตใจ ในขณะนั้น เรียกว่ากรรม(การกระทำ)ที่เกิดจากภายในและอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของวิญญาณลี้ลับที่เรามองไม่เห็นเรียกว่าการกระทำที่เกิดจากภายนอกเช่น เหตุต่าง ๆ เกิดขึ้นจาก เทวดาช่วยเหลือ เทวดาให้โทษ ผีให้โทษหรือเจ้ากรรมนายเวรที่เคียดแค้นชิงชังให้โทษ ในคนทุก ๆ คน สัตว์ทุก ๆ ตัวต่างล้วนมีเทวดารักษาอย่างน้อย 1 องค์และเทวดาประจำตัวเหล่านี้ล้วนแหละที่มีอิทธิพลต่อเราอย่างคาดไม่ถึงเทวดาบางองค์ก็ชอบช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จหรือช่วยปกป้องคุ้มครองทำให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่น่าหวาดเสียวมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจซึ่งบางทีเราก็ยกให้เป็นความดีของวัตถุมงคลที่เราแขวนคอเสียก็มากมาย
เด็กเล็ก ๆบางคนถึงแม้ว่าไม่มีวัตถุมงคลแขวนคอเลย แต่ตกบ้านตกเรือนด้วยความซุกซนของเด็กคนนั้นแต่เด็กคนนั้นกลับไม่ได้รับอันตรายเพราะดูเหมือนว่ามีใครมาอุ้มไว้ก่อนตกถึงพื้นก็มีและคนบางคนไม่มีวัตถุมงคลติดตัวเลย แต่สามารถหลุดพ้นจากอุบัติเหตุหรือการถูกดักทำร้ายของศัตรูมาได้ราวปาฏิหาริย์ นั่นก็คือการได้รับการปกปักรักษาจากเทวดาประจำตัวเขาของเขานั่นเอง
ถ้าพูดถึงเรื่องกฎของกรรม(กฎของการกระทำ)ทุกชาติทุกศาสนาต่างล้วนไม่มีใครปฏิเสธ เมื่อตนเองกำลังเกิดความเดือนร้อนกำลังได้รับความเครียด หรือแม้แต่กำลังทุกข์ทรมานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลาย ๆเรื่อง ที่ตนเองจำต้องยอมทนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง หลายๆ คนมักจะนึกจะคิดแต่เพียงว่าจะขอยอมรับชะตากรรมนั้น เพื่อหวังที่จะชดใช้ให้มันหมดเวรหมดกรรม(ผลของการกระทำเก่าๆ) จะได้จบๆ กันไปซะทีและการคิดเช่นนี้ดูจะเข้าทางตามหลักการยอมรับในกฎของกรรม(กฎของการกระทำ)แต่ดูเหมือนจะหยาบและมองดูให้ดีดูเหมือนนะปิดโอกาสและปิดช่องทางของตนเองอย่างสิ้นเชิง
แต่นี่พวกท่านทั้งหลายต่างล้วนให้เขาเลือกที่จะเล่นงานท่านอยู่ฝ่ายเดียวและต่างฝ่ายต่างก็ต้องเป็นทุกข์ด้วยกันทั้งคู่เขาก็มีความทุกข์กรุ่นอยู่กับความพยาบาทและความอาฆาต และเราก็ทุกข์ด้วย เวทนาเพราะเขาคอยจ้องแต่จะมาเล่นงานเราฝ่ายเดียวอย่างไม่ยอมเลิกราดูก่อนท่านทั้งหลายอย่ากระนั้นเลยเรามายอมรับกฎของกรรม(กฎของการกระทำ)แต่โดยดีในแบบฉบับที่เราต่างเลือกได้ด้วย “บุญกุศล”กันดีกว่านะครับคนเราล้วนต่างเคยสั่งสมบุญกุศลให้ทานกันมาแล้วด้วยกันทุกคน แม้ทั้งในชาติก่อนและกระทั้งในชาตินี้ถ้าเราจะนึกถึงบุญ มันก็เยอะมากจนจำกันไม่หวาดไม่ไหวแต่ด้วยเหตุว่าเราไม่รู้จักวิธีชำระหนี้แค้นที่ได้เคยทำเอาไว้กับเจ้ากรรมนายเวรเราต่างทำบุญไปและก็คิดกันไปว่าทำบุญแล้วต้องคอยรับผลบุญหลังจากตายไปแล้วจึงค่อยไปรับบุญในสรวงสวรรค์และต่างพากันเอาแต่บ่น ๆ ว่า บุญอะไรก็ทำมาหมดแล้วทุกอย่างแต่ทำไมชีวิตไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาสักที
แล้วมันจะดีได้อย่างไรกันเล่าในเมื่อสักแต่ว่าทำบุญแต่ทำไม่เป็นกันเลย ทุกคนต่างถูกสอนสั่งกันมาอย่างผิดๆมัวแต่ไปรออุทิศบุญให้ตอนกรวดน้ำ อุทิศบุญผิดวิธีเจ้ากรรมนายเวรเขาก็เลยไม่ได้รับบางคนทำบุญแล้วก็ไม่เคยเผื่อแผ่บุญให้แก่เทวดาที่รักษาตัวเองเลยอีกทั้งยังไม่เคยอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรที่ตามจองเวรเขาเลยรวมทั้งไม่เคยที่จะอุทิศบุญให้เทวดาที่อาศัยอยู่ในเขตบ้านเขตเรือนของตนเองเลยตลอดไปจนถึงไม่เคยอุทิศบุญให้แก่เทวดาที่ดูแลรักษากิจการงานห้างร้านที่ตัวเองทำมาหากินเลยแถมยังไม่เคยแม้กระทั้งอุทิศบุญให้เทวดาที่รักษาเจ้านายของตัวเองอีกทั้งบาในบางครั้งที่ทำบุญการแผ่อุทิศบุญก็ไม่เฉพาะเจาะจงอีกว่าจะให้ใครหรืออาจอุทิศให้ในตอนที่แสงบุญหมดแล้ว และเทวดาเหล่านั้นในบางองค์อาจมีบุญน้อยมีฤทธิ์น้อยจึงไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรเราได้มากแต่ถ้าหากว่าเขาได้รับอานิสงส์บุญจากเราอย่างถูกวิธีบ่อยๆเข้าเขาจะกลายเป็นเทวดาที่มีฤทธิ์ มีอำนาจเขาสามารถที่จะช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จได้ดังใจหมาย
วิธีการทำบุญให้เกิดผลสำเร็จ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมคำสั่งสอนที่มาแห่งอำนาจบุญเอาไว้3 ประการ
1.อำนาจบุญที่เกิดจากการให้ทาน
2.อำนาจบุญที่เกิดจากการรักษาศีล
3.อำนาจบุญที่เกิดจากการภาวนาอบรมจิตใจ
ในการสร้างความดีในแต่ละครั้งความดีทั้งหลายต่างล้วนเป็นแหล่งของอำนาจบุญแม้ทั้งสิ้นและก่อให้เกิดพลังอำนาจแห่งอานิสงส์ที่สามารถสร้างความสำเร็จในชีวิตได้ทุกเรื่อง
อำนาจบุญอันเกิดจากการให้ทานเมื่อใดเราได้ให้ทรัพท์สิ่งของที่ดีแก่ใครไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติมิตรหรือแม้แต่เอาข้าวให้หมากิน เอาอาหารโยนให้ปลากิน เอาเศษอาหารไปโปรยให้มดกินขณะนั้นจะเกิดกระแสบุญกุศลเป็นแสงเรืองรองแผ่ออกจากตัวของผู้ให้ทันทีและเพียงไม่กี่วินาทีนั้นแสงนี้ก็จะพุ่งหายไปเบื้องบนแล้วไปสะสมเป็นกองบุญของผู้ให้อยู่บนเทวโลกหลักสำคัญที่สุดในขณะให้ทานของหลุดจากมือของผู้ให้ไปสู่มือของผู้รับไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามท่านที่เป็นผู้ให้ต้องรีบอธิษฐานจิตแผ่บุญในทันที อย่ามัวไปรออย่างเด็ดขาดเนื่องจากบุญจะอยู่กับท่านในตอนนั้นเพียงแค่ไม่กีวินาที หลังจากนั้นกระแสบุญได้เลือนจางหายไปอยู่ในสวรรค์ทันทีเพื่อคอยส่งผลบุญให้กับเราหลังจากเราได้ล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว
คำแผ่บุญในทันทีหลังจากทำบุญ
" ขออำนาจบุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาตัวฉันและขออำนาจบุญนี้บุญนี้จงเป็นของเจ้ากรรมนายเวรของฉัน ขออำนาจบุญนี้จงเป็นของเทวดาภูต-ผี-ปิศาจ-ครุฑ-นาค-ยักษ์ ที่สิงสถิตย์อยู่ในเคหะสถานเรือกสวนไร่นาและเคหะสถานบ้านเรือนของฉัน "
ผลบุญอันเกิดจากการภาวนาให้อธิษฐานก่อนดังเช่นว่า....ขออำนาจบุญที่จะเกิดจากการภาวนาดัต่อไปนี้ให้ถึงแก่เจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ฉันเจ็บป่วย(เป็นโรคอะไร) หรือเราจะให้ใครก็ให้อธิษฐานเอาเองตามแต่เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เริ่มภาวนาได้เลย หลังจากเลิกภาวนาก็ให้อุทิศบุญนี้ไปอีกครั้งหนึ่งงบุญที่เกิดจากการภาวนานี้จะมีพลานุภาพแรงยิ่งกว่าบุญจากการให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของมาก
ด้วยเหตุนี้ เหล่าภูตผีชั้นต่ำมักจะรับผลบุญที่มีอำนาจสูงไม่ค่อยได้เราจึงจำเป็นที่จะต้องเปิดช่องไว้ก่อนภาวนาเขาจะได้เตรียมรับตามกำลังความสามารถของตนเองเพราะถ้าหากว่าจะให้ตอนที่ภาวนาเสร็จแล้วจึงจะให้ ก็เปรียบเหมือนว่าเราปล่อยน้ำที่พุ่งจากท่อดับเพลิงซึ่งน้ำรุนแรงมากแต่ผู้ที่เอาภาชนะมารับน้ำเขาเอาภาชนะที่ไม่เหมาะสมมารับเขาก็จะรับไม่ได้เนื่องจากว่ากำลังจิตของเขาไม่แข็งแรงพอและหากว่าเราได้อธิษฐานเปิดให้เขาเตรียมตัวไว้ก่อนแล้วก็เหมือนกับว่าเราได้เปิดก๊อกน้ำออกค่อยๆ ถ้าใครมีภาชนะน้อยก็สามารถเอามาตวงรับตามกำลังที่เขามีได้แต่ในส่วนของเทวดาบุญหนักศักดิ์ใหญ่ท่านเหล่านั้นล้วนสามารถรับบุญใหญ่หลังภาวนาได้อยู่แล้วเปรียบเหมือนว่าท่านมีโอ่งมีถังขนาดใหญ่เตรียมพร้อมเอาไว้แล้วสำหรับรองรับน้ำที่พุ่งจากท่อดับเพลิงนั่นเอง
อำนาจบุญที่เกิดจากการรักษาศีลในการทำบุญด้วยการตั้งใจรักษาศีลนั้นเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้เกิดบุญกุศลขึ้นได้ด้วยเช่นกันทุกครั้งที่ท่านระลึกถึงศีลที่ตัวของท่านเองรักษาไว้ดีแล้ว และไม่ด่างพร้อยท่านก็สามารถอธิษฐานส่งบุญได้ว่า " ขออำนาจบุญที่ได้รักษาศีลนี้ จงถึงแก่.........(เอ่ยถึงใครก็ได้ที่เราต้องการจะให้เขาได้รับบุญ)..........."
