วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๑. ทุกอย่างสำเร็จด้วยจิต

20131109_075127

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๑. ทุกอย่างสำเร็จด้วยจิต

ท้องฟ้าสีคราม ประดับด้วยปุยเมฆสีขาวลอยฟ่องอยู่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ภายใต้แผ่นนภาอันกว้างไกล แสดงถึงความแจ่มใสของโลกที่พ้นฤดูฝนมาแล้ว

ท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆสีขาว เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วตั้งแต่โลกเกิดและจะมีอยู่ต่อไปเป็นนิรันดร เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ใครและผู้ใดไม่อาจจะลบเลือนได้ มันเป็นสภาวธรรม หรือธรรมชาติแห่งความเป็นจริง

แต่แม้กระนั้น ก็ใช่ว่าจะหนีกฎแห่งอนิจจังไปได้ มนุษย์พากันวิตกว่า โลกอาจถูกทำลายให้พินาศเป็นจุณไปสักวันหนึ่ง และผู้ที่จะทำลายโลกก็คือ มนุษย์ เอง

แต่ความวิตกนั้นมันเป็นอนาคตที่เราคาดคิดกันไปอย่างลมๆแล้งๆชีวิตแต่ละชีวิตอาจไม่คงอยู่จนถึงเวลานั้น ทำไม?เราจะต้องไปวิตกถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันต่างหากที่เราควรมองดูว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่

เรามองเห็นว่า ปัจจุบันมนุษย์กำลังใช้นามธรรม ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา รูปธรรมที่ค้นคิดขึ้นมานั้น มีทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่จะทำลายโลกให้พินาศ

ระหว่าง ๒ สิ่งนี้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ย่อมมีพลังอำนาจน้อยกว่าสิ่งทำลายมากมายนัก ซึ่งเรามองเห็นได้ชัดว่า ประโยชน์จะมีสักเท่าใดเมื่อถูกทำลายเสียแล้วประโยชน์ก็จะหมดไปด้วย มนุษย์ก็จะไม่ได้อะไรเลย แม้แต่ชีวิตของตนเองก็จะต้องหมดไป โลกจะเหลือแต่น้ำกับฟ้าอย่างเดิม

แสดงว่าในปัจจุบันนี้ มนุษย์กำลังใช้นามธรรมอย่างผิดทางเราสร้างสิ่งที่สมมติขึ้น จนเกินความต้องการของชีวิต และบัดนี้เราไม่รู้ว่าชีวิตมนุษย์เราต้องการอะไรกันแน่… มันไม่มีสิ้นสุด… มันไม่มีจุดหมายปลายทาง…

สิ่งที่เป็นนามธรรม แม้จะไม่มีรูปร่างตัวตนให้มองเห็นได้ แต่มันก็มีความสำคัญยิ่งใหญ่เหนือกว่ารูปธรรมเป็นอันมาก

รูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของ เครื่องประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่สังขารร่างกายของคนและสัตว์ ล้วนเกิดขึ้นมีขึ้นโดยนามธรรมเป็นผู้บันดาลอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ถ้านามธรรมไม่บันดาลสมบัติปรุงแต่งขึ้นมา มันก็จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นรูปร่างที่เรียกว่า รูปธรรม เลย

พระพุทธเจ้าบรมศาสดาเอกในโลก จึงทรงตรัสว่า ทุกอย่างสำเร็จด้วยจิต จิตก็คือนามธรรมอันซ่อนเร้นแอบแฝงอย่างลับๆอยู่กับร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย

ผู้มีปัญญารู้ความจริงว่า จิตหรือนามธรรมมีความสำคัญยิ่งใหญ่ย่อมจะปรับปรุงจิตของตน บำรุงรักษาจิตของตน ทำความสะอาดบริสุทธิ์ให้แก่จิตของตน ยิ่งกว่าสังขารทั้งหลาย และถือว่าการงานของจิตเป็นสิ่งควรทำอย่างยิ่ง

แต่ผู้โง่งมงาย ไม่รู้ความสำคัญของจิต จะพากันปรนเปรอบำรุงรักษาสังขารร่างกายตามใจกิเลส อันมีความโลภ โกรธ หลง อย่างไม่ว่างเว้น และเต็มกำลังความสามารถ

และดูเหมือนว่า มันเป็นธรรมชาติที่จะต้องดำเนินไปเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมุนเวียนอยู่ไม่มีวันจบสิ้น จนกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นตัวเราเป็นของเรา ยากที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ มนุษย์เกิดมาเป็นวัวตามฝูง สุดแต่หัวหน้าฝูง คือ ความโลภ โกรธ หลง จะนำไป ช่างน่าสงสารเหลือเกิน

เส้นทางของชีวิต ไม่ว่ามนุษย์หรือสรรพสัตว์ เป็นระยะทางอันไกล เลยขอบฟ้าที่เห็นอยู่ลิบๆโน้น มันข้ามภพข้ามชาติ หมุนเวียนเกิดดับอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

อะไรเล่าคือความหมายของคำว่า "ยุติ" อะไรเล่าคือความหมายของคำว่า "หลุดพ้น" ไปจากการเกิดการดับ ถ้าเราสามารถจะหยั่งรู้ไปถึงกาลในอดีตได้ ก็คงจะเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย อ่อนระโหยโรยแรงไปกับการเกิดดับที่ซ้ำซากอยู่เช่นนั้น

ชีวิตในอดีตชาติ หลายภพหลายชาติ กระทั่งถึงชีวิตปัจจุบันเราผ่านความทุกข์มากมายเหลือเกิน ถ้าจะนำความทุกข์ที่เราได้รับมากองไว้ตรงหน้า ก็จะเห็นว่าทุกข์นั้นใหญ่เท่าภูเขาหลวง ทุกข์เกิดจากความโลภ ทุกข์เกิดจากความโกรธ ทุกข์เกิดจากความหลง เป็นกิเลสที่มีประจำ สิงสู่อยู่ในชีวิตของเรามันเหมือนดวงอาทิตย์ที่กระจายแสงไปทั่วจักรวาล ครอบคลุมเราและสรรพสัตว์ให้มืดหน้าตาฟางอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่รู้จักคิดพิจารณา เราก็ไม่อาจรู้ว่าทุกข์นั้นเป็นฉันใด หนักหนาสาหัสสักเพียงไหน

เรามักปล่อยให้มันผ่านไป…ผ่านไปเหมือนความทุกข์นั้นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีทุกข์ใหม่เข้ามาแทนที่ไม่มีวันสิ้นไปหมดไป

บางทีเราก็ไปไขว่คว้าแสวงหาทุกข์มาใส่ตน เหยียบย่ำกองทุกข์นั้นให้จมไปกับการเวลา บางทีเราก็เดินเข้าไปเผชิญหน้า แม้จะรู้ว่าจะพบกับความตาย แต่บางครั้งก็ทนไม่ไหว เพราะอารมณ์กิเลสมันเร่งรัดผลักดันให้คะมำไปข้างหน้า ไปเจอกับความเศร้าโศกที่เกิดจากความพลัดพราก ไปเจอกับความเสียใจที่เกิดจากความผิดหวัง

ด้วยเหตุนี้กระมัง จึงมีผู้คนมากมายทำลายชีวิตตนเองด้วยวิธีการต่างๆ โดยไม่ยอมหยุดคิดสักนิดว่า ทุกข์นั้นเกิดจากสิ่งใด

นี่แหละอำนาจของอารมณ์กิเลส มันรุนแรง พัดกระหน่ำยิ่งกว่าลมมรสุมใดๆทั้งสิ้น

ทำอย่างไรเราจะมีโอกาสหยุดคิดสักนิดหนึ่ง ว่าเหตุแห่งทุกข์นั้นเกิดจากอะไร จึงเป็นผลให้เราทุกข์ถึงเพียงนี้…

มันเป็นกรรมของสัตว์โลกเราอย่างนั้นหรือ ที่ไม่สามารถจะหยุดคิดถึงเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นได้ และเป็นเช่นนี้มานับแต่โลกและสรรพสัตว์ได้เกิดขึ้น

เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมานี้ นามธรรมได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งโดยพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เกิดขึ้นในโลก พระองค์ได้ทรงค้นพบถึงวิธีที่จะหยุดคิด เพื่อให้ชาวโลกได้รู้เหตุให้เกิดทุกข์ และประทานวิธีหยุดคิดให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ตามที่พระองค์ประสบผลมาแล้วด้วยพระองค์เอง นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ชาติทีเดียว

วิธีการของพระองค์ฟังดูง่ายๆ ใครได้รับฟังก็คิดว่าน่าจะทำได้ทำกายให้บริสุทธิ์ด้วยการรักษาศีล เพราะการรักษาศีล ทำให้ละเว้นความชั่วได้หลายอย่าง เช่น

ละเว้นจากการฆ่าสัตว์

ละเว้นจากการลักทรัพย์

ละเว้นจากการพูดเท็จ

ละเว้นจากการผิดลูกเมียผู้อื่น

ละเว้นจากการดื่มสุรายาเสพติด

ซึ่งเรียกว่า ศีล ๕ เมื่อเราละเว้นจากการทำชั่ว ๕ ประการนี้ได้นอกจากเป็นเบื้องต้นของการละเว้นแล้ว ในขั้นต่อไปที่เรียกว่า ศีล ๘ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ทำให้กายของเราบริสุทธิ์ ครั้นกายบริสุทธิ์แล้วก็ทำให้จิตบริสุทธิ์ต่อไป

การทำให้จิตบริสุทธิ์นั้น คือ ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิเมื่อเราทำสมาธิมากๆ แล้ว ก็จะเกิดสติสัมปชัญญะตามมา