แม้แต่ในการทำความดีทุกอย่างเช่น การพูดให้เขาได้สติ คิดดี พูดให้เขาช่วยเหลือคนอื่นการมีส่วนได้ทำประโยชน์ส่วนรวม เหตุเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความปิติดีใจสิ่งเหล่านี้คือบุญ ให้ท่านรีบส่งบุญถึงผู้ที่ท่านต้องการให้ได้บุญในทันที
ปัญหาเคราะห์กรรมมากมายสามารถแก้ไขได้ด้วยอำนาจบุญ
ในท่านที่ทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆโรคภัยไข้เจ็บและปัญหาสุขภาพต่างๆที่เกิดกับทุกคนนั้นสืบเนื่องมาจากการกระทำของเจ้ากรรมนายเวรผู้มีความเคียดแค้นชิงชังพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดชอบฆ่าสัตว์ย่อมอายุสั้นผู้ชอบเบียดเบียนสัตว์ย่อมมีสุขภาพไม่ดี และเหล่าเชื้อโรคร้ายแรงต่างๆที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ ต่างก็ล้วนแต่เป็นเจ้ากรรมนายเวรทั้งนั้นโรคภัยไขเจ็บที่เรื้อรังร้ายแรงการรักษาด้วยวิธีการกินยาหรือฉีดยาเข้าไปฆ่าทำลายเขา หรือแม้แต่การใช้พลังจิต-อำนาจสมาธิอย่างใดๆเข้าไปขับไล่เขา
การรักษาเหล่านั้นคือการรักษาที่ขาดเมตตาปราณีอย่างรู่เท่าไม่ถึงการณ์และในขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้เหล่าเจ้ากรรมนายเวรยิ่งทวีความพยาบาทเคียดแค้นชิงชังผู้ป่วยมากขึ้นไปอีกหลายโรคจึงหมดหนทางแก้ไขเยียวยา ผู้ป่วยมากมายต้องจมอยู่กับทุกข์เวทนาไปต่างๆ นานาคิดจะตายก็ไม่ให้ตาย อยากจะหายก็ไม่ให้หายทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ต้องมีอันพินาศไปกับค่ารักษาพยาบาล ทุกข์ทั้งคนป่วยทุกข์ทุกข์ทั้งคนที่เป็นญาติ ๆ ทุกข์ทั้นคนที่เป็นบริวารและในที่สุดหลายรายต้องมีอันจบชีวิตลงไปอย่างน่าเสียดาย ทั้ง ๆที่ในแต่ละคนต่างมีทางเลือก ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส ทั้ง ๆ ที่มีบุญอยู่ก็มากมายแต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักเรียกบุญเอามาชดใช้หนี้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้การเยียวยารักษาที่ถูกต้องและถูกวิธีคือการเรียกบุญที่เคยทำเอาไว้มากมายหลายชาติส่งไปให้เฉพาะเจาะจงแก่เจ้ากรรมนายเวรที่กำลังทำให้เขาเหล่านั้นเกิดอาการเจ็บป่วยการเรียกอำนาจบุญมาให้เจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เราเจ็บป่วยจะทำให้เราหายจากอาการเจ็บป่วยได้เร็วขึ้น
วิธีการให้บุญแก้เจ้ากรรมนายเวรควรทำดังนี้เป็นตัวอย่างเช่น ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดก็ให้เรียกอำนาจบุญมาและส่งบุญอย่างเฉพาะเพาะจงว่า ไ ขอบุญนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยมะเร็งตรงปอด ฯลฯ(สุดแต่มะเร็งหรือเป็นอะไรก็ได้หรือโรคอะไรก็ได้ที่ท่านเป็นอยู่)พวกเชื้อมะเร็งนั้นเมื่อได้รับบุญของฉันแล้วขอให้เจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้นมีที่อยู่ในภพภูมิที่สูงขึ้น และขอให้จงหลุดจากภาวะชีวิตชั้นต่ำเดี๋ยวนี้ และเมื่อเราหายแล้วเราจะทำบุญส่งไปให้แก่พวกเจ้า เพื่อส่งชีวิตของพวกเจ้าให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆขอพวกเจ้าจงเลิกจองเวรจองกรรมในเราเสียเถิดและตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะตั้งตนอยู่ในศีลในธรรมเราจะเลิกการเบียดเบียนเข่นฆ่าชีวิตสัตว์อื่น ๆเราขอส่งบุญที่เกิดจากการรักษาศีลแก่เจ้าด้วย "
และในท่านที่กลัดกลุ้มเรื่องบุตรหลานหรือบริวาร ต่างชอบสร้างแต่ความเดือดร้อน อีกทั้งยังสั่งสอนไม่ฟังถ้าเป็นแบบนี้ต้องให้เทวดาผู้รักษาตัวเขาเป็นผู้ขนาบตักเตือนและวิธีที่จะให้เทวดาตักเตือนนั้นเทวดาท่านจะสั่งการไปที่ความรู้สึกนึกคิดจิตใจของเขาโดยการดลจิตดลใจและถ้าเทวดาประจำตัวของเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อได้รับบุญกุศลบ่อยๆเทวดาท่านจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในกายทิพย์ของตนเอง และมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นอีกทั้งยังมีฤทธิ์อำนาจขึ้นและเขาจะทราบได้เองว่าสิ่งที่เขาได้รับนั้นมาจากใครที่ไหน และเมื่อเราอุทิศบุญให้ท่านก็ต้องอธิษฐานด้วยว่า " เมื่อเทวดาท่านได้รับบุญแล้วขอให้มีความสุข ๆมีกินมีใช้ มีเสื้อผ้าและที่อยู่อาศัยและขอให้เทวดาช่วยอบรมตักเตือนให้ลูกของข้าเป็นคนดีด้วยเถิด "
ดังนี้อีกไม่นานหรอกจะต้องเกิดเรื่องพิสดารขึ้นกับบุตรหลานที่เกเรคนนั้น จนมีอันต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดีแน่นอน
ทุกครั้งที่เราทำบุญ ส่วนใหญ๋มักจะอธิษฐานกัน เพื่อหวังอยากได้ในสิ่งที่เราพึงปารถนา
การทำบุญแล้วอธิษฐานจึงเป็นสิ่งที่เราชาวพุทธมักทำคู่กันเป็นประจำ
มีคำถามว่า การอธิษฐานนั้น จะให้ผลจริงตามแรงอธิษฐานหรือไม่
คำตอบคือ ให้ผลได้จริง
เพราะคำว่า อธิษฐาน แปลว่า การจดจ่อแน่วแน่ของจิต จิตของคนเรามีพลานุภาพมาก
เมื่อจิตจดจ่อและตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดนานเข้า จิตจะสามารถน้อมนำสิ่งนั้นมาสู่เราได้
แต่สิ่งที่น้อมนำมานั้นเป็นวิบากคือผล ดังนั้นต้องสร้างเหตุก่อน
แล้วผลนั้นจะตามมา
ก่อนที่จะอธิษฐานจิต จึงต้องมีการทำบุญสร้างเหตุให้ดีเสียก่อน แล้วผลที่ดีจะตามมา
โดยอาศัยการอธิษฐานจิตเป็นเครื่องเหนี่ยวนำความต้องการของเรา
บางคนชาตินี้เกิดมามีฐานะยากจน มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวอง
อย่ายากลำบาก เมื่อได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมจึงเข้าใจเหตุและผลของกรรมและวิบากกรรม
จึงทำบุญเพื่อให้พบชาติต่อไป ได้เกิดมารวย มีอันจะกิน ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่อีกต่อไป
หรือบางคนเกิดมารูปร่างหน้าตาไม่งาม จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิตขอให้ชาติหน้าเกิดมาหน้าตาดี มีเสน่ห์
บางคนชีวิตนี้ต้องพบกับปัญหาด้านความรัก ต้องทุกข์เพราะคนรัก หรือไม่สมหวังในความรัก
จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้พบคู่ครอที่ดี หรือสมหวังในความรัก
บางคนเกิดมาร่างกายไม่สมประกอบ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำเค็ญ
จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้เกิดมามีร่างกาย
ที่สมประกอบครบ 32
บางคนชาตินี้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย
ทำให้รำคาญใจ และไม่มีความสุข จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าเกิดมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
การอธิษฐานจิตดังกล้าวนี้ แทบจะเห็นกันอยู่เสมอๆ
ทุกครั้งที่ปุถุชนคนส่วนใหญ่มักอธิษฐานกัน
แต่ขอให้รู้ว่า การอธิษฐานเช่นนี้ เรียกว่า
"การอธิษฐานด้วยตัณหา"
ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุด เพราะคนที่ตั้งจิตอธิษฐานดังกล่าวนี้ เป็นอธิษฐานที่เจือด้วยกิเลส อยากได้ใคร่มี
เพราะเป็นอำนาจของความโลภ เพื่อหวังในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อสนองอัตตาของกิเลสของตนเองจึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีเลิศ
เพราะขึ้นชื่อว่ากิเลส ย่อมมีความมัวหมองในจิต
แต่การอธิษฐานอย่างไรจึงชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุด
การอธิษฐานที่ดีเลิศคือ
"การอธิษฐานด้วยปัญญา"
ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดในกลไกลของเหตุผลของสรรพสิ่งนั้นๆ
ผู้ที่เข้าใจชีวิตตามแนวทางคำสอนของพระพุทธองค์จะเห็นความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย ว่าทุกอย่างล้วนเป็นมายา เพราะชีวิตและธรรมชาติทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์
ทุกสิ่งล้วนไม่ยั่งยืน
ทุกสิ่งล้วนเป็นทุกข์
และทุกสิ่งไช่ตัวตน
แต่ผู้มีปัญญาน้อย หรือ ปัญญาทุรพล คือผู้ที่ไม่ได้เข้าใจหลักความจริงสากลของธรรมชาติ
จึงเกิดความไม่รู้ หรือ อวิชชา และ ปรุงแต่งไปทางบุญบ้าง บาปบ้าง และต้องวนเวียนเกิดเวียนตาย
เสพทุกข์ สุขไปตามแรงกรรม
ผู้ที่เห็นภัยในวัฎฎะ ผู้นั้นจึงขึ้นชื่อว่า ผู้มีปํญญาได้เห็นความจริงของมายาการ
จึงไม่ปารถนาต้องมาพบกับความแปรปรวนของทุกข์และสุขในสังสารวัฎฎ์อีกต่อไป จึงได้หมั่นทำบุญแล้ว