สติ ก็คือ การระลึกได้

สัมปชัญญะ ก็คือ การรู้ตัว

คนเราเมื่อระลึกได้ รู้ตัวได้เท่าทันกิเลสอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น เข้ามาออกไปในจิตของเราอยู่ทุกเวลาและโอกาสจนแทบตั้งตัวไม่ติด มันก็จะถอยห่างออกไป เพราะอารมณ์กิเลสทั้งหลายนั้น มันมีความกลัวอยู่อย่างหนึ่งคือ กลัวการรู้ทัน เหมือนขโมยที่คิดจะเข้าไปขโมยของในบ้าน ถ้ามันรู้ว่าเจ้าของบ้านยังตื่นอยู่ ถือปืนคอยจ้องจะยิงมัน แน่นอน! มันย่อมไม่เข้าไป

เมื่อไม่มีขโมยเข้ามา จิตก็ว่าง มีเวลาหยุดคิดว่า เจ้าความทุกข์มันเกิดจากอะไร พอรู้สาเหตุที่มันเกิดทุกข์ เราก็จะมองเห็นว่า ทางแก้ทุกข์นั้นยังมีอยู่ ถ้าเรารู้เหตุก็ย่อมจะรู้ทางแก้ เช่น ตัดเหตุนั้นเสียผลที่ทำให้เกิดทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าทุกข์นั้นเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะมองเห็นว่าควรจะแก้อย่างไร แล้วก็แก้ตามเหตุนั้น มันก็จะระงับดับทุกข์เสียได้ถึงความพ้นทุกข์ที่เกิดขึ้น

เมื่อพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ คนในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ ก็พากันทำตาม เพราะคนเหล่านั้นเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย มีใจอ่อนละเอียด รู้จักเหตุรู้จักผล มีคุณธรรมอันสร้างไว้ดี เป็นบารมีอันติดตามมาแต่อดีตชาติ ต่างพากันปฏิบัติตามอาศัยศีลบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ ทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เป็นจำนวนมากมายตามขั้นตอนแห่งบารมีของตน

ในรอบพันปี หลังจากพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้วมหาชนชาวโลกที่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์แพร่ขยายไปถึงก็ยังประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระองค์ โดยถือมั่นว่าคำสั่งสอนนั้นเป็นตัวแทนของพระตถาคตเจ้าอยู่

ผู้ประพฤติปฏิบัติตามด้วยความอดทน พากเพียรพยายามไม่ท้อถอยก็ยังได้ประสบความสำเร็จ ได้บรรลุถึงโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีและอรหัตมรรคอรหัตผลอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านเหล่านี้ได้ถึงความเป็นอริยบุคคล เป็นผู้ไม่ย้อนกลับมาสู่การเกิดดับ อันเป็นสมมติของชาวโลกอีกแล้ว

ส่วนท่านที่บุญบารมียังไม่เต็มเปี่ยม ต่างก็ได้ฌานตามกำลังของตน เช่น ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ จนถึง ฌาน ๔ หรือมิฉะนั้นก็ได้เป็นผู้ถือศีล ปฏิบัติสมาธิโดยเคร่งครัด เมื่อล่วงลับจากโลกมนุษย์นี้ไปแล้ว กุศลผลบุญก็ได้ส่งเสริมให้ไปบังเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหมอยู่ในวิมานแดนสวรรค์ ส่วนจะยั่งยืนช้าเร็วเท่าใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง เพราะกุศลอันน้อยนิดยังเป็นโลกียชนอยู่ ย่อมเสื่อมได้ไม่พ้นจากอำนาจของกิเลสมาร ซึ่งเป็นเสมือนบ่วงที่ร้อยรัดสรรพสัตว์ไว้

คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ถือว่าใครเป็นพระเจ้าถึงจะมีพระเจ้าที่ชาวโลกยกย่องในภายหลัง พระเจ้านั้นๆก็ไม่สามารถจะให้บุญให้บาปแก่ใครได้ แม้พระองค์เองก็มิได้ยกย่องพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าของใคร เพราะพระเจ้าที่แท้จริงก็คือ มนุษย์ เอง และขึ้นอยู่กับการกระทำ ที่เรียกว่า กรรม ของตนเองทั้งสิ้น

มนุษย์นับว่ามีวาสนายิ่งกว่าสัตว์ใดในโลก มีสิทธิอันสมบูรณ์ที่จะเลือกทำกรรมดี หรือกรรมชั่วของตนเอง ถือว่าเป็นสัตว์อันประเสริฐซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า เกิดเป็นมนุษย์นั้น ประเสริฐกว่าเกิดเป็นเทพ เป็นพรหมเสียอีก เพราะเทพพรหมถึงอย่างไรก็เป็นนามธรรม ไม่มีสังขารร่างกายที่จะทำกรรมสิ่งใดให้เป็นไปตามความประสงค์ได้ แม้จะรวมกำลังแรงให้เห็นเป็นรูปร่างได้ในบางครั้งบางโอกาส ก็เป็นเพียงภาพเนรมิตเท่านั้น

พระองค์ยังทรงชี้ให้เห็นว่า กรรมเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญของมนุษย์และสรรพสัตว์ มนุษย์จะเกิดมาได้ก็เพราะกรรม เรียกว่ากรรมเป็นแดนเกิด มนุษย์จะสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์กันมาได้ ก็เพราะกรรมนั่นเอง

กรรมยังเป็นเครื่องจำแนกให้มนุษย์และสรรพสัตว์แตกต่างกันออกไป เกิดมารูปชั่วก็มี เกิดมารูปงามก็มี เกิดมารูปร่างสมบูรณ์ด้วยอาการ ๓๒ ก็มี เกิดมาพิกลพิการก็มี เกิดมาลำบากยากจนอดอยากก็มีเกิดมาร่ำรวยก็มี เกิดมาใจบาปหยาบช้าก็มี เกิดมาใจบุญกุศลก็มีและนี่แหละที่ถือว่าเป็นกฎเกณฑ์ประจำโลกมนุษย์เรา ท่านเรียกว่าเป็น กฎแห่งกรรม ที่ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากมนุษย์เอง

กรรมนั้นเป็นเหตุ ถ้ามนุษย์เลือกทำกรรมดีเป็นกุศล ก็จะได้รับผลดีเป็นการตอบสนอง ถ้าทำกรรมชั่วเป็นอกุศล ก็จะได้รับผลชั่วไปด้วย เราสามารถจะมองเห็นผลของกรรมดีกรรมชั่วในโลกมนุษย์แห่งนี้ได้ง่ายๆ ถ้าเรารู้จักพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นมีขึ้นตามความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มนุษย์จะต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าสงคราม ก็คือ ความดีและความชั่ว หรือ กุศล อกุศล ซึ่งขึ้นอยู่ในจิตใจของตนเอง และส่วนมากก็มักจะพ่ายแพ้แก่อกุศลกรรม ซึ่งเป็นฝ่ายกิเลสมารร้ายไปครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความอ่อนแอในจิตใจของตนอีกเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "วัฏสงสาร" ชาติแล้วชาติเล่า ภพแล้วภพเล่า โดยไม่มีใครคิดสงสารตัวเองแต่อย่างใด ผู้พ่ายแพ้ต่ออกุศลกรรมดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นหมู่สัตว์ชนิดหนึ่งไป เขาจะต้องชดใช้กรรมชั่วของเขาตามที่เขากระทำขึ้น

อันนี้เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เป็นสัจธรรมที่มีประจำโลกจักรวาล อันไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่ามนุษย์จะพัฒนาโลกให้เจริญก้าวหน้าไปสักเท่าใด ผลกรรม บุญบาปก็เป็นอยู่เช่นนั้น เช่นเดียวกับที่ทรงตรัสถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทรงตรัสถึงไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาซึ่งไม่ว่ามนุษย์ สรรพสัตว์ วัตถุที่คิดปรุงแต่ง ประดิดประดอยกันขึ้นมา จะต้องตั้งอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งสิ้น

แม้กระพันพระธรรมคำสอนที่ตรัสไว้มากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระองค์ก็ยังตรัสว่า เป็นเพียงใบไม้แห้งกำมือเดียวเท่านั้น พระธรรมคำสอนที่ยังมิได้ตรัสถึง ยังมีอีกมากเท่ากับใบไม้ในป่า

เพราะเหตุนี้กระมัง พระอริยเจ้าก็ดี ท่านผู้ใครถึงความเป็นพระอริยะก็ดี จึงยินดีชื่นชมที่จะเข้าไปค้นหาพระธรรมคำสอนในป่า อันเป็นที่สงัดวิเวก พระพุทธเจ้าเองก็ได้พบธรรมในป่า ทรงเกิดในป่าตรัสรู้ในป่า นิพพานในป่า พุทธสาวกในครั้งกระโน้น เมื่อบวชเรียนแล้ว พระองค์ก็ทรงชี้แนะให้ไปบำเพ็ญเพียรค้นหาธรรมในป่า

ธรรมในป่าที่พระองค์นำมาสอนชาวโลก ก็คือทางที่จะนำสัตว์ในพ้นจากวัฏสงสาร ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ และทำให้สามารถจะต่อสู้กับกิเลส ตัณหาจนถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

ซึ่งโดยสรุปโดยย่อแล้ว อาวุธที่ทรงประทานให้ต่อสู้นั้น ก็คือ ศีลสมาธิ ปัญญา ซึ่งมีอานุภาพปราบได้ทั้งไตรจักร และหักหาญเอากิเลส ตัณหา ที่สิงอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์และสรรพสัตว์มารวมไว้ในกำมือเดียว

แต่ช่างน่าสงสารนัก ที่ชาวโลกเป็นส่วนน้อยจะสนใจไยดีในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อชำระความประมาทมัวเมากับกิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อลดความยึดมั่นถือมั่นในรูปนามขันธ์ ๕ ให้หมดไป จะได้ถึงความพ้นทุกข์กันเสียที เพราะความทุกข์นี้ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดจะช่วยได้ นอกจากตัวของเราเอง

เอาล่ะ…จะอารัมภบทไปมากนัก ท่านผู้อ่านก็จะเบื่อหน่าย เพราะขึ้นชื่อว่าธรรมแล้ว นับเป็นสิ่งที่ชาวโลกเบื่อหน่ายมากที่สุด โดยเฉพาะธรรมะในพุทธศาสนานี้ มันสวนทางกับความนิยมพอใจของชาวโลกมาโดยตลอด