อธิษฐานจิตเพื่อจะไม่มาเกิดอีก จึงเรียกว่า การอธิษฐานด้วยปัญญา
ส่วนการอธิษฐานด้วยตัณหา เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจในความจริงของสรรพสิ่งของผู้นั้นจึงยึดติดในกิเลส
และอุปทาน จึงทำไปด้วยอำนาจของกิเลสที่หวังในลาภ ยศ สรรเสิรญ สุขในทางโลก
แม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ก็ไม่อาจอยู่กับผู้นั้นได้นาน
เพราะความแปรปรวนของสรรพสิ่ง และยิ่งเป็นการเพิ่มภพชาติให้มากขึ้น และทุกข์ก็ตามมามากขึ้นตามภพชาติที่เกิด
พระพุทธองค์ทรงตครัสว่า " การเกิดบ่อยๆเป็นทุกข์ "
เราลองมาสำรวจตัวเราเองกันเถิด ว่าที่ผ่านมาเราทำบุญแล้ว
อธิษฐานด้วยอำนาจแห่งตัณหา เพื่อให้สร้างภพสร้างชาติต่อไป
หรือ อธิษฐานด้วยปัญญา
หากผู้ใดเข้าใจในการความเป็นไปของชีวิตและเบื่อหน่ายในความแปรปรวนของสรรพสิ่ง
และการหลอกลวงด้วยภาพมายาชีวิตที่ไม่มีอยู่จริง
และพึงหวังสิ่งที่เลิศกว่า คือการไม่มาเกิดอีก
ขอให้ท่านนั้นจงตั้งจิตอธิษฐานดังนี้ทุกครั้งภายหลังจากทำบุญแล้ว
"ด้วยผลแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในครั้งนี้ ( นึกถึงบุญที่เราทำ )
ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด
แต่หากข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ทุกภพชาติที่จะต้องเกิด ขอให้ให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ
ขอให้ได้พบพระพุทธศาสานา ได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง
ได้พบกัลยามิตรชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า
และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมชั้นสูงอันเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด"
นี่คือการอธิษฐานที่ดีเลิศที่สุด ไม่มีส่วนใดเจือด้วยกิเลสเลย
ลองมาวิเคราะห์คำอธิษฐานนี้ดู
ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้
การเดินทางของชีวิต มีจุดหมายคือการพ้นทุกข์ เป้าหมายของเราคือการเข้าถึงพระนิพพาน
และ ในอนาคตกาลอันใหล้ เพื่อระบุให้ภพชาตินั้นไม่ยืดยาว เพื่อความทุกข์ต่างๆจากภพชาติจะได้สั้นเข้าไปอีก
แต่หากข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ทุกภพชาติที่จะต้องเกิด ขอให้ให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ
หากเรายังไม่บรรลุธรรมชั้นสูง แน่นอนว่ายังต้องกลับมาเกิดอีก
แต่การเกิดนั้น หากไปเกิดในครอบครัวของผู้ที่ไม่เลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนา อาจทำให้เราเดินทางผิดได้ เพราะครอบครัวนั้นอาจไม่เชื่อเรื่องเวร
เรื่องกรรม ไม่ทำบุญ หรือซ้ำร้ายอาจทำทุจริตเห็นผิดเป็นชอบ เราอาจถูกสอนให่ทำไปตามนั้น ซึ่งนำมาซึ่งโทษภัยได้
ดังนั้นการอธิษฐานเพื่อให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ เป็นเครื่องช่วยให้เราดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
เพราะสัมมาทิฎฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง หรือความเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง เป็นประตูด่านแรกแห่งการเดินทางสู่ทางพ้นทุกข์ สัมมาทิฎฐิจึงเป็นประธานของ มรรค 8 นั่นเอง
เมื่อมีสัมมาทิฎฐิ แล้วสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และอื่นๆจะตามมา
ขอให้ได้พบพระพุทธศาสานา ได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง
การอธิษฐานเพื่อให้ได้พบพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก
คำสอนของพระพุทธองค์ เป็นเครื่องชี้ทางให้เราพ้นทุกข์ได้
การได้ฟังธรรมที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของการเดินทางสู่การพ้นพทุกข์
เพราะ แม้ว่าเราจะได้พบพระพุทธศาสนา แต่หากได้ฟังธรรมมาผิดๆ จะทำให้เราเดินผิดทางได้
ได้พบกัลยามิตรชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า
การได้พบกัลยาณมิตรหรือผู้รู้ธรรม
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต
เพราะกัลยาณมิตรจะคอยแนะนำทางที่ถูกที่ควรให้เรา
ในมงคล 38 ประการ ข้อที่สำคัญที่สุดคือ มงคลข้อที่ 1
"อเสวนา จะพาลานัง ปัณฑิตา ณัญจะ เสวะนา”"
อย่าคบมิตรชั่ว ให้คบแต่กัลยานมิตร หรือคบผู้รู้
และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมชั้นสูงอันเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด
การได้ฟังธรรมที่ต้องแล้วยังไม่พอ ต้องฎิบัติธรรมจนบรรลุด้วย
จึงจะขึ้นชื่อว่าได้เข้าถึงปัญญาในการรู้แจ้งแทงตลอดอย่างสมบูรณ์
แล้วคำถามว่า ถ้าเราอธิษฐานด้วยปัญญาแล้ว เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญจะเกิดกับเราหรือไม่
คำตอบคือ เราได้รับแน่อนอนอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ได้อธิษฐานถึงสิ่งเหล่านี้
เพราะสร้างเหตุไว้อย่างไร ผลที่ได้รับย่อมตรงตามเหตุนั้น
ดังนั้นการทำบุญครั้งต่อไป ควรอธิษฐานด้วยปัญญากันได้แล้ว
การอธิษฐาน
21:01
bandon
ทุกครั้งที่เราทำบุญ ส่วนใหญ๋มักจะอธิษฐานกัน เพื่อหวังอยากได้ในสิ่งที่เราพึงปารถนา
การทำบุญแล้วอธิษฐานจึงเป็นสิ่งที่เราชาวพุทธมักทำคู่กันเป็นประจำ
มีคำถามว่า การอธิษฐานนั้น จะให้ผลจริงตามแรงอธิษฐานหรือไม่
คำตอบคือ ให้ผลได้จริง
เพราะคำว่า อธิษฐาน แปลว่า การจดจ่อแน่วแน่ของจิต จิตของคนเรามีพลานุภาพมาก
เมื่อจิตจดจ่อและตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดนานเข้า จิตจะสามารถน้อมนำสิ่งนั้นมาสู่เราได้
แต่สิ่งที่น้อมนำมานั้นเป็นวิบากคือผล ดังนั้นต้องสร้างเหตุก่อน
แล้วผลนั้นจะตามมา
ก่อนที่จะอธิษฐานจิต จึงต้องมีการทำบุญสร้างเหตุให้ดีเสียก่อน แล้วผลที่ดีจะตามมา
โดยอาศัยการอธิษฐานจิตเป็นเครื่องเหนี่ยวนำความต้องการของเรา
บางคนชาตินี้เกิดมามีฐานะยากจน มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวอง
อย่ายากลำบาก เมื่อได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมจึงเข้าใจเหตุและผลของกรรมและวิบากกรรม
จึงทำบุญเพื่อให้พบชาติต่อไป ได้เกิดมารวย มีอันจะกิน ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่อีกต่อไป
หรือบางคนเกิดมารูปร่างหน้าตาไม่งาม จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิตขอให้ชาติหน้าเกิดมาหน้าตาดี มีเสน่ห์
บางคนชีวิตนี้ต้องพบกับปัญหาด้านความรัก ต้องทุกข์เพราะคนรัก หรือไม่สมหวังในความรัก
จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้พบคู่ครอที่ดี หรือสมหวังในความรัก
บางคนเกิดมาร่างกายไม่สมประกอบ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำเค็ญ
จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้เกิดมามีร่างกาย
ที่สมประกอบครบ 32
บางคนชาตินี้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย
ทำให้รำคาญใจ และไม่มีความสุข จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าเกิดมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
การอธิษฐานจิตดังกล้าวนี้ แทบจะเห็นกันอยู่เสมอๆ
ทุกครั้งที่ปุถุชนคนส่วนใหญ่มักอธิษฐานกัน
แต่ขอให้รู้ว่า การอธิษฐานเช่นนี้ เรียกว่า
"การอธิษฐานด้วยตัณหา"
ไม่ใช่เป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุด เพราะคนที่ตั้งจิตอธิษฐานดังกล่าวนี้ เป็นอธิษฐานที่เจือด้วยกิเลส อยากได้ใคร่มี
เพราะเป็นอำนาจของความโลภ เพื่อหวังในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อสนองอัตตาของกิเลสของตนเองจึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีเลิศ
เพราะขึ้นชื่อว่ากิเลส ย่อมมีความมัวหมองในจิต
แต่การอธิษฐานอย่างไรจึงชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุด
การอธิษฐานที่ดีเลิศคือ
"การอธิษฐานด้วยปัญญา"
ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดในกลไกลของเหตุผลของสรรพสิ่งนั้นๆ
ผู้ที่เข้าใจชีวิตตามแนวทางคำสอนของพระพุทธองค์จะเห็นความจริงของสรรพสิ่ง ทั้งหลาย ว่าทุกอย่างล้วนเป็นมายา เพราะชีวิตและธรรมชาติทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์
ทุกสิ่งล้วนไม่ยั่งยืน
ทุกสิ่งล้วนเป็นทุกข์
และทุกสิ่งไช่ตัวตน
แต่ผู้มีปัญญาน้อย หรือ ปัญญาทุรพล คือผู้ที่ไม่ได้เข้าใจหลักความจริงสากลของธรรมชาติ
จึงเกิดความไม่รู้ หรือ อวิชชา และ ปรุงแต่งไปทางบุญบ้าง บาปบ้าง และต้องวนเวียนเกิดเวียนตาย
เสพทุกข์ สุขไปตามแรงกรรม
ผู้ที่เห็นภัยในวัฎฎะ ผู้นั้นจึงขึ้นชื่อว่า ผู้มีปํญญาได้เห็นความจริงของมายาการ
จึงไม่ปารถนาต้องมาพบกับความแปรปรวนของทุกข์และสุขในสังสารวัฎฎ์อีกต่อไป จึงได้หมั่นทำบุญแล้ว
อธิษฐานจิตเพื่อจะไม่มาเกิดอีก จึงเรียกว่า การอธิษฐานด้วยปัญญา
ส่วนการอธิษฐานด้วยตัณหา เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจในความจริงของสรรพสิ่งของผู้นั้นจึงยึดติดในกิเลส
และอุปทาน จึงทำไปด้วยอำนาจของกิเลสที่หวังในลาภ ยศ สรรเสิรญ สุขในทางโลก
แม้จะได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ก็ไม่อาจอยู่กับผู้นั้นได้นาน
เพราะความแปรปรวนของสรรพสิ่ง และยิ่งเป็นการเพิ่มภพชาติให้มากขึ้น และทุกข์ก็ตามมามากขึ้นตามภพชาติที่เกิด
พระพุทธองค์ทรงตครัสว่า " การเกิดบ่อยๆเป็นทุกข์ "
เราลองมาสำรวจตัวเราเองกันเถิด ว่าที่ผ่านมาเราทำบุญแล้ว
อธิษฐานด้วยอำนาจแห่งตัณหา เพื่อให้สร้างภพสร้างชาติต่อไป
หรือ อธิษฐานด้วยปัญญา
หากผู้ใดเข้าใจในการความเป็นไปของชีวิตและเบื่อหน่ายในความแปรปรวนของสรรพสิ่ง
และการหลอกลวงด้วยภาพมายาชีวิตที่ไม่มีอยู่จริง
และพึงหวังสิ่งที่เลิศกว่า คือการไม่มาเกิดอีก
ขอให้ท่านนั้นจงตั้งจิตอธิษฐานดังนี้ทุกครั้งภายหลังจากทำบุญแล้ว
"ด้วยผลแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในครั้งนี้ ( นึกถึงบุญที่เราทำ )
ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด
แต่หากข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ทุกภพชาติที่จะต้องเกิด ขอให้ให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ
ขอให้ได้พบพระพุทธศาสานา ได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง
ได้พบกัลยามิตรชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า
และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมชั้นสูงอันเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด"
นี่คือการอธิษฐานที่ดีเลิศที่สุด ไม่มีส่วนใดเจือด้วยกิเลสเลย
ลองมาวิเคราะห์คำอธิษฐานนี้ดู
ขอให้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้
การเดินทางของชีวิต มีจุดหมายคือการพ้นทุกข์ เป้าหมายของเราคือการเข้าถึงพระนิพพาน
และ ในอนาคตกาลอันใหล้ เพื่อระบุให้ภพชาตินั้นไม่ยืดยาว เพื่อความทุกข์ต่างๆจากภพชาติจะได้สั้นเข้าไปอีก
แต่หากข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ทุกภพชาติที่จะต้องเกิด ขอให้ให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ
หากเรายังไม่บรรลุธรรมชั้นสูง แน่นอนว่ายังต้องกลับมาเกิดอีก
แต่การเกิดนั้น หากไปเกิดในครอบครัวของผู้ที่ไม่เลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนา อาจทำให้เราเดินทางผิดได้ เพราะครอบครัวนั้นอาจไม่เชื่อเรื่องเวร
เรื่องกรรม ไม่ทำบุญ หรือซ้ำร้ายอาจทำทุจริตเห็นผิดเป็นชอบ เราอาจถูกสอนให่ทำไปตามนั้น ซึ่งนำมาซึ่งโทษภัยได้
ดังนั้นการอธิษฐานเพื่อให้เกิดในครอบครัวผู้มีสัมมาทิฎฐิ เป็นเครื่องช่วยให้เราดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
เพราะสัมมาทิฎฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง หรือความเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง เป็นประตูด่านแรกแห่งการเดินทางสู่ทางพ้นทุกข์ สัมมาทิฎฐิจึงเป็นประธานของ มรรค 8 นั่นเอง
เมื่อมีสัมมาทิฎฐิ แล้วสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และอื่นๆจะตามมา
ขอให้ได้พบพระพุทธศาสานา ได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง
การอธิษฐานเพื่อให้ได้พบพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก
คำสอนของพระพุทธองค์ เป็นเครื่องชี้ทางให้เราพ้นทุกข์ได้
การได้ฟังธรรมที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของการเดินทางสู่การพ้นพทุกข์
เพราะ แม้ว่าเราจะได้พบพระพุทธศาสนา แต่หากได้ฟังธรรมมาผิดๆ จะทำให้เราเดินผิดทางได้
ได้พบกัลยามิตรชี้ทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า
การได้พบกัลยาณมิตรหรือผู้รู้ธรรม
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต
เพราะกัลยาณมิตรจะคอยแนะนำทางที่ถูกที่ควรให้เรา
ในมงคล 38 ประการ ข้อที่สำคัญที่สุดคือ มงคลข้อที่ 1
"อเสวนา จะพาลานัง ปัณฑิตา ณัญจะ เสวะนา”"
อย่าคบมิตรชั่ว ให้คบแต่กัลยานมิตร หรือคบผู้รู้
และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมชั้นสูงอันเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เถิด
การได้ฟังธรรมที่ต้องแล้วยังไม่พอ ต้องฎิบัติธรรมจนบรรลุด้วย
จึงจะขึ้นชื่อว่าได้เข้าถึงปัญญาในการรู้แจ้งแทงตลอดอย่างสมบูรณ์
แล้วคำถามว่า ถ้าเราอธิษฐานด้วยปัญญาแล้ว เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญจะเกิดกับเราหรือไม่
คำตอบคือ เราได้รับแน่อนอนอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ได้อธิษฐานถึงสิ่งเหล่านี้
เพราะสร้างเหตุไว้อย่างไร ผลที่ได้รับย่อมตรงตามเหตุนั้น
ดังนั้นการทำบุญครั้งต่อไป ควรอธิษฐานด้วยปัญญากันได้แล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
อานิสงส์ของทานและประเภทของทาน
14:37
bandon
คนเราที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มิได้อยู่โดยลำพังเพียงคนเดียว ย่อมมี พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ มิตรสหาย ข้าทาส บริวาร และบุตร ภรรยา สามีด้วยกันทั้งนั้น การที่เราจะอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นด้วยความสุขและเป็นที่รักของคนเหล่านั้น นอกจากจะต้องเป็นคนดี มีเมตตากรุณา มีสัมมาคารวะต่อ ผู้ที่ควรคารวะพูดวาจาอ่อนหวานแล้ว ยังต้องอาศัยความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อุดหนุน เจือจานกันเป็นเครื่องผูกใจคนเหล่านั้นด้วยผู้ขอบ่อยๆ ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นฉันใด ผู้ให้ก็ย่อมเป็นที่รักของผู้อื่นฉันนั้นด้วยเหตุนี้ การให้จึงเป็นการผูกน้ำใจผู้อื่นไว้ได้ประการหนึ่ง ปกตินั้นคนเรามักจะมีความตระหนี่หวงแหนอยู่เป็นประจำใจ ยากนักที่จะหยิบยื่นสิ่งใดให้แก่ใครๆ ได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น คนที่สามารถหยิบยื่นของๆ ตนให้แก่ผู้อื่นได้นั้นนับว่าน่าสรรเสริญอย่างยิ่ง ถ้ารู้จักให้เสียครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะให้ในครั้งต่อๆไปทั้งๆที่ทุกคนรู้จักการรับ และการให้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะต่างก็เคยรับและเคยให้กันมาแล้วการรับนั้นไม่ยาก ขอให้รับด้วยความอ่อนน้อมเป็นพอ ส่วนการให้นั้นเชื่อว่าคงมีคนไม่มากนักที่จะให้ได้ถูกต้องให้เกิดประโยชน์ ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ เป็นการให้แบบสัตบุรุษ คือคนดีทั้งหลาย ตามที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้มาก่อน น้อยคนนักที่จะประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องแม้แต่ทรัพย์ที่เราขวนขวายแสวงหามา เราก็ยังไม่ทราบว่าจะใช้ทรัพย์นั้นไปในทางใดจึงจะเกิดประโยชน์ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดง เรื่องการใช้ทรัพย์ ไว้ในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาทิยสูตรที่ ๑
(ข้อ ๔) ๕ ประการ คือ
๑. ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตชอบธรรม บำรุงเลี้ยงตนเอง บิดา มารดา บุตร ภรรยาและบ่าว
ไพร่ให้มีความสุข ไม่อดยาก
๒. ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตชอบธรรม เลี้ยงดูมิตรสหายให้อิ่มหนำสำราญ
๓. ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตชอบธรรม ป้องกันอันตรายอันเกิดจากไฟ จากน้ำ พระราชา โจร
หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก เพื่อให้ตนปลอดภัยจากอันตรายนั้นๆ
๔. ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม ทำพลี คือบูชา หรือบำรุงในที่ ๕ สถาน คือ ญาติพลี บำรุงญาติ อติถิพลี ต้อนรับแขก ปุพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ราชพลี บำรุงราชการมีการเสียภาษีอากรเป็นต้น และเทวตาพลี ทำบุญแล้วอุทิศให้แก่เทวดา เพราะว่าเทวดาย่อมคุ้มครองรักษาผู้นั้นด้วยคิดว่า"คนเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็นญาติของเราเขาก็ยังมีน้ำใจให้ส่วนบุญแก่เรา เราควรอนุเคราะห์เขาตามสมควร"
๕. ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม บำเพ็ญทักษิณาทานที่มีผลเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ไว้ในสมณะพราหมณ์ผู้เว้นจากความประมาท มัวเมา ตั้งอยู่ในขันติโสรัจจะเป็นผู้หมั่นฝึกฝนตนให้สงบระงับจากกิเลส ในข้อ ๕ นี้ตรัสสอนให้ใช้ทรัพย์ที่หามาได้ให้ทานแก่ผู้มีศีล ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติเพื่อความหมดจดจากกิเลส ผู้เป็นทักขิเณยยบุคคล เพราะทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก ทำให้เกิดในสวรรค์ ได้รับความสุขอันเป็นทิพย์ นอกจากนั้นผู้ถวายยังอาจบรรลุคุณวิเศษ เพราะธรรมที่ท่านผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบเหล่านั้นยกมาแสดงให้ฟังได้อีกด้วย ผู้มีปัญญาย่อมไม่เสียดายทรัพย์ที่หมดเปลืองไปเพราะเหตุเหล่านี้ เพราะว่าท่านได้ใช้ทรัพย์นั้นถูกทางแล้วเกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นแล้ว โดยเฉพาะทรัพย์คือบุญที่ท่านถวายไว้ในผู้มีศีลเหล่านั้น ยังสามารถติดตามตนไปในโลกหน้าได้อีกด้วยควรหรือไม่ที่เราจะใช้ทรัพย์ให้ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้
และควรหรือไม่ที่เราจะใช้ทรัพย์นั้นจำแนกแจกทาน
ด้วยเหตุนี้ จึงควรที่จะรับรู้เรื่องของทาน ตลอดจนการให้ทานที่ถูกต้องไว้บ้าง เพื่อทานของเราจะได้เป็นทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มากคำว่า ทาน ที่แปลว่า การให้ นั้น จัดเป็นบุญเป็นกุศล เป็นความดีอย่างหนึ่ง หมายถึง เจตนาที่เป็นเหตุให้เกิดการให้ก็ได้ หมายถึงวัตถุ คือสิ่งของที่ให้ก็ได้ ทานจึงมีความหมายที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม ถ้าหมายถึงเจตนาที่ให้ก็เป็นนามธรรม ถ้าหมายถึงวัตถุที่ให้ก็เป็นรูปธรรม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงทาน
ในความหมายทั้งสองอย่างนี้รวมๆกันไป
เจตนาที่เป็นเหตุให้เกิดการให้ทานนั้น แบ่งตามกาลเวลาได้ ๓ กาล คือ ปุพเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นก่อน คือเมื่อนึกจะให้ ก็แสวงหาตระเตรียมสิ่งที่จะให้นั้นให้พร้อม มุญจเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นในขณะกำลังให้ของเหล่านั้น อปรเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากได้ให้เรียบร้อยแล้ว แล้วเกิดความปีติยินดีในการให้ของตนบุคคลใดที่ทำบุญหรือให้ทานด้วยจิตใจที่โสมนัสยินดี ทั้งประกอบด้วยปัญญา เชื่อกรรมและผลของ
กรรมครบทั้ง ๓ กาลแล้ว บุญของผู้นั้นย่อมมีผลมาก
เจตนาทั้ง ๓ กาลนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องดับไปเช่นเดียวกับสังขารธรรมอื่นๆ และเมื่อดับไปแล้วสามารถจะส่งผลนำเกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์และเทวดาได้ ใน พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย อปทานแสดงความบุพกรรม คือกรรมในชาติก่อนๆ ของผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่เกี่ยวกับทานไว้มากมาย ตัวอย่างเช่น พระอรหันต์รูปหนึ่งในอดีตชาติได้ถวายผลมะกอกผลหนึ่งแก่พระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในป่าใหญ่ รูปหนึ่งเคยถวายดอกบุนนาค รูปหนึ่งเคยถวายขนม รูปหนึ่งเคยถวายรองเท้า เป็นต้น นับแต่นั้นมาท่านเหล่านั้นไม่เคยเกิดในทุคติภูมิเลย เกิดอยู่แต่ในสุคติภูมิ เป็นมนุษย์และเทวดาเท่านั้น ตราบจนในชาติสุดท้ายได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
วัตถุทาน คือสิ่งของที่ให้นั้นก็มีหลายอย่าง กล่าวกว้างๆ ก็ได้แก่ปัจจัย ๔ คือ จีวร ซึ่งรวมทั้งเครื่องนุ่งห่มด้วย บิณฑบาต ซึ่งรวมทั้งอาหารเครื่องบริโภคทุกอย่าง เสนาสนะ ที่อยู่อาศัย คิลานเภสัชคือยารักษาโรคในโภชนทานสูตร อัง. ปัญจก. ข้อ ๓๗ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่างแก่ปฏิคาหก คือ ผู้รับ ๕ อย่าง คือ ๑. ให้อายุ ๒. ให้วรรณะ คือผิวพรรณ
๓. ให้ความสุข คือ สุขกาย สุขใจ ๔. ให้กำลัง คือความแข็งแรงของร่างกาย ๕. ให้ปฏิภาณ คือฉลาดในการตั้งปัญหาและตอบปัญหาถ้าจะพูดให้ละเอียดขึ้นไปอีก พระพุทธองค์ก็ทรงจำแนกวัตถุทานไว้ ๑๐ อย่างคือ ข้าว น้ำ ผ้ายาน (พาหนะ) ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่อยู่ ที่อาศัย และประทีปดวงไฟ
ใน กินททสูตร สัง. สคาถ. ข้อ ๑๓๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
การให้ข้าวและน้ำ ชื่อว่า ให้กำลังการให้ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ชื่อว่า ให้ผิวพรรณการให้ยานพาหนะ ชื่อว่า ให้ความสุขทั้งกายและใจการให้ประทีบดวงไฟ ชื่อว่าให้ดวงตาการให้ที่อยู่อาศัย ชื่อว่า ให้ทุกอย่าง คือให้กำลัง ให้ผิวพรรณ ให้ความสุข และให้ดวงตาแต่การพร่ำสอนธรรม คือการให้ธรรมะ ชื่อว่าให้สิ่งที่ไม่ตาย เพราะบุคคลจะพ้นจากความตายไม่ต้องเกิดอีกได้ ก็เพราะอาศัยการได้สดับตรับฟังธรรม ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการให้ธรรมะชนะการให้ (สิ่งอื่น) ทั้งปวง แม้การจะทำทานให้ถูกต้องก็ต้องอาศัยการฟังธรรม
ใน วนโรปสูตร สัง สคาถ. ข้อ ๑๔๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบเทวดาที่มาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญเจริญในกาลทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรมสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ ด้วยข้อความว่าชนเหล่าใดสร้างอาราม (คือสวนดอกไม้ สวนผลไม้) ปลูกหมู่ไม้ (เพื่อให้ร่มเงา) สร้างสะพานและชนเหล่าใดให้โรงน้ำดื่มเป็นทาน บ่อน้ำ บ้านเป็นที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญเจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ซึ่งมีความหมายว่า ชนเหล่าใดทำกุศลมีการสร้างอารามเป็นต้น เหล่านี้ เมื่อระลึกถึงการทำกุศลนั้นในกาลใด ในกาลนั้นบุญย่อมเจริญ คือเพิ่มขึ้น และเมื่อชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม คือกุศลธรรม ๑๐ มีการไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น ย่อมเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ ละโลกนี้ไปแล้วย่อมเกิดในสวรรค์นอกจากนั้น เจตนาที่เป็นเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น พระพุทธองค์ก็ตรัสว่าเป็นมหาทาน เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ดังที่ตรัสไว้ในปุญญาภิสันทสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๒๙ ว่า
การงดเว้นจากปาณาติบาต คือการไม่ฆ่าสัตว์ทั้งด้วยตนเองและใช้ผู้อื่น เป็นการให้ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์
การงดเว้นจากอทินนาทาน คือการถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้ทั้งโดยตนเอง และใช้ผู้อื่น
เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น
การงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร คือการประพฤติผิดในบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น ชื่อว่า ให้ความ
บริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น
การงดเว้นจากมุสาวาท คือการกล่าวเท็จ กล่าวไม่จริงชื่อว่าให้ความจริงแก่ผู้อื่น