ชาวโลกเขานิยมชื่นชมกิเลส ตัณหา เขาพอใจความโลภ โกรธหลง เขาติดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร ว่าเป็นของรักของชอบใจจนยึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา ยึดมั่นได้เท่าไร สะสมมากเท่าไรก็จะพอใจยินดีผูกพันเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อย แม้จะรู้ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็รู้ไปตามสัญญาที่สืบต่อกันมา แต่ไม่ยอมรับ ไม่ยอมสนใจ นี่แหละที่ว่า โลกกับธรรมมันเดินสวนทางกันจึงอยากจะขอเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังกันบ้าง

ก่อนจะเล่า ก็ใคร่ขอเรียนให้ทราบโดยย่อ ถึงผลของการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เสียหน่อยว่า ผู้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญานั้น จะได้รับผลเป็นขั้นตอนแตกต่างกันไป บางท่านได้เคยสร้างบุญบารมีมาเต็มเปี่ยมแล้ว อย่างเคยเป็นผู้บริจาคทานมาเป็นอันมากในอดีตชาติ เคยรักษาศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์มาในอดีตชาติ เคยปฏิบัติธรรมสมาธิมาเต็มขั้น หรือมีพื้นฐานมาก่อน ผู้นั้นก็สามารถจะบรรลุธรรมขั้นเสขบุคคลได้โดยง่าย

อย่างในพุทธกาลท่านกล่าวว่า เพียงได้ฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้าจบลง ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นอนาคามี สกิทาคามี หรือเป็นพระอรหันต์ไปเลย

บางท่านบุญบารมียังไม่เต็มเปี่ยม ก็ยังต้องปฏิบัติต่อไปอีก เร็วบ้าง ช้าบ้าง บางทีก็ต้องปฏิบัติข้ามชาติข้างภพ อย่างได้โสดาบันแล้ว ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ในชาตินั้น ก็จะต้องไปเกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติ

นอกจากนี้ก็ยังมีขั้นตอนของความสำเร็จอีก เช่น ขั้นต้น จะได้ขั้นขณิกสมาธิ ขึ้นไปอุปจารสมาธิ จนถึงขึ้นอัปปนาสมาธิ หรือได้ฌานที่ ๑ คือ ปฐมฌาน ฌานที่ ๒ คือ ทุติยฌาน ฌานที่ ๓คือ ตติยฌาน ฌานที่ ๔ คือ จตุตถฌาน ผู้ที่ได้ฌาน ๔ นี้ยังถือเป็นโลกิยฌานอยู่ ยังไม่ถึงขั้นโสดาบัน ได้แล้วไม่ปฏิบัติสืบเนื่องให้เกิดวสี คือความคล่องแคล่วชำนาญ ก็อาจเสื่อมได้ เพราะกิเลสตัณหา ความโลภ โกรธ หลง เพียงสงบลง แต่มันยังไม่ตายเด็ดขาดเมื่อกระทบสิ่งยั่วยุเข้า ก็เกิดขึ้นมาอีก

ผู้ปรารถนาความหลุดพ้น ต้องบำเพ็ญเพียรข้ามโลกิยฌานไปให้ถึงโลกุตรฌานอันดับแรก คือโสดาบันให้ได้ แม้กระนั้นกิเลสตัณหา ความโลภ โกรธ หลง ก็ยังมีอยู่ แต่ถือว่าเป็นขั้นไม่ย้อนกลับไปสู่อำนาจของกิเลสตัณหาแล้ว คือจะต้องขึ้นไปถึงธรรมที่สูงขึ้นไปจนบรรลุถึงอรหัตผล จึงจะพ้นวัฏสงสาร ไม่เกิด ไม่ตายได้เด็ดขาด

เพียงขั้นโลกิยฌานนี้ ก็ทำให้มีฤทธิ์ได้ เช่น ได้ตาทิพย์ หูทิพย์ระลึกชาติได้ เป็นต้น แต่เป็นการได้ในวงแคบ เช่น เห็นได้ไม่ไกลได้ยินไม่ได้ไกล หรือระลึกชาติถอยหลังไปได้เพียง ๔-๕ ชาติ ไกลกว่านั้นไม่ได้ ถ้าไปถึงขั้นโลกุตระแล้ว ก็จะเห็นได้ไกล รู้ได้ไกลยิ่งขึ้น และเห็นชัดเจนถูกต้องมากกว่า เอาแค่นี้ก่อน

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๒. ตายแล้วไปไหน

20140125_114948

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๒. ตายแล้วไปไหน

ต่อไปนี้…ผู้เขียนขอใช้คำแทนชื่อตัวเอกของเรื่องว่า "อาตมา"โดยสมมติว่าเป็นพระพุทธสาวกในชาติปัจจุบัน ส่วนจะเป็นพระมากน้อยแค่ไหน เป็นเนื้อนาบุญของชาวบ้านได้มากน้อยเพียงใด จะไม่ขอพูดถึง เพราะการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง เมื่อยังต้องปฏิบัติอยู่ ถ้าไม่ถึงวิมุตติหลุดพ้น จะเรียกพระอย่างเต็มภาคภูมิ ก็ยังต้องเรียกอย่างกระดากปาก เอาเป็นว่าเป็นสมมติสงฆ์ก็แล้วกัน

และคำว่าพระนั้น มิใช่จะยึดเอาที่ผ้ากาสาวพัสตร์ครองกาย เราท่านจะนุ่งเหลือง ห่มเหลืองเป็นภิกษุสามเณร หรือนุ่งขาวห่มขาวเป็นอุบาสก-อุบาสิกา จะเรียกว่าพระยังมิได้เต็มปาก เพราะเป็นเพียงเครื่องหมายสมมติขึ้นเท่านั้น

คำว่า พระ ที่เต็มความหมาย ก็คือ ผู้มีจิตสำรวมมั่นคงเป็นสมาธิ มีเมตตาอิ่มเอิบสมบูรณ์อยู่เป็นนิตย์ จึงจะเรียกว่าพระได้ เพราะเมื่อมีจิตตั้งมั่นสำรวมอยู่ในสมาธิ และเมตตาธรรมแล้ว ศีลทั้งหลายตั้งแต่ศีล ๕ ถึง ๒๒๗ ก็จะสมบูรณ์ในผู้นั้น ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเครื่องหมายอะไร

เมื่อทำความเข้าใจเอาไว้ดังนี้แล้ว ก็จะเล่าถึงความเป็นมาของชีวิตในชาติปัจจุบันนี้ก่อน

อาตมาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ ที่เรียกว่าพอมีอันจะกินโยมพ่อกับโยมแม่มีอาชีพค้าขาย มีร้านค้าที่มีสินค้าสารพัดอยู่ จะเรียกอย่างสมัยนี้ว่าสรรพสินค้าก็ได้

ภายในครอบครัว นอกจากโยมทั้งสอง ก็มีพี่ชายคนโต กับพี่สาวอีก ๒ คน อาตมาเกิดเป็นคนสุดท้อง และเกิดห่างจากพี่ๆหลายปีทีเดียว เพราะเขาโตๆ ช่วยโยมพ่อโยมแม่ค้าขายได้แล้ว และไม่มีใครคิดว่าจะมีอาตมาขึ้นมาอีก

เมื่อเกิดใหม่ๆ ลืมตาดูโลกได้แล้ว ในจิตใจของอาตมาเกิดความสงสัยขึ้นว่า ทำไมตัวเราจึงกลายเป็นเด็กไป มันช่างแปลกประหลาดสิ้นดี

อาตมามีความรู้ขึ้นมาว่า ตัวเป็นพระอายุตั้ง ๘๐ กว่าแล้ว กำลังนั่งสมาธิอยู่ในกุฏิที่วัด มันไปมาอย่างไรกันแน่ จึงมากลายเป็นเด็กดิ้นอยู่ในเบาะ ต้องกินนมจากเต้าของโยมแม่ ได้รับการทะนุถนอมจากพี่ชาย พี่สาวทั้งสองคน ซึ่งตามธรรมดาแล้ว ผู้หญิงจะมาถูกต้องอาตมาไม่ได้ แต่แม้จะรู้ว่าตัวเป็นภิกษุเฒ่า ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกลายเป็นเด็กทารกนอนอยู่ในเบาะ ทำอะไรไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่ก็รู้ทุกอย่าง

พออายุยังไม่ชนขวบดี อาตมาก็พูดได้แล้ว แต่พูดยังไม่ชัด ทั้งที่จิตรู้ว่าจะพูดอย่างไร แต่ปากมันไม่ยอมพูดตามนั้น ได้แต่คิดรู้ขึ้นมาว่า ตอนที่เป็นพระภิกษุผู้เฒ่านั่งสมาธิอยู่ จิตได้ดับลงในสมาธิพอจิตดับในสมาธิแล้ว มันก็ออกมายืนดูสังขารร่างกายที่เป็นพระผู้เฒ่ากำลังนั่งสมาธิอยู่นาน เกิดความสังเวชสลดใจในความชราเห็นว่าสังขารอันประกอบด้วยธาตุ ๔ นั้น มันตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว อาศัยมันเป็นเครื่องมือปฏิบัติไม่ได้แล้ว เราจะต้องไปหาสังขารใหม่ปฏิบัติต่อไป

พอคิดอย่างนั้น ก็ก้มลงมองตัวเอง เห็นร่างกายเหมือนกับร่างเดิมที่กำลังทำสมาธิอยู่ แต่ไม่แก่ชราอย่างนั้น มันเหมือนแก้วใสโปร่งแสง ไม่มีน้ำหนัก มองทะลุไปได้ตลอดร่าง สติรู้ในตอนนั้นว่าเป็นกายทิพย์ หรือเป็นกายใน เกิดคำถามว่าเราจะไปไหน ก็นึกตอบขึ้นมาเองว่า ไปหาที่เกิดใหม่ แล้วกายทิพย์ก็ลอยขึ้น…ลอยขึ้น

มันลอยขึ้นไปถึงกลุ่มเมฆใต้แผ่นฟ้า ซึ่งเมื่อเป็นภิกษุชราก็เคยมองขึ้นไป ไม่เห็นมีอะไรนอกจากความเวิ้งว้างว่างเปล่า นี่มองด้วยตาเนื้อธรรมดานะ แต่ก็เคยมองด้วยตาฌานว่า มันมีสวรรค์วิมานลอยอยู่ในหมู่เมฆมากมาย เต็มไปด้วยแสงสี ได้เห็นเทพเทวานางฟ้าเสวยสุขอยู่ในแต่ละวิมาน ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบแย้มสรวล เมื่อกายทิพย์หรือจิตลอยขึ้นมา ก็เห็นเหมือนกับเห็นด้วยตาฌาน แต่จิตไม่ได้มีความปรารถนาอย่างนั้นเลย

ตอนที่อยู่ในร่างของภิกษุชรา บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมสมาธิอยู่ก็ไม่เคยปรารถนาสวรรค์วิมาน เพราะเห็นว่าเป็นการเสียเวลา สวรรค์วิมาน เทวดา นางฟ้า เมื่อเสวยผลจากกุศลกรรมของตนจนหมดแล้วก็จะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์อีกตามกรรมของตน

การไปเสวยผลบนสวรรค์วิมานนั้น จะเห็นว่าต้องเสียเวลามากเพราะเทียบหยาบๆ ร้อยปีในเมืองมนุษย์ ก็เท่ากับวันเดียวบนสวรรค์ถ้าเราเสวยสุขอยู่บนนั้นสักพันปี จะอยู่ได้นานสักเท่าไร จึงมุ่งมั่นประการเดียว ขอปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

เมื่อจิตไม่ปรารถนาสวรรค์ วิมานมาแต่เดิม ก็มีสติรู้ว่าไม่ใช่ที่อยู่ของเรา ทันใดกายทิพย์ก็ตกวูบลงมาสู่พื้นโลก เกิดแวบคิดถึงนรกเพราะมีสัญญาเดิม จำได้หมายรู้ว่านรกเป็นอย่างไร กายทิพย์ก็ลงไปถึงนรก แผ่นดินที่เต็มไปด้วยไฟ แล้วมันก็หยุดชะงักเพียงแค่เห็นไฟมีสติรู้ว่าที่นี่ก็ไม่ใช่ที่อยู่ของเรา เมื่อยังเป็นมนุษย์และเป็นภิกษุอยู่จนชราภาพ เราได้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบในทางกุศลมาโดยตลอด จึงไม่มีนรกสำหรับเรา

กลับดีกว่า กลับมาสู่โลกมนุษย์ ท่องเที่ยวไปตามจิตปรารถนาสิ่งใดไม่เคยเห็นก็ได้ไปเห็น ส่วนมากก็ไปตามปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนา ไปนมัสการพระพุทธรูปแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประชาชนเขาเลื่อมใส ไปนมัสการพระเจดีย์ธาตุ ที่เรียกว่าวัดมหาธาตุอันมีอยู่ตามเมืองต่างๆ จนจำไม่ได้หมดว่าไปที่ไหนมาบ้าง

อันที่จริงเป็นจิตทิพย์ กายทิพย์นี้ก็ดี มีความสะดวกมาก พอนึกจะไปที่ไหนมันก็ไปถึงทันที ชั่วแวบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางขึ้นรถ ลงเรือ แม้ในทางเครื่องบินก็ยังช้ากว่าอยู่นั่นเอง

แต่การจะเพลิดเพลินเจริญใจอยู่กับจิตกับกายที่เป็นทิพย์นี้ จะเสียเวลาเปล่า ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิธรรมตามที่ตั้งปรารถนา จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง เพราะระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่นั้น ก็ได้พบจิตหรือกายทิพย์พเนจรไปมาอยู่มากมาย เกลื่อนกลาดไปหมด พวกนี้นรกก็ไม่ไป สวรรค์ก็ไม่อยู่

ส่วนมากเมื่อเป็นมนุษย์ปฏิบัติธรรมอยู่ เกิดกายทิพย์ออกไปท่องเที่ยวเพลิดเพลินเกินเวลาจนลืมกลับร่างเดิม พอนึกขึ้นได้ ก็กลับเข้าร่างไม่ได้เสียแล้ว เพราะพ่อแม่ลูกเมียหรือญาติพี่น้องเขาเอาร่างไปเผาทำลายเสียแล้ว โดยคิดว่าตาย หรือพระที่ธุดงค์อยู่ในป่า เกิดกายทิพย์ออกไปท่องเที่ยวเพลินไป ทิ้งร่างเดิมไว้จนเน่าเปื่อยผุพัง ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย จึงกลับเข้าร่างไม่ได้อีก

การณ์ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะสติตัวรู้ยังไม่สมบูรณ์พอ ไม่รู้เท่าทันกิเลส กายทิพย์แวบออกไปเห็นสวรรค์ วิมาน เทวดา นางฟ้าอันสวยงาม ก็ไปยึดติดหลงใหลจนลืมร่างเดิม

ด้วยเหตุนี้ นักปฏิบัติจะต้องพยายามเพิ่มพูนตัวสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ รู้เท่าทันกิเลสตัณหาได้รวดเร็ว เท่ากับความรวดเร็วของจิตที่วิ่งเข้าวิ่งออกเหมือนฟ้าแลบ เพราะถ้ารู้ไม่ทัน กิเลส ตัณหาใดเข้ามาก็จะเกิดความคิดปรุงแต่งไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับเรานอนหลับฝันไปพอรู้สึกตัวก็ยังงัวเงียฝันต่อไป เป็นเรื่องเป็นราวเพลิดเพลิน จนไม่อยากลุกจากที่นอน แล้วก็ไปยึดถือเป็นจริงเป็นจัง

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๓. เรื่องแปลกๆ ในวัยเด็ก

20140305_175740

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๓. เรื่องแปลกๆ ในวัยเด็ก

ระหว่างที่กายทิพย์เร่ร่อนหาที่เกิด ก็ไปพบร้านค้าแห่งหนึ่งเจ้าของร้านสามีภรรยา แม้ไม่มีโอกาสไปวัดเพราะธุรกิจผูกพัน ก็มีการสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ลูกชายและลูกสาวก็ได้รับการอบรมให้ไหว้พระเช่นกัน เช้าขึ้นก็จะช่วยกันหุงข้าวใส่บาตรเป็นประจำ นับว่าเป็นครอบครัวที่มีจิตเป็นฝ่ายกุศล

จิตก็รู้ขึ้นมาว่า ที่เกิดของเราอยู่ที่นี่เอง และยังรู้ต่อไปว่า โยมมารดานั้นเคยเป็นพี่สาวของเราในอดีตชาติ มีความสัมพันธ์กันอยู่ทันใดนั้น กายทิพย์ก็ตกวูบลงไป เข้าไปอยู่ในครรภ์โยมแม่แล้ว

จิตในวัยทารกแบเบาะนั้น มันรู้เห็นไปสารพัด บางทีก็รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น อยากพูด อยากบอก แต่มันยังพูดไม่ได้

เกิดเป็นมนุษย์นี้ กว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ต้องรับทุกขเวทนา ต้องอดกลั้นอดทนมากทีเดียว เพราะสังขารร่างกายที่เป็นมนุษย์นั้น มันเติบโต รู้ภาษาตามวัย พอลุกขึ้นยืนได้ ก็ต้องค่อยๆ ย่างเดิน เพราะขายังไม่แข็งแรงพอ ไม่เหมือนวัว ควาย ม้า พอคลอดออกมาก็วิ่งได้

การพูดก็อยากพูดเหลือเกิน แต่มันพูดไม่ได้ ต้องอ้อๆ แอ้ๆคนฟังเขาก็ไม่รู้เรื่อง จนรำคาญตัวเอง มีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง

พออายุได้ ๓ ขวบ ค่อยโล่งอกไปที เดินได้ วิ่งก็ได้ พูดจาก็รู้เรื่องมากขึ้น ตอนนี้แหละมันอยากจะสวดมนต์ไหว้พระ โยมพ่อ โยมแม่กับพี่ๆ เขาลงไปอยู่ข้างล่าง บางคนก็ไปโรงเรียน บางคนก็ช่วยขายของหน้าร้าน อาตมาก็โอ้เอ้อยู่ข้างบน เห็นเงียบสงัดดีก็เข้าห้องพระ กราบแล้วก็เริ่มสวดมนต์ หนังสือยังอ่านไม่ออก วัดก็ไม่เคยไปมันสวดได้เองเสียงแจ๋ว ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน มันสวดไปได้เอง และด้วยคล่อง

โยมพ่อขึ้นมาเพราะสงสัยว่าพระที่ไหนมาสวดมนต์ เมื่อโผล่หน้าเข้ามาในห้องพระ จึงเห็นลูกชายคนเล็กนั่งสวดมนต์เหมือนที่พระสวดตามวัด ก็แปลกใจว่าสวดได้อย่างไร ต้องไปตามโยมแม่ขึ้นมาฟังด้วย

อาตมาตอนนั้นไม่สนใจใครเลย นั่งหลับตาสวดจนจบ แล้ก็ทำสมาธิต่อ การนั่งสมาธิก็นั่งได้อย่างถูกต้อง เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดำรงสติมั่น ทุกอย่างมันเป็นไปเอง

โยมพ่อโยมแม่เห็นอย่างนั้น ก็ถอยกลับลงไปซุบซิบอยู่ข้างล่างอย่างอัศจรรย์ใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้อย่างไร ใครมาสั่งสอนแต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ อายุเพิ่งแค่ ๓ ขวบ ตั้งแต่เล็กก็ไม่เคยไปวัด