การงดเว้นจากสุรา เมรัย และของมึนเมา เสพติด อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่นและให้แต่คำพูดที่เป็นจริงแก่ผู้อื่น ทั้งนี้เพราะผู้ที่มึนเมาแล้วย่อมขาดสติ เป็นผู้ประมาท สามารถจะประพฤติล่วงศีลได้ทุกข้อ รวมทั้งประพฤติผิดอื่นๆด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้ที่อัตคัตขาดแคลนทรัพย์สิ่งของที่จะนำออกให้เป็นทานก็ไม่ควรเดือดร้อนใจ เพราะเราสามารถจะบำเพ็ญทานที่ยิ่งใหญ่เป็นมหาทาน เป็นทานที่ไม่เจาะจงเป็นทานที่แผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ด้วยการรักษาศีล ๕ ยิ่งถ้าสามารถจะทำได้ทั้งสองอย่างก็ยิ่งประเสริฐขอกล่าวถึง ทาน ที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ทานของอสัตบุรุษและทานของสัตบุรุษ ตามที่แสดง
ไว้ใน อสัปปุริสสูตร และ สัปปุริสสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ดังต่อไปนี้
ทานของอสัตบุรุษ คือทานของคนไม่ดี มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ให้โดยไม่เคารพ ๑ ให้โดยไม่ยำเกรง ๑ไม่ให้ด้วยมือของตนเอง ๑ ให้โดยทิ้งขว้าง ๑ ไม่เห็นผลในอนาคตแล้วให้ ๑ส่วน สัตบุรุษ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ๑ ให้โดยยำเกรง ๑ ให้ด้วยมือของตนเอง ๑ ให้โดยไม่ทิ้งขว้าง ๑ เห็นผลในอนาคตจึงให้ ๑อีกนัยหนึ่ง แสดงว่า ทานของสัตบุรุษ มี ๕ อย่าง คือให้ทานโดยศรัทธา ๑ ให้ทานโดยเคารพ ๑ให้ทานตามกาลอันควร ๑ เป็นผู้มีจิตคิดอนุเคราะห์ให้ทาน ๑ ให้ทานโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ๑ ถ้าตรงข้ามกับ ๕ ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นทานของอสัตบุรุษ
๑. ให้ทานโดยเคารพ คือให้โดยความเต็มใจ ไม่ได้ให้ด้วยความเกรงกลัวหรือจำใจให้ เวลาให้ก็ให้ด้วยกิริยาที่นอบน้อมยิ้มแย้มแจ่มใส
๒. ให้ทานโดยยำเกรง คือเคารพในทานของตนและเคารพในผู้รับ การเลือกให้แต่ของดี ของมีประโยชน์ ของสะอาดมีรสดี เป็นต้น ชื่อว่าเคารพทานของตน อีกประการหนึ่งผู้ที่ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ที่ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ที่ให้ของที่ดี ย่อมได้ของดี ผู้ที่ให้ของที่ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี ให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิดในที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศนี้เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าการเลือกผู้รับที่สมควรแก่ของ และเลือกผู้รับที่เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรม ชื่อว่า เคารพในผู้รับ ข้อนี้มิได้หมายความว่าถ้าผู้รับเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือเป็นผู้ไม่มีศีลแล้ว ไม่ต้องให้ ควรให้ทั้งสิ้น แต่ของที่ดี ของที่ประณีต ของที่สะอาด มีรสเลิศ ย่อมสมควรแก่ผู้รับที่เลิศ คือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้มีศีลยิ่งกว่าผู้อื่น ยิ่งให้แก่ผู้มีศีลจำนวนมากเป็นประโยชน์สุขแก่ผู้มีศีลจำนวนมาก ที่เรียกว่า สังฆทาน ยิ่งมีผลมากจนประมาณไม่ได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ชาติ
๓. ให้ด้วยมือของตน ข้อนี้หมายความว่า เวลานี้เราเป็นมนุษย์ มีมือ มีเท้า มีอวัยวะครบบริบูรณ์เราจึงควรทำทานนั้นด้วยมือตนเอง ไม่ควรใช้ผู้อื่นทำแทนอยู่เสมอๆ ถ้าจะใช้ก็ควรใช้เป็นบางครั้งบางคราวในเวลาจำเป็น นอกจากนั้นแล้วควรทำทานด้วยมือของตนเอง เพราะนอกจากจะทำให้เกิดเจตนาที่เป็นบุญในขณะที่กำลังให้แล้ว ในวัฏฏะอันยาวนานนี้ เราไม่อาจทราบได้ว่าเราจะเกิดเป็นคนมือขาดเท้าขาดเมื่อใดถ้าเราเกิดเป็นคนมือขาดแล้ว แม้ของมีอยู่และเราอยากให้ทานด้วยมือของเราเอง เราจะให้ได้อย่างไร นอกจากจะอาศัยผู้อื่นทำแทนเท่านั้น
๔. ให้โดยไม่ทิ้งขว้าง ข้อนี้หมายถึงไม่ทิ้งขว้างการให้ คือให้อยู่โดยสม่ำเสมอ ให้อยู่เป็นประจำ
๕. เห็นผลในอนาคตจึงให้ หมายความว่า ให้เพราะเชื่อว่า ทานมีจริง ผลของทานมีจริง ทานทำให้เกิดในสวรรค์ได้จริง แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน หรือเชื่อว่าทานเป็นการขัดเกลาความตระหนี่ เป็นบันไดก้าวไปสู่สวรรค์และมรรคผล นิพพานได้ สัตบุรุษท่านเชื่ออย่างนี้จึงให้ทานถ้าเป็นทานของอสัตบุรุษ ก็มีนัยตรงข้ามกับที่กล่าวนี้
๑. ให้ทานโดยศรัทธา ผู้ที่เป็นสัตบุรุษ คือคนดีทั้งหลายนั้นย่อมให้ทานเพราะเชื่อกรรม และผลของกรรมว่ามีจริงจึงให้ ครั้นให้แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีรูปงาม น่าดูน่าเลื่อมใส มีผิวพรรณงดงามในที่ๆ ทานนั้นเผล็ดผล
๒. ให้ทานโดยเคารพ คือ ให้ด้วยกิริยาที่เคารพ นอบน้อม ครั้นให้แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีบุตร ภรรยา ทาส และคนใช้หรือคนงาน เป็นผู้เคารพเชื่อฟัง สนใจสดับรับฟังคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ในที่ๆ ทานนั้นเผล็ดผล
๓. ให้ทานตามกาลอันควร ครั้นให้แล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และย่อมเป็นผู้มีความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์ ในที่ๆ ทานนั้นเผล็ดผล คือ เป็นผู้มีทรัพย์มาตั้งแต่วัยเด็กสามารถจะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในขณะที่ยังมีกำลังวังชาแข็งแรง สติปัญญาเฉียบแหลมไม่ใช่ได้ทรัพย์มาเมื่อหมดกำลังกายและกำลังปัญญาจะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว
กาลทาน หรือทานที่ให้ในกาลอันควรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ใน กาลทานสูตรอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ว่ามีอยู่ ๕ อย่าง คือ
๑. อาคันตุกะทาน คือทานที่ให้แก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน หมายความว่าผู้นั้นเป็นผู้มาใหม่ ยังไม่รู้จักสถานที่และบุคคลในถิ่นนั้น เราก็ช่วยสงเคราะห์ให้ที่พักหรือข้าวของต่างๆ เพื่อให้เขาได้รับความสะดวกสบายแม้พระภิกษุที่จรมาจากที่อื่น ท่านยังไม่รู้จักทางที่จะไปบิณฑบาตเป็นต้น ภิกษุที่อยู่ก่อนหรืออุบาสก อุบาสิกาก็ช่วยอนุเคราะห์ท่าน ด้วยการถวายอาหารบิณฑบาต และของใช้ที่จำเป็นแก่สมณะ ทำให้ท่านได้รับความสะดวกสบายไม่เดือดร้อน อย่างนี้จัดเป็น อาคันตุกะทาน และเป็นกาลทาน
๒. คมิกะทาน คือทานที่ให้แก่ผู้เตรียมตัวจะไป หมายความว่า ให้แก่บุคคลที่เตรียมตัวจะไปยังถิ่นอื่น สัตบุรุษย่อมสงเคราะห์คนที่จะเดินทางไปนั้น ด้วยค่าพาหนะ หรือด้วยยานพาหนะ ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่สมควร
๓. ทุพภิกขทาน คือ ทานที่ให้ในสมัยข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยาก ได้รับความเดือดร้อนแม้ในสมัยที่น้ำท่วม ไฟไหม้ ผู้คนเดือดร้อนไร้ที่อยู่ การให้ที่พักอาศัย และข้าวของ เครื่องใช้ข้าวปลาอาหารในเวลานั้น ก็จัดเป็นกาลทาน
๔. นวสัสสะทาน การให้ข้าวใหม่แก่ผู้มีศีล
๕. นวผละทาน การให้ผลไม้ใหม่แก่ผู้มีศีล
ที่ข้อ ๔ และข้อ ๕ จัดเป็นกาลทาน เพราะข้าวใหม่ก็ดีผลไม้ที่ออกใหม่ตามฤดูกาลก็ดี มิใช่ว่าจะมีอยู่เสมอตลอดปี มีเป็นครั้งเป็นคราวตามฤดูกาลเท่านั้น สัตบุรุษย่อมนำข้าวใหม่และผลไม้ที่เพิ่งออกใหม่ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล แล้วจึงบริโภคเองต่อภายหลัง ท่านที่เคยมีชีวิตอยู่ในชนบทคงจะเคยพบเห็นว่า เวลาที่ข้าวออกรวงเป็นน้ำนม ชาวนาก็จะเก็บเอารวงข้าวอ่อนมาทำเป็นข้าวยาคูถวายพระ ข้าวแก่อีกนิดก็เอามาทำเป็นข้าวเม่า ข้าวสุกแล้วก็เอามาสีเป็นข้าวสารหุง ถวายพระภิกษุผู้ทรงศีลก่อน แม้ชาวสวเมื่อผลไม้แก่จัดเขาก็จะเก็บเอามาถวายพระเสียก่อน แล้วจึงนำออกขายหรือบริโภคเอง คนที่มิใช่ชาวนาชาวสวนบางคน เมื่อเห็นข้าวใหม่หรือผลไม้ออกใหม่วางขายตามตลาด ก็ซื้อมาแบ่งถวายพระเสียก่อนแล้วจึงบริโภคนับว่าท่านเหล่านี้ ได้ทำบุญของท่านถูกกาละเทศะเป็นอย่างยิ่ง ตรงต่อคำสอนของพระบรมศาสดา ในข้อกาลทานบางแห่งท่านรวมเอาการให้ข้าวใหม่ และการให้ผลไม้ใหม่ไว้เป็นข้อเดียวกัน แล้วเพิ่ม คิลานทานคือ การให้ทานแก่คนเจ็บไข้ไร้ที่พึ่ง ด้วยยา และอาหารเป็นต้น ซึ่งคิลานทาน นี้ก็สมควรจะเป็นกาลทานได้เช่นกันเพราะเหตุที่กาลทาน เป็นทานที่ให้ในเวลาจำกัดทำไม่ได้โดยสม่ำเสมอ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่าเป็นทานที่มีผลมาก ยิ่งให้ในผู้มีศีลผู้ประพฤติตรงยิ่งมีผลมาก แม้บุคคลผู้อนุโทนาต่อทานของผู้นั้นหรือช่วยเหลือให้ทานของผู้นั้นสำเร็จผล ก็ได้รับผล ทั้งบุญของผู้ให้ก็ไม่บกพร่อง เพราะฉะนั้นบุคคลจึงควรยินดีในการให้ทาน ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผลมาก ทั้งยังติดตามไปเป็นที่พึ่งแก่เขาในโลกหน้าด้วย