การนั่งสมาธิครั้งแรกนั้น ใช้คำภาวนาว่า "พุทโธ" นั่งไปสักพักหนึ่ง จิตก็รวมตัวตั้งมั่นในสมาธิ แล้วก็เกิดรู้ขึ้นมาเอง เห็นหมด โยมพ่อโยมแม่กำลังทำอะไรอยู่ข้างล่างก็เห็น พี่สาวกำลังวิ่งเล่นที่โรงเรียนก็เห็น ยังได้ยินโยมพ่อโยมแม่คุยกันชัดเจน โยมแม่บอกให้โยมพ่อขึ้นมาดูว่าเลิกนั่งสมาธิหรือยัง เป็นห่วงกลัวจะหิว

แต่อาตมาตอนนั้น ไม่รู้สึกหิวเลย มันอิ่มเอิบไปหมด นั่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ โยมพ่อขึ้นมาถึง ๒-๓ ครั้ง จึงได้ออกจากสมาธิ

โยมพ่อถามว่า "ลูกเป็นอะไร"

อาตมาก็ตอบว่า "ลูกสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ"

"ลูกทำได้อย่างไร ไม่เคยร่ำเรียนมาก่อน ใครมาสอนลูกหรือ"

"ไม่มีใครสอน ลูกอยากทำก็ทำได้เอง"

โยมพ่อจูงมือลงไปข้างล่าง ให้โยมแม่หาอาหารให้กิน ไม่รู้จะถามอะไรอีก ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า เป็นไปได้อย่างไร แต่ก็สังเกตว่าทั้งสองท่านชื่นชมยินดี พูดกันว่าลูกเราคงเป็นผู้มีบุญมาเกิด จึงใฝ่ใจในทางกุศลตั้งแต่ยังเล็ก

ที่น่าพอใจก็คือ ท่านไม่ห้ามปรามแต่อย่างใด อาตมาก็สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิทั้งตอนเช้าและตอนค่ำ ไม่ชอบลงไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ชอบนั่งเงียบๆ ดูกายดูจิตอยู่ตามลำพัง ตอนนั้นปฏิบัติได้ถูกต้อง แต่เรียกไม่ถูกว่าปฏิบัติอะไร มารู้ภายหลังว่าทำตามแนวสติปัฏฐาน ๔ มีการพิจารณา รูป เวทนา จิต ธรรม ทบไปทวนมา ที่รู้ภายหลังนี้ ก็ตอนเข้าวัดศึกษาทางปริยัติ เป็นสามเณรแล้วห่างกันอีกหลายปี

ตอนเป็นเด็ก อยู่กับโยมทั้งสอง อาตมาได้สร้างความแปลกใจให้กับโยม และเพื่อนบ้านอยู่เสมอ คราวหนึ่งโยมพ่อบ่นกับโยมแม่ว่า "หมู่นี้ร้านเราขายของไม่ดีเลย ไม่รู้เป็นอย่างไร"

อาตมานั่งอยู่ข้างๆ ก็ชี้มือไปที่หน้าร้าน บอกว่า "ผู้ขัดขวางเขามานั่งอยู่นั่น จะขายดีได้อย่างไร"

"ใครมานั่งอยู่ที่ไหน พ่อไม่เห็นสักหน่อย ลูกพูดอะไรของลูก"

อาตมาก็ยืนยันว่า "หนูเห็น เขาเป็นวิญญาณเร่ร่อนอดอยากมาพักอยู่หลายวันแล้ว พ่อทำบุญสังฆทานให้เขาซิ เขาจะได้ไปเกิด"

แต่แรกพ่อไม่ยอมเชื่อ หาว่าพูดเหลวไหล วันต่อมาแทบไม่มีคนเข้ามาซื้อของในร้านเลย ทั้งที่เคยขายของดี โยมแม่จึงบอกกับโยมพ่อว่า

"ลูกของเรา เขามีอะไรแปลกๆ มาตั้งแต่เด็ก สวดมนต์ไหว้พระทำสมาธิได้โดยไม่มีใครสอน และเขาก็ทำอยู่ทุกวันไม่เคยขาด ลองเชื่อลูก ทำสังฆทานให้วิญญาณกันดีกว่า"

โยมพ่อก็ตกลงตาม จัดการเตรียมเครื่องสังฆทาน นิมนต์พระมารับในตอนเช้า ตั้งแต่วันนั้น ปรากฏว่าของขายดีทั้งวัน และดีตลอดมา

ครั้งหนึ่ง มีสองคนผัวเมียท่าทางภูมิฐาน เอารถมาจอดริมถนนฝั่งตรงข้ามกับที่ร้าน แล้วพากันลงรถเดินเข้ามา ปรากฏว่าเป็นคนชอบพอคุ้นเคยกับโยมทั้งสองมานาน บอกว่านั่งรถผ่านมา คิดถึงจึงแวะมาเยี่ยม

ขณะที่นั่งคุยกัน ฝ่ายภรรยาปรารภให้ฟังว่า "ไปปลูกตึกแถวขายถึง ๒๐ ห้อง ทำเลดี เหมาะในการค้า แต่ปรากฏว่าตั้งแต่สร้างมาเป็นเวลาถึงสองปี ไม่มีใครมาซื้อเลย มาถามแล้วก็หายไป ลงทุนเข้าไปมาก ตอนนี้ก็แทบหาเงินส่งดอกเบี้ยธนาคารไม่ทัน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร"

โยมแม่ถามว่า "เคยไปหาอาจารย์ทำนายทายทัก ให้รู้สาเหตุบ้างไหม"

สามีก็บอกว่า "ไปมาหลายแห่งจนอ่อนใจ ก็ไม่เห็นว่าอย่างไรเพียงแต่บอกว่า เมื่อนั่นเมื่อนี่จะขายได้ แล้วก็เงียบไป"

โยมแม่ก็เรียกอาตมาเข้าไปหา แนะนำให้รู้จัก บอกว่า "ลองถามพ่อลูกชายคนเล็กของดิฉันดูซิคะ บางทีเขาจะบอกอะไรได้"

สองสามีภรรยาทำหน้างงๆ เพราะไม่นึกว่าจะให้มาถามเรื่องสำคัญอย่างนี้กับเด็กตัวนิดเดียว แต่คงจะไม่ให้เสียมารยาท ก็เลยถามว่า "หลานดูได้หรือนี่"

"พอดูได้ครับคุณลุงคุณป้า ว่าแต่ตึกแถวอยู่ทีไหน มีอะไรเป็นเครื่องหมายให้รู้บ้าง เขาเรียกว่าอะไร" อาตมาซักยังกับเป็นผู้ใหญ่

คุณลุงตอบว่า "ที่หน้าตึกแถว มีต้นฉำฉาขึ้นเรียงกันอยู่ ๓ต้น เขาเรียกบ้านใหม่"

พอบอกอย่างนั้น อาตมามองเห็นหมด ทั้งที่ไม่เคยไปหรือเคยรู้จักเลย จึงถามว่า "เป็นตึกแถวสองชั้นครึ่งใช่ไหมคุณลุง"

"ใช่แล้วหลาน"

"ข้างนอกทาสีเขียว หลังคากระเบื้องสีน้ำตาล ใช่ไหมคุณลุง"

เอะ…ยังกับตาเห็นเชียวนี่" คุณลุงอุทานแล้วตอบว่า "ใช่"

"คุณลุงรู้ประวัติที่นี่ไหม"

"พอรู้…เพราะเป็นที่ดั้งเดิม มรดกตกทอดของลุง"

"ที่ตรงนี้เคยมีคนมาฆ่ากันตาย เขาสู้กันเลยตายทั้งคู่"

"โอ้โฮ…ยังกับตาเห็นจริงๆ หลานเห็นหรือจ๊ะ จึงได้บอกถูกต้องหมด" คุณป้าอุทานอีกคนหนึ่ง พร้อมทั้งถาม

"เห็นครับ…ที่ขายตึกไม่ได้ เพราะวิญญาณสองคนนี้ เขาคอยขัดขวาง อาละวาดอยู่ เขาต่อสู้กันทุกวัน เป็นวิญญาณพยาบาทไม่รู้จักจบสิ้น"

"แล้วลุงกับป้าจะทำอย่างไรดี"

"นิมนต์พระที่ปฏิบัติดี มาเทศน์โปรดวิญญาณ ให้เขาละทิฐิมานะ ละความโกรธแค้นพยาบาท แล้วถวายสังฆทาน ๔ ชุด อุทิศส่วนกุศลให้เขาไปผุดไปเกิด ทำเช่นนี้อาทิตย์ละครั้ง สัก ๓ อาทิตย์ต่อไปจะมีคนมาแย่งกันซื้อตึกของคุณลุงคุณป้าจนหมด ไม่เกิน๓ เดือน ๖ เดือน"

อาตมาบอกไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดว่าคุณลุงคุณป้า จะทำตามหรือเปล่า คิดว่าเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่อาจไม่เชื่อ

อีกสองเดือนต่อมา คุณลุงคุณป้าคู่นั้นกลับมาอีก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มาถึงก็ถามหาอาตมาเลย แล้วบอกว่า

"ลุงกับป้าเอารางวัลมาให้ ๕,๐๐๐ บาท รับไว้ซิหลาน เก่งจริงๆ ตอนนี้ตึกของลุงกับป้าขายไปได้ ๕-๖ ห้องแล้ว ยังมาติดต่ออยู่อีกหลายเจ้า"

หลังจากนั้น ก็มีผู้มาให้ทำนายทายทักอยู่เสมอ แต่ใจไม่ชอบทำนายทายทักเลย เมื่อเขามาแล้ว มันเห็นมันรู้ ก็อดช่วยเขาไม่ได้จะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็เป็นการโกหกเขาไป

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๔. เจอร่างตนเองในอดีตชาติ

20140304_122718

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๔. เจอร่างตนเองในอดีตชาติ

ครั้งอาตมาอายุ ๑๕ ปี จึงขอโยมทั้งสอบบวชเณร โยมเห็นแล้วว่า อาตมามีบุญวาสนามาทางนี้ ขืนห้ามปรามก็คงไม่สำเร็จจึงอนุญาตให้บวช เตรียมสบงจีวรนำมาหาอาจารย์เจ้าอาวาส และได้บรรพชาตามความประสงค์ แต่ก็ได้สั่งโยมพ่อโยมแม่ว่า ถ้าใครจะให้ทำนายทายทัก ก็อย่าบอกว่าลูกมาบวชเณรอยู่ที่วัดไหน เพราะไม่ต้องการจะทำนายให้ใคร

การศึกษาปริยัติ ตอนบวชเป็นสามเณร ก็แปลกอีก พอเห็นหนังสือเรียนนักธรรมตรี โท เอก ก็รู้ขึ้นมาว่า หนังสือเหล่านี้ อาตมาเคยเรียนมาหมดแล้ว และยังจำได้แม่นยำด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจ จึงให้สามเณร ซึ่งเป็นเพื่อนกันคอยดูหนังสือ อาตมาท่องปากเปล่า อย่างพระวินัย เริ่มแต่ปาราชิก ๔ สังฆาทิเลส ๑๓ จนถึงเสขิยวัตร อาตมาท่องได้หมด ทำให้เณรด้วยกันแปลกใจไปตามๆกัน

เรื่องนี้รู้ไปถึงท่านมหา ซึ่งเป็นครูประจำชั้น วันหนึ่งท่านก็เรียกไปที่หน้าชั้น ถามว่า "เณรจำพระวินัยได้หมดหรือ อาจารย์สอนยังไม่ถึงเลย"

อาตมาตอบท่านว่า "คิดว่าจำได้ รู้สึกเหมือนเคยเรียนมาแล้ว"

ท่านมหาถามว่า "เคยเรียนจากที่ไหน จำได้ไหม"

"รู้ขึ้นมาเองขอรับว่า เคยเรียนและเคยสอนด้วย"

"เออ…แปลกจริง ไหนลองว่าให้ฟังซิ"

ท่านมหากางหนังสือนวโกวาทออกดู เพื่อจะสอบทานไปด้วยอาตมาก็เริ่มท่องให้ฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีติดขัดเลย เหมือนกับที่สอบทานกับสามเณรเพื่อนกัน ยังความแปลกใจให้แก่ท่านมหาเป็นอันมาก

เมื่อโยมพ่อกับโยมแม่มาเยี่ยมที่วัด ท่านมหาก็เล่าให้ฟัง ยิ่งทำความแปลกใจให้แก่ท่านมหามากขึ้นอีก เพราะได้ทราบจากโยมพ่อว่า ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ อาตมาก็สวดมนต์ ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนานและทำสมาธิแล้ว เลยเป็นที่เลื่องลือกันไปทั้งวัด

นับจากนั้น ท่านมหาบอกว่า "เณรไม่ต้องเรียนแล้ว ถึงเวลาสอบก็ไปสอบกับเขา" จนกระทั่งสอบได้นักธรรมเอก

เป็นสามเณรอยู่หลายปี จนสอบได้นักธรรมเอก ก็ไม่คิดจะเรียนต่อสนใจแต่ในทางปฏิบัติกรรมฐาน ตั้งแต่วันบวชก็ปฏิบัติมาเรื่อย ไม่เคยเว้นเลย การเรียนก็ไม่ต้องไปเรียน ถึงกำหนดสอบก็ไปสอบ นับว่ามีเวลาในการปฏิบัติมาก ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์และท่านมหา เมตตาอาตมามาก เพราะเห็นว่ามีความประพฤติตัวดี ไม่ชอบเล่นหัวเหมือนเณรรูปอื่นๆ บางทีท่านมหาต้องไปกิจนิมนต์ภายนอกวัด ก็มาขอให้ไปสอนพระเณรแทน

เมื่อจบนักธรรมเอกแล้ว ก็เลยต้องเป็นครูสอนนักธรรมตรี ซึ่งพอปลีกเวลาไปสอนให้ได้ งานอื่นในการดำเนินกิจการของสงฆ์ ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ท่านก็ไม่รบกวน เพราะเห็นฝักใฝ่อยู่ในทางปฏิบัติกรรมฐาน

อันที่จริง ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมานั้น ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ถือธุดงควัตรเคร่งครัด เช่น ฉันหนเดียว ทำให้ต่อมาอาตมาก็ฉันหนเดียว ฉันในบาตรตามท่าน ตั้งแต่เป็นเณรสอบนักธรรมเอกใหม่ๆ

วันหนึ่ง ท่านมหามาชวนไปเป็นเพื่อน ที่วัดเดิมของท่าน เพื่อนมัสการอาจารย์อุปัชฌาย์ของท่าน ที่มรณภาพไปนานแล้ว พอไปถึง ท่านก็พาขึ้นไปบนศาลา พร้อมกับบอกว่า อาจารย์อุปัชฌาย์มรณภาพมาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว แต่ไม่เน่าเปื่อย นั่งขัดสมาธิขณะมรณภาพ ตอนนี้เขาใส่ตู้กระจกไว้บนศาลา มีคนมากราบไหว้บูชาขอโชคขอลาภเสมอ

พอไปถึงตู้กระจกที่ใส่ศพ มองเข้าไป อาตมาก็ตกตะลึงจังงังเพราะจำได้ว่าเป็นร่างของตัวเอง นี่มันอะไรกัน รู้สึกตัวชาไปหมดเมื่อจุดธูปเทียนบูชาแล้ว อาตมายังตื่นเต้นจนพูดไม่ออก แต่ถึงจะพูดก็คงไม่กล้าพูดออกไป มันเป็นความรู้เฉพาะตัว ยิ่งกับท่านมหาด้วยแล้ว ขืนพูดคงไม่ดีแน่…

ครั้นกลับวัดแล้ว ก็ได้ความรู้จากท่านมหาว่า อาจารย์อุปัชฌาย์ของท่าน ทรงแตกฉานในทางปริยัติมาก และเก่งในทางปฏิบัติด้วยทางไสยเวทวิทยาคม ก็ไม่น้อยหน้าใคร มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง แต่อาตมาไม่รู้จะถามใครว่า ทำไมอาตมาจึงจำได้ว่าอาจารย์อุปัชฌาย์ของท่านมหาเป็นตัวของอาตมาเอง และท่านมาเกิดเป็นอาตมาจริงหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่กล้าถามใคร

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๕. มีฌานหยั่งรู้ได้อย่างอัศจรรย์

20140304_111254

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๕. มีฌานหยั่งรู้ได้อย่างอัศจรรย์

การที่เป็นนักปฏิบัติ ทำให้อาจารย์อุปัชฌาย์กับอาตมารู้สึก มีความสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เวลาเข้าไปปฏิบัติรับใช้ ต้มน้ำ ชงชาให้ท่าน บางทีก็นวดให้ท่าน ซึ่งเป็นประเพณีนิยมกันมา ท่าน ก็มักถามว่า การปฏิบัติของอาตมาเป็นอย่างไร ใครแนะนำมาก่อน หรือ ก็ได้เรียนความจริงให้ท่านทราบว่า ยังไม่มีใครแนะนำ มันรู้เองเป็นเอง อยากปฏิบัติมาตั้งแต่ ๓ ขวบ และก็ได้ปฏิบัติเรื่อยมา

ท่านก็บอกว่า "เป็นบุญวาสนาของเณร ติดต่อสืบเนื่องมาแต่ อดีต ชาติก่อนคงปฏิบัติค้างอยู่ ชาตินี้จึงมาเกิดปฏิบัติต่อ ขอให้พากเพียรพยายามให้มาก จะได้พ้นทุกข์ในชาตินี้ เณรจะมีประโยชน์แก่พระพุทธศาสนามาก"

ตอนหนึ่งท่านถามว่า "เห็นโยมผู้ชายของเณรเล่าให้ฟังว่า เณรรู้เห็นอะไรมาตั้งแต่เด็กๆ เดี๋ยวนี้ยังรู้เห็นอยู่หรือไม่"

"ยังรู้เห็นอยู่ขอรับ ตอนยังไม่ได้บวชเณร มีคนมาให้ช่วยอยู่เสมอ บางครั้งก็รำคาญ พอบวชเณรแล้ว กระผมจึงไม่ต้องการให้ใครรู้ บางครั้งเห็นเหตุการณ์จะเกิดขึ้น ก็ไม่กล้าบอก เพราะรู้แล้ว ไม่มีเวลาปฏิบัติ กระผมเห็นว่าการรู้เห็นนั้น ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์"

"ถูกต้องแล้วเณร การปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้น ต้องตัดช่องน้อยเอาตัวให้รอดเสียก่อน ดูพระบรมศาสดาเป็นตัวอย่าง พระองค์ตรัสรู้แล้ว จึงสอนคนอื่น เณรมาได้ไกลแล้วนะ พยายามให้มากเข้า เออ…เรามาทดสอบกันดูซิ…ตอนนี้ท่านมหาจำเริญกำลังทำอะไรอยู่"

อาตมายกมือพนมขึ้น เรียนท่านไปว่า "ท่านมหาจำเริญกำลังไม่สบายใจมาก"

"ไม่สบายใจเพราะอะไร"

"เพราะโยมพ่อมาบอกว่า น้องสาวคนเล็กถูกคนฉุดเอาไป ยัง ตามไม่พบ ตอนนี้พอสรงน้ำเสร็จ จะมาปรึกษาหลวงพ่อว่าควรทำ อย่างไร"

"เออ!…เก่งจริง แล้วน้องสาวคนเล็กจะเป็นอะไรไหม"

"ปลอดภัยแล้วขอรับ ตอนนี้กำลังอยู่บนโรงพัก เจ้าคนฉุดสองคนก็ถูกจับได้"

"ทำไมจึงถูกจับ"

"ไปเจอตำรวจสายตรวจกลางทาง น้องสาวท่านมหาร้องให้ช่วย"

พูดเพิ่งจะจบ ก็เห็นท่านมหาจำเริญเดินขึ้นมาบนกุฏิ เข้ามานั่งกราบท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ แต่ยังไม่ทันจะพูด ท่านก็ยิ้มละมัย บอกว่า

"ท่านมหาไม่ต้องวิตก สั่งให้ใครไปบอกโยมที่บ้าน ให้ไปรับน้องสาวที่สถานีตำรวจเร็วเข้า"

"เอ๊ะ ท่านอาจารย์รู้ได้อย่างไร"

"อย่าเพิ่มถามตอนนี้ รีบๆไปเดี๋ยวจะดึกดื่น"

ท่านมหาลุกขึ้นกราบ แล้วลงกุฏิไป แต่ท่านไม่ได้ให้ใครไปบอก ท่านไปด้วยตนเอง สั่งโยมพ่อให้ชวนพรรคพวกไปสถานีตำรวจ ที่อำเภอ แล้วก็นั่งรออยู่ จนกระทั่งโยมพ่อพาน้องสาวกลับมาถึงบ้าน เอาใกล้สว่าง

กลับมาถึง ท่านมหาก็ตรงมาที่กุฏิท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ กราบท่านแล้วกล่าวว่า

"หลวงพ่ออาจารย์รู้เรื่องน้องสาวผมไปอยู่ที่โรงพักได้อย่างไร?"