๔. มีจิตคิดอนุเคราะห์จึงให้ หมายความว่า สัตบุรุษนั้นเมื่อเห็นผู้ใดได้รับความลำบาก ขาดแคลนสิ่งใด ก็มีจิตคิดช่วยเหลือคนเหล่านั้นด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังผลตอบแทนโดยไม่คิดว่าเมื่อเราช่วยเหลือเขาแล้ว เขาจะต้องตอบแทนคุณของเรา แต่ช่วยเหลือเพราะต้องการให้คนเหล่านั้นได้รับความสุขสบาย ครั้นให้แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคะมาก และเป็นผู้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ ที่สูงๆที่ประณีตที่เป็นของดียิ่งๆ ขึ้นไปในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล
๕. ให้ทานโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น หมายความว่าไม่กระทบคุณงามความดีของตน และไม่กระทบคุณงามความดีของผู้อื่น บางคนเคยทำทานด้วยทรัพย์สินและเงินทองครั้งละมากๆ แต่บางคนก็ทำเพียงครั้งละเล็กๆ น้อยๆ ตามฐานะของตน คนที่ทำมากบางคนทำแล้วก็ชอบข่มคนอื่น ชอบกล่าววาจาดูถูกผู้อื่นที่ทำน้อยกว่า เป็นการยกตนข่มท่านอย่างนี้ชื่อว่าทำให้คุณงามความดีของตนลดน้อยลงเพราะอะไรเพราะเราอุตส่าห์ละความตระหนี่ นำทรัพย์สินเงินทองออกทำบุญให้ทาน แต่แล้วเราก็กลับทำลายความดีของเราเองด้วยการเพิ่มกิเลส คือดูถูก ดูหมิ่นผู้อื่น ทั้งผู้ที่ทำบุญให้ทานน้อยนั้นเกิดได้ยินคำพูดอันไม่เพราะหูนั้นเข้า ถ้าเขาขาดโยนิโสมนสิการ จิตใจที่เป็นกุศลของเขาก็ดับวูบลง แล้วอกุศลคือความโทมนัสเสียใจก็จะเกิดขึ้นแทน อย่างนี้ชื่อว่าทำลาย คุณงามความดีของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเสื่อมจากคุณความดี คือกุศลที่มีอยู่ หรือบางคนเป็นผู้รักษาศีล ๕ โดยเคร่งครัดแต่ได้ให้สุรายาเมาเป็นทานแก่ผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ก็ตามทำให้ผู้รับมึนเมา ขาดสติ สามารถจะกระทำบาปอกุศลต่างๆ มีการฆ่าสัตว์เป็นตนได้ อย่างนี้ก็เป็นการให้ที่กระทบความดีของตนและผู้อื่นเช่นกัน เพราะเราเป็นผู้มีศีลอยู่แล้ว แทนที่จะชักชวนคนอื่นให้เขามีศีลอย่างเรา กลับทำให้เขาเสื่อมเสียจากศีล ทานอย่างนี้สัตบุรุษท่านไม่กระทำ สัตบุรุษครั้นให้ทานโดยไม่กระทบตนและผู้อื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และโภคทรัพย์นั้น ย่อมไม่เป็นอันตรายจากไฟจากน้ำ จากพระราชา จากทายาทหรือจากคนที่ไม่เป็นที่รักในที่ๆ ทานนั้นให้ผล
นี่คือการให้ทานของสัตบุรุษ ถ้าตรงกันข้ามก็เป็นทานของอสัตบุรุษ
ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ถ้าไม่มีเหตุ ผลก็เกิดไม่ได้ทั้งเหตุก็สมควรแก่ผลด้วย คือเหตุดี ผลต้องดีเหตุชั่วผลต้องชั่ว ไม่ใช่เหตุดีแล้วผลชั่ว หรือเหตุชั่วแล้วผลดี ถ้าเป็นอย่างนั้นเหตุก็ไม่สมควรแก่ผล สัตบุรุษท่านทำเหตุ คือทานของท่านดีผลที่ได้รับก็ต้องดีเป็นธรรมดาใน อิสสัตถสูตร สัง. สคาถ. ข้อ ๔๐๕ พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลควรให้ทานในที่ไหนพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า มหาบพิตร ควรให้ทานในที่ที่จิตเลื่อมใส คือจิตเลื่อมใสในที่ใด ในบุคคลใด ควรให้ในที่นั้น ในบุคคลนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลถามต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผมากพระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ทานที่ให้แล้วแก่ท่านผู้มีศีล มีผลมาก ให้ในท่านผู้ไม่มีศีล หามีผลมากไม่เพราะฉะนั้น การให้ทานในที่ใด จึงเป็นอย่างหนึ่ง ที่นั้นมีผลมากหรือไม่ เป็นอีกอย่างหนึ่งด้วยเหตุนี้ หากบุคคลที่ท่านเลื่อมใสเป็นผู้มีศีลทานของท่านย่อมมีผลมาก ยิ่งผู้มีศีลนั้นเป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว เป็นพระอรหันตขีณาสพแล้ว ทานของท่านที่ถวายในท่านผู้มีศีลนั้น ด้วยจิตผ่องใสยิ่งมีผลมากถึงแม้พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงแสดงว่า ควรให้ทานในผู้ที่ท่านเลื่อมใส และมีศีลก็จริงแต่พระองค์ก็มิได้ทรงสอนให้ละเลยบุคคลที่ท่านมิได้เลื่อมใส ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน ยาจก วณิพกเป็นต้นเสีย เพราะเห็นว่าได้ผลน้อย ทั้งนี้เพราะขึ้นชื่อว่าบุญแล้วแม้เล็กน้อย ก็ไม่ควรประมาท ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่สนใจ ด้วยว่าน้ำที่หยดลงในตุ่มทีละหยด ก็ยังเต็มตุ่มได้ ฉันใด บุญที่ว่าเล็กน้อยนั้นเมื่อสะสมไว้บ่อยๆ เนืองๆ ก็เป็นบุญมากได้ฉันนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่า การสาดน้ำล้างภาชนะลงไปในบ่อน้ำครำ ด้วยเจตนาที่จะให้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่เหล่านั้นได้รับความสุข ก็ยังมีอานิสงส์ไม่น้อย จะป่วยกล่าวไปไยกับการให้ทานในผู้มีศีล หรือในบุคคลหมู่มากที่ประพฤติปฏิบัติตรง ทั้งโดยเจาะจงและไม่เจาะจง
กฐินและอานิสงส์กฐิน
14:21
bandon
งานบุญกฐิน ถือเป็นงานบุญที่มีอานิสงส์มากรองจากงานบุญผะเหวด คือมีอานิสงส์ 80 กันฑ์
อานิสงส์ 1 กันฑ์ เปรียบได้กับ การที่เราเอาผ้าไหม ไปถูภูเขาที่มีความสูง 1000 โยชน์ปีละหนึ่งครั้งให้ราบเรียบ จะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ ภูเขาถึงจะกลายเป็นที่ราบงานบุญกฐิน จะกระทำได้หลังออกพรรษา โดยมีระยะเวลา 1 เดือน และวัดแต่ละวัดสามารถรับกองกฐินได้เพียงหนึ่งกองเท่านั้น จึงมีการจองกฐินกันล่วงหน้ากับวัดที่ต้องการจะถวายกองกฐิน ยกเว้นกฐินพระราชทานไม่ต้องจองสิ่งสำคัญที่สุดในการทอดกฐิน คือ ผ้ากฐิน (ไตรจีวร) ส่วนปัจจัยและข้าวของอื่นๆ ถือเป็นบริวาร เป็นส่วนเสริมเข้ามาการได้ถวายผ้าแด่พระภิกษุได้รับอานิสงส์มากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผ้ากฐินยิ่งได้รับอาสงส์มากยิ่งกว่างานบุญที่ถือว่าเป็นงานบุญที่มีอานิสงส์มาก ได้แก่
1. งานบุญบวชลูกชาย
2. งานบุญกฐิน
3. งานบุญผะเหวต (การได้ฟังการเทศน์มหาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ ถือว่าได้รับอานิสงส์มากกว่างานบุญใดๆ)
เทศกาลกฐิน
" กฐิน" มีความหมายเกี่ยวข้องกันถึง ๔ ประการ คือ
๑. เป็นชื่อของกรอบไม้ อันเป็นแม่แบบสำหรับทำจีวร ซึ่งอาจเรียกว่า สะดึงก็ได้
๒. เป็นชื่อของผ้า ที่ถวายแก่สงฆ์เพื่อทำจีวร ตามแบบหรือกรอบไม้นั้น
๓. เป็นชื่อของบุญกิริยา คือการทำบุญ ในการถวายผ้ากฐินเพื่อให้สงฆ์ทำเป็นจีวร
๔. เป็นชื่อของสังฆกรรม คือกิจกรรมของสงฆ์ที่จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบ
จากที่ประชุมสงฆ์ ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกฐินที่เป็นชื่อกรอบไม้กรอบไม้แม่แบบสำหรับทำจีวร ซึ่งอาจเรียกว่าสะดึงก็ได้นั้นเนื่องจากในครั้งพุทธกาลการทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนด กระทำได้โดยยาก จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้เพื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่ม หรือผ้าห่มซ้อนที่เรียกว่าจีวรเป็นส่วนรวมผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ ในภาษาไทยนิยมเรียกผ้านุ่งว่า สบง ผ้าห่มว่า จีวร ผ้าห่มซ้อนว่า สังฆาฏิการทำผ้าโดยอาศัยแม่แบบเช่นนี้ คือทาบผ้าลงไปกับแม่แบบแล้วตัด เย็บ ย้อมทำให้เสร็จในวันนั้นด้วยความสามัคคีของสงฆ์ เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจที่เกิดขึ้นและเมื่อทำเสร็จหรือพ้นกำหนดกาลแล้ว แม่แบบหรือกฐินนั้น ก็รื้อเก็บไว้ในการทำผ้าเช่นนั้นอีกในปีต่อ ๆ ไปการรื้อแบบไม้นี้ เรียกว่า เดาะ ฉะนั้นคำว่า กฐินเดาะหรือ เดาะกฐิน จึงหมายถึงการรื้อไม้แม่แบบเพื่อเก็บไว้ใช้ในโอกาสหน้า
กฐินที่เป็นชื่อของผ้า