ตอนนั้น อาตมาก็อยู่ในที่นั้นด้วย เพราะไปเตรียมบาตรสำหรับ ท่านอุปัชฌาย์ออกบิณฑบาตตามกิจวัตรที่ท่านไม่เคยขาดเลย นับเป็นธุดงค์ข้อหนึ่ง ท่านชายตายิ้มๆมาที่อาตมา แล้วพูดขึ้นว่า

"ท่านมหาเอาแต่ทางปริยัติ ไม่เอาทางปฏิบัติด้วย เห็นจะเอาตัวไม่รอด อย่ามาสนใจว่ารู้ได้อย่างไร จงไปคิดดูว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ดีกว่า บวชเข้ามาสู่เพศสมณะแล้ว ต้องพยายามให้ครบศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะยั่งยืนในพระศาสนานี้"

พูดจบท่านก็ลุกขึ้น เตรียมครองจีวรเพื่อไปบิณฑบาต ตอนนั้นท่านมหาก็หน้าสลดลง ลุกขึ้นกราบแล้วลงจากกุฏิไป

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๖. ธรรมเกิด ปัญญาเกิด

20140304_111327

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๖. ธรรมเกิด ปัญญาเกิด

ปีนั้นอายุอาตมาได้ ๑๙ ปีเต็ม พอออกพรรษา ท่านอาจารย์ บอกว่า

"ออกพรรษานี้ เณรจะไปธุดงค์กับอาจารย์ไหม?"

อาตมาปีติยินดีอย่างบอกไม่ถูก ลุกขึ้นกราบแล้วตอบว่า

"ไปขอรับ"

จากนั้นก็ไปหาโยมทั้งสอง บอกว่าจะออกธุดงค์กับท่าน อาจารย์ขอบิณฑบาตกลด ๑ หลัง บริขารอย่างอื่นมีครบแล้ว โยมพ่อถามว่า

"ทำไมไม่รอให้บวชพระเสียก่อนค่อยไป ยังอายุน้อยนัก จะทนได้หรือ เพราะการเดินธุดงค์นั้นต้องเดินทางไกล บุกป่าฝ่าดง อดๆ อยากๆ"

อาตมาได้ตอบท่านไปว่า "หลวงพ่ออาจารย์บอกว่า จะให้ไปทดลองปฏิบัติดู ถ้าเห็นว่าทนไม่ไหว ก็จะพากลับ"

เป็นอันว่า โยมทั้งสองตกลงยินยอม จัดหากลดให้ตามที่ต้องการ แม้จะมีความห่วงใยในฐานะที่เป็นบุตร แต่ท่านก็รู้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไร กุลบุตรใด เมื่อบวชเข้ามาในพุทธศาสนาแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีญาติ ไม่มีบ้าน อาศัยป่าช้าเรือนร้างป่าเขาและถ้ำ เที่ยวไปเพื่อหาทางหลุดพ้น ซึ่งโยมทั้งสองก็ได้แต่อนุโมทนา

ก่อนออกเดินทางสองวัน ท่านมหาจำเริญมากราบนมัสการท่านอาจารย์ ขอคำแนะนำแนวทางที่จะปฏิบัติกรรมฐาน ควรจะเริ่มต้นอย่างไร ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์อนุโมทนาด้วย ที่ท่านมหาได้หันเข้า มาสู่ทางปฏิบัติ และได้แนะนำว่า สัญญาความจำได้หมายรู้ ที่ได้เล่า เรียนมาในทางปริยัตินั้น ขอให้ปล่อยวางให้หมด จงเริ่มต้นด้วยกรรมฐานให้ดีเสียก่อน เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ปัญญา

อนึ่งอย่าปฏิบัติแบบก้าวกระโดด อย่างที่สอนๆกันว่า พอทำสมาธิได้ถึงขั้นอุปจารสมาธิแล้ว ก็พอแก่การที่จะนำกรรมฐานอื่นๆ มาพิจารณาให้เกิดปัญญา เช่น กายคตาสติ อาการ ๓๒ มาพิจารณาเป็นอย่างๆ การปฏิบัติอย่างนี้ เท่ากับเอาสัญญาความจำภายนอก ที่ได้เรียนทางปริยัติมาเป็นหลักพิจารณา ก็จะได้แต่ของนอกๆ ที่จดจำ หรือรู้อยู่แล้ว ไม่เกิดปัญญาจากภายในให้รู้ทะลุปรุโปร่งไปได้ เรียกว่า วนเวียนอยู่กับสัญญา อาการ ๓๒ มีอะไรบ้างก็รู้ แต่ไม่เห็นตัวอนิจจังชัดเจน นักปฏิบัติมาติดกันอยู่ตรงนี้ เพราะปฏิบัติแบบก้าวกระโดด ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะสมาธิแค่อุปจาระ มันยังไม่ตั้งมั่นพอ ยังมีอารมณ์กิเลสแทรกเข้ามาเป็นบางขณะ หรือจะเรียกว่า ญาณยังไม่แก่กล้าพอ

ฉะนั้นผู้ปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติกรรมฐานให้เต็มขั้นเสียก่อน คือให้ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ หรือฌาน ๔ และต้องให้มีความชำนาญคล่องแคล่วในการเข้าการออก นึกจะเข้าถึงอัปปนาก็ได้ทันที ในสภาวะแบบนี้ จะไม่มีอารมณ์กิเลสใดๆเข้ามาได้ จิตเป็นหนึ่ง คือเป็นเอกัคตา อุเบกขาไปเลย

เมื่อจะทำปัญญาให้แจ้ง จึงถอดจิตออกมาสู่อุปจารสมาธิ แล้วนำธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งมาพิจารณา เช่น พิจารณาอาการ ๓๒ ก็เอาแต่ส่วนเล็บอย่างเดียว หรือเพ่งการเกิดดับก็เพ่งไปตามถนัด เพราะเหตุที่จิตยังมีเชื้อของอัปปนาสมาธิ หรือเอกัคตาเนืองนองอยู่ ปัญญารู้แจ้งก็จะเกิดขึ้นมาเอง

รู้อย่างไร? ก็รู้ว่าเล็บที่เราเพ่งเป็นอารมณ์นั้น มีภาพเปลี่ยนแปลงขึ้นมาให้เห็นตามความเป็นจริง หรือการเกิดดับ เราก็จะเห็นภาพของการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย แม้กระทั่งตายลงไปแล้ว ร่างกายก็จะแปรปรวนไปให้เห็นว่า ผิวหนังมันขึ้นอืด พองเป่ง แตกปริ มีน้ำเหลืองไหล มีหนอนชอนไชเกิดขึ้นแล้วก็เห็นเข้าไปภายในตับ ไต ไส้ พุง เส้นเอ็น กระดูก

การเห็นอย่างนี้ บางคนก็เห็นโดยตลอด บางคนก็เห็นเป็นบางส่วน บางคนก็เห็นส่วนต่างๆ แยกออกมาเป็นส่วนๆ เป็นกองๆ แล้วก็กลับรวมกันอีก แต่จะเห็นอย่างไรก็ตาม ท่านก็ให้เพ่งพิจารณาอยู่ ด้วยความมีสติ จนกระทั่งรู้แจ้งชัดว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็น อย่างไร ควรจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหรือไม่ อันนี้จึงเรียกว่า ปัญญาเกิดเอง ธรรมเกิดเอง เป็นธรรมชาติที่นำไปสู่ความจริงแท้แน่นอน

ท่านมหาจำเริญเรียนถามว่า "เมื่อธรรมเกิดเองเช่นนี้ จะถือว่า เป็นการบรรลุขั้นสูงสุด คือถึงความหลุดพ้นหรือยัง เพราะในสมัยพระพุทธองค์ มีสาวกบางท่านได้ฟังธรรม ตรองตามจนเห็นจริงก็ได้บรรลุพระอรหันต์"

ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ยิ้มตอบว่า พระสาวกที่ได้ฟังธรรมแล้ว สำเร็จเป็นอรหันต์เลยนั้น เป็นกรณีพิเศษ คือเป็นผู้ที่สร้างสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติจนเต็มเปี่ยมแล้ว หรือถ้าจะพูดถึงความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ท่านก็เบื่อเสียจนล้นหัวอก จนแทบจะระเบิดออกมา เบื่อมาหลายภพหลายชาติเช่นกัน ท่านเหล่านี้เพียงสะกิดนิดเดียวก็สามารถละวางหลุดพ้นได้ พระพุทธเจ้าท่านก็เคยเบื่อ เมื่อเห็นสนมกำนัล นางบำเรอ นอนด้วยอาการต่างๆ ดูดุจซากศพในป่าช้า เคย เกิดเบื่อเมื่อเห็นสภาพความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ถูกปิดบังไม่ให้แลเห็น ตั้งแต่ยังเป็นพระราชกุมาร แม้เช่นนั้นกว่าจะตรัสรู้ได้ ก็ยังต้อง ใช้เวลาอีก ๖ ปี