หมายถึงผ้าที่ถวายให้เป็นกฐินภายในกำหนดกาล ๑ เดือน นับตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ผ้าที่จะถวายนั้นจะเป็นผ้าใหม่ หรือผ้าเทียมใหม่ เช่น ผ้าฟอกสะอาดหรือผ้าเก่า หรือผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตกตามร้านก็ได้ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ได้ ถวายแก่สงฆ์แล้ว ก็เป็นอันใช้ได้กฐินที่เป็นชื่อของบุญกิริยา คือการทำบุญคือการถวายผ้ากฐินเป็นทานแก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ ๓ เดือน เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้มีผ้านุ่ง หรือผ้าห่มใหม่ จะได้ใช้ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด การทำบุญถวายผ้ากฐิน หรือที่เรียกว่า ทอดกฐิน คือทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าวคำถวายในท่ามกลางสงฆ์ เรียกได้ว่าเป็นกาลทานคือการถวายทานที่ทำได้เฉพาะกาล ๑ เดือนดังกล่าวในกฐินที่เป็นชื่อของผ้า ถ้าถวายก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้นไม่เป็นกฐิน ท่านจึงถือว่าหาโอกาสทำได้ยาก
กฐินที่เป็นชื่อของสังฆกรรม
คือกิจกรรมของสงฆ์ก็จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์ ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อทำจีวรสำเร็จแล้วด้วยความร่วมมือของภิกษุทั้งหลายก็ จะได้เป็นโอกาสให้ได้ช่วยกันทำจีวรของภิกษุรูปอื่นขยายเวลาทำจีวรได้อีก ๔ เดือน ทั้งนี้เพราะในสมัยพุทธกาล การหาผ้า การทำจีวรทำได้ยากไม่ทรงอนุญาตให้เก็บสะสมผ้าไว้เกิน ๑๐ วันแต่เมื่อได้ช่วยกันทำสังฆกรรมเรื่องกฐินแล้ว อนุญาตให้แสวงหาผ้าและเก็บผ้าไว้เป็นจีวรได้ตลอดฤดูหนาว คือจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔จากข้อความข้างต้น จะเห็นว่าความหมายของคำว่า กฐินมีความเกี่ยวข้องกันทั้ง ๔ ประการเมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมเรื่องกฐินเสร็จแล้ว และประชุมกันอนุโมทนากฐิน คือแสดงความพอใจว่าได้กรานกฐินเสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี
คำว่า การกรานกฐิน คือ การลาดหรือทาบผ้าลงไปกับกรอบไม้แม่แบบ เพื่อตัดเย็บย้อมทำเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่งคำว่า การจองกฐิน คือการแสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจาต่อทางวัดว่าจะนำกฐินมาถวาย เมื่อนั้นเมื่อนี้แล้วแต่จะตกลงกัน แต่จะต้องภายในเขต เวลา ๑ เดือน ตามที่กำหนดในพระวินัย
คำว่า อปโลกน์กฐิน หมายถึง การที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสนอขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ถามความเห็น
ชอบ ว่าควรมีการกรานกฐินหรือไม่ เมื่อเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงหารือกันต่อไปว่าผ้าที่ทำสำเร็จแล้วควรถวายแก่ ภิกษุรูปใด การปรึกษาหารือ การเสนอความเห็นเช่นนี้เรียกว่า อปโลกน์ (อ่านว่า อะ- ปะ- โหลก) หมายถึง การช่วยกันมองดูว่าจะสมควรอย่างไร เพียงเท่านี้ยังใช้ไม่ได้ เมื่ออปโลกน์เสร็จแล้วจึงต้องสวดประกาศเป็นการสงฆ์ จึงนับเป็นสังฆกรรมเรื่องกฐินดังกล่าวไว้แล้วในตอนต้น
ในปัจจุบันมีผู้ถวายผ้ามากขึ้นมีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่จะทำเป็นจีวรได้แพร่หลายขึ้นการใช้ไม้ แม่แบบอย่างเก่าจึงเลิกไปเพียงแต่รักษาชื่อและประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้กรอบ ไม้แม่แบบ เพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บย้อมให้เสร็จในวันนั้น หรืออีกอย่างหนึ่งนำผ้าสำเร็จรูปมาถวายก็เรียกว่าถวายผ้ากฐินเหมือนกัน และเนื่องจากยังมีประเพณีนิยมถวายผ้ากฐินกันแพร่หลายไปทั่วประเทศไทย จึงนับว่าเป็นประเพณีนิยมในการบำเพ็ญกุศล เรื่องกฐินนี้ยังขึ้นหน้าขึ้นตาเป็นสาธารณะประโยชน์ร่วมไปกับการ บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไปในขณะเดียวกัน
บุญกฐิน
ทำบุญกฐินกันหรือยังค่ะ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วันสำหรับการทำบุญใหญ่ประจำ ที่ได้บุญมากมายมหาศาล ทำให้ได้นะค่ะ เพราะบุญจะช่วยเราได้ในเวลาเราต้องเผชิญสิ่งแย่ๆการทอดกฐิน นับว่าเป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดเพียงปีละ ๑ เดือน คือระหว่าง แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เท่านั้น ประเพณีการทอดกฐินนี้ ประชาชนชาวไทยนิยมทำกันมาก ถือว่าได้อานิสงส์แรง เพราะทำในเวลาจำกัด และต้องการทำการจองกฐินกันก่อน เพราะ 1 วัดจะรับได้เพียงกฐินเดียวเท่านั้น ในปัจจุบันนี้มักทำกันเป็นพิธีรีตองมโหฬารทีเดียว บางทีก็มีการแห่แหนประดับตกแต่งองค์กฐินพร้อมทั้งไทยธรรมที่เป็นของบริวารซึ่งจัดทำกันไว้อย่างประณีตบรรจง
อานิสงส์กฐิน
การ ทำบุญกฐินนี้ได้บุญมาก เพราะเป็นทานที่พิเศษยิ่งกว่าทานอื่นใด ด้วยเป็นทั้ง "กาลทาน" และ "สังฆทาน" นับเป็นทานชนิดเดียวที่ผู้ให้(คฤหัสถ์)และผู้รับ(พระสงฆ์ ) ได้บุญด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ให้ย่อมได้บุญอันไพบูลย์ทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป เช่น
o ทำให้เป็นผู้มีความมั่งคั่ง
o มั่นคงในโภคทรัพย์สมบัติและหน้าที่การงานo เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป
o เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส ตั้งมั่นในสมาธิและเข้าถึงธรรมได้ง่าย แม้ละโลก แล้วย่อมได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
เหตุที่การทอดกฐินได้บุญมาก
1. จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้
2. จำกัดเวลา คือ ต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป
3. จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน
4. จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่สงฆ์กำหนดไว้
5. จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 รูป
6. จำกัดคราว คือ วัดๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น(จาก 1 เจ้าภาพ)
7. เป็น พระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่นมหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระพุทธประสงค์โดยตรง
อานิสงส์ของกฐิน พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า"โภ ปุริสะ ดูกรท่านผู้เจริญ บุคคลใดเคยทอดกฐินไว้ในพระพุทธศาสนา แม้ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคน ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ท่านผู้นั้นจะไปเกิดเป็นเทวดา หรือนางฟ้า๕๐๐ ชาติ" นั่นหมายความว่า ถ้าหมดอายุเทวดา หรือนางฟ้าจุติแล้วก็เกิดทันที ๕๐๐ ครั้ง เมื่อบุญหย่อนลงมานิดหน่อย เกิดเป็นเทวดาเกิดเป็นนางฟ้าไม่ได้ ลงมาเป็นมนุษย์ จะเกิดเป็นพระเจ้า จักรพรรดิปกครองโลก ๕๐๐ ชาติ เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ๕๐๐ ชาติแล้ว บุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์ ๕๐๐ ชาติ หลังจากนั้น จะเป็นมหาเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ เมื่อเป็นมหาเศรษฐี ๕๐๐ ชาติแล้ว ก็เป็นอนุเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ หลังจากเป็นอนุเศรษฐี ๕๐๐ ชาติแล้ว ก็เป็นคหบดี ๕๐๐ ชาติ(จากพระสูตรภาษาบาลี)
ผล บุญของการทำกฐินนั้นมากมาย หากต้องการสรุปสั้นให้เห็นภาพก็อธิบายได้ว่า แม้ว่าเราตักบาตรและทำสังฆทานทุกวันตลอดชีวิต ก็อาจจะได้บุญไม่เท่าการทำบุญด้วยกฐินเพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฐินที่นำเงินที่ได้ไปสร้างโบสถ์ วิหาร หรือซื้อที่ในวัด เราก็จะได้บุญหลายต่อจากบุญกฐินด้วย และได้บุญวิหารทานด้วย(ซึ่งได้บุญมากและได้บุญทุกครั้งทีมีคนใช้สิ่งที่เรา สร้าง)
หาก ใครที่กำลังจะทำบุญด้วยกฐินหรือทำไปแล้วก็ขอโมทนาบุญด้วย แต่หากใครที่ยังไม่ได้ทำ ยังเหลือเวลาจนถึงวันลอยกระทง ลองหาวัดใดสักวัด แล้วทำบุญที่ได้บุญมากมายมหาศาลนี้ ด้วยการทำบุญกฐินกันเถอะครับ
หมายเหตุ
ทำเองคนเดียวก็ได้บุญมากแล้ว แต่หากเราชวนผู้อื่นทำด้วย ก็จะได้บุญมากมายมหาศาล และบุญจากการชวนผู้อื่นทำบุญ จะช่วยให้เรามีบริวารที่ดีและมีเพื่อนที่ดีด้วยครับ