พระยสกุลบุตร ก็เหมือนกัน ท่านมีบุญวาสนาบารมีมาก เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี มีปราสาท ๓ ฤดูอยู่ มีนางบำเรอพรั่งพร้อม ตื่นขึ้นมาในตอนดึก เห็นพวกนางบำเรอนอนไม่เป็นสมฤดี มีอาการต่างๆ ถ้า เป็นคนธรรมดาก็น้ำลายยืด แต่ท่านกลับเห็นว่าน่าเบื่อ น่าสังเวช เหมือนซากศพในป่าช้า แล้วอุทานออกมาว่าที่นี่วุ่นวายหนอ แต่งตัว ใส่รองเท้าได้ ก็ลงบันไดเดินเข้าไปในป่า จนพบพระพุทธเจ้าในป่า อิสิปตนมฤคทายวัน

แต่สำหรับเราๆนี้ เราไม่รู้ว่าในชาติภพก่อนๆ เราได้สร้าง บุญบารมี เช่น ทาน ศีล ภาวนา มาแค่ไหน เต็มเปี่ยมหรือยัง หรือ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพราะเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาเต็มอกหรือยัง เมื่อมาปฏิบัติจนกระทั่งเห็นธรรมเกิดขึ้น เอง ก็ให้ถือว่า ได้เห็นความจริงเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เราจะต้องพาก เพียรอดทนปฏิบัติต่อไปอย่างไม่ลดละ

ทั้งนี้ก็เพราะธรรมที่เกิดขึ้นเอง อาจทำให้เกิดเบื่อหน่ายคลาย กำหนัดอย่างฉาบฉวย ไม่ถึงกับเบื่อย่างเต็มที่ จนละขันธ์ ๕ รูป นามลงไปได้เด็ดขาด เรียกว่า ตัดไม่ได้จริง ยังเบื่อไม่จริง เราต้องเฝ้า พิจารณา ดำเนินตามสติปัฏฐาน ๔ คือรูป เวทนา จิต ธรรม ซ้ำๆ ซากๆ จนมันเบื่อชนิดถอนรากถอนโคน เด็ดขาดลงไป ที่ว่าธรรมเกิด เอง ที่กล่าวมาแล้ว มันแค่เริ่มเบื่อรูปเท่านั้น ยังเบื่อไม่หมดด้วยซ้ำ ไป กาย เวทนา จิต ธรรม อะไรก็ยังไม่ได้พูดถึง

ฉะนั้น อย่าไปอยาก อย่าไปคิดอะไร ที่มันไกลตัวออกไป เอา เพียงปฏิบัติกรรมฐานให้เต็มขั้น มีสติตั้งมั่น คอยดูแต่ปัจจุบัน ใน กายในจิตของเราเท่านั้น พยายามทำจิตให้สะอาด ปราศจากอารมณ์ กิเลสที่วิ่งเข้าวิ่งออก แวบไปแวบมา ทำจิตให้สว่าง คือ ว่างเปล่า จนสงบระงับลง เพียงแค่นี้ก็จะเป็นฐานเบื้องต้น ให้ธรรม ให้ปัญญา เกิดตามมา ข้อสำคัญก็ขอให้ปฏิบัติต่อเนื่องกันไป อย่าทำๆ หยุดๆ ขาดช่วง ขาดจังหวะ

จากนั้น ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ก็แนะนำในการนั่ง ในการเดิน จงกรม ซึ่งถือว่าสำคัญมาก และแนะนำถึงการถือธุดงค์ว่า ไม่ใช่รู้ เฉพาะว่าธุดงค์มี ๑๓ อะไรบ้าง แต่ต้องเอามาปฏิบัติให้ได้ทุกข้อ การ ออกป่าเดินธุดงค์นั้น เป็นเพียงข้อหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีก ๑๒ ข้อ ถึงอยู่ ในวัดก็ปฏิบัติได้ บิณฑบาตฉันในบาตรหนเดียว ไม่รับอาหารหลังจาก ฉันแล้ว ล้วนเป็นธุดงค์ที่ทำได้ทั้งนั้น

ป่าหลังวัด มีต้นไม้ร่มเย็นมากมาย จะถืออยู่โคนไม้ก็ทำได้อีก ข้อสำคัญต้องเอามาฝึกทำดูว่า เราจะทำได้จริงหรือไม่ เท่ากับฝึก ตนเองให้อยู่ในกรอบขอบเขต เมื่อออกป่าไปหาวิเวกจริงๆ ซึ่งยาก ลำบากกว่าในวัด ก็จะเคยชินทำได้ไม่แปลกอะไร

ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ ได้ถือโอกาสปรารภว่า "ที่วัดนี้แต่เดิม เขาสร้างวัดและปฏิบัติกันมา แบบตามใจชาวบ้าน ไม่ได้ตามธรรมวินัย ลูกชาวบ้านที่เข้ามาบวช ก็บวชตามประเพณี ๑ พรรษาบ้าง ๓ พรรษาบ้าง ก็สึกหาลาเพศกันไป จะเอาธรรมวินัยมากำกับอย่าง เคร่งครัดก็ยาก กลัวชาวบ้านเขาจะเบื่อ ไม่มีใครอยากมาบวช เป็น สมภารไม่ตามใจชาวบ้านเขาก็ไม่ชอบ มักมีข้อขัดแย้งกันเสมอ

ลูกหลานใครสอบธรรมบาลีได้ ก็ถือว่ามีหน้ามีตา เอาไปเทียบ แข่งขันกับวัดอื่น ใครจะได้มากกว่ากัน มีการฉลองกันเอิกเกริก แต่ไม่ มีใครคิดถึงการปฏิบัติเลย กลายเป็นปริยัติสำคัญกว่าปฏิบัติไป เขาไม่ เคยรู้ว่าเป็นปริยัติแล้วไม่ปฏิบัติ มันมีทางลงนรกได้ทุกขณะ ภิกษุถือศีล ๒๒๗ ข้อ แต่เมื่อไม่ปฏิบัติแล้ว พิจารณาให้ดี จะเห็นว่าแค่ศีล ๕ ยังไม่ครบเลย มองเห็นนรกอยู่ชัดๆ ผมมาเป็นสมภารที่วัดนี้ ๘ ปี ยังแก้ไขอะไรให้เป็นไปตามธรรมวินัย ให้พระหันเข้ามาในทางศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้ เพราะเราตามใจชาวบ้านเขามาจนเคยตัว ได้ ฟังท่านมหาบอกว่า จะหันมาในทางปฏิบัติบ้าง ผมก็ดีใจขออนุโมทนา ด้วย ขอให้ปฏิบัติไปให้รู้จริงเห็นจริงด้วยตนเอง ท่านก็จะรู้ว่า พระพุทธ ศาสนาของเราจะยั่งยืนต่อไปได้ ไม่ใช่ปริยัติอย่างเดียว จะต้องปฏิบัติด้วย

จุดประสงค์ของพระพุทธเจ้า ที่ให้การอุปสมบท ก็เพื่อให้บรรลุ ถึงความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เรียนแล้วไม่ทำ ไม่ประพฤติปฏิบัติ มันสืบ อายุพระพุทธศาสนาไม่ได้จริง ทุกวันนี้ก็เห็นๆกันอยู่ ห่มผ้าเหลืองไป หลอกชาวบ้านเขากินเป็นของสนุก เดชะบุญที่ชาวบ้านเขายังอยู่ใน ฐานะยอมให้หลอกได้ มิฉะนั้นพุทธศาสนาคงจะถูกย่ำยีมากกว่านี้

หมั่นปฏิบัติเถอะท่านมหา ให้รู้ทั้งปริยัติและปฏิบัติด้วย ชาวบ้านเขา จะได้เชื่อถือ จะได้ร่วมมือกันทำวัดของเราให้อยู่ในธรรมวินัย ตาม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง"

"ในเรื่องนี้ หลวงพ่ออาจารย์เคยมีโครงการไว้อย่างไรขอรับ" ท่านมหาเรียนถาม

"ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าโครงการ มันฟังใหญ่โตเกินไป ผมเพียงแต่ คิดว่า วัดเราก็มีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๑๐๐ กว่าไร่ จึงคิดจะแบ่งเป็น สองส่วน คือ แบ่งเป็นฝ่ายตามใจชาวบ้านส่วนหนึ่ง ฝ่ายตามใจ พระพุทธเจ้าส่วนหนึ่ง

ฝ่ายตามใจชาวบ้านก็คือเราไม่ทำลายความนิยมของเขา นิยม บวชตามประเพณีก็บวชให้ นิยมเรียนธรรมบาลีก็มีให้ การบวชการ สึกก็แล้วแต่เขา

อีกส่วนหนึ่ง จะรับเฉพาะคนที่มีศรัทธา ต้องการเข้ามาปฏิบัติ จริงๆ เราจะรู้แน่ชัดว่าเขาศรัทธาจริงหรือไม่ ก็ต้องให้การบวชนั้นเป็นของ ยาก ก่อนบวชต้องมานุ่งขาวห่มขาว ถือศีล ๘ ก่อน ๓ เดือน ๖ เดือน สอนให้รู้ข้อวัตรปฏิบัติของพระ สอนให้รู้จักธุดงค์ สอนการ ปฏิบัติเบื้องต้นของพระ เมื่อบวชเข้ามาแล้ว จะได้เป็นพระแท้พระจริง มีอาการสำรวม แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยเขาสมัครใจ นอกจากนี้ก็รับภิกษุ ที่เคยปฏิบัติมาแล้ว จะได้มาช่วยกันได้

เมื่อแบ่งส่วนออกไปเช่นนี้ ก็จะได้เป็นแบบอย่างที่ดี ให้ส่วน ที่บวชตามประเพณี ตามใจชาวบ้าน ได้รู้ได้เห็น ใครคิดได้จนเกิดศรัทธา ก็จะได้ปฏิบัติตาม

อีกอย่างก็จะให้ชาวบ้านเปรียบเทียบระหว่างพระปฏิบัติและ ไม่ปฏิบัติ อย่างน้อยเขาก็จะมองเห็นว่า ผู้มุ่งเข้ามาปฏิบัตินั้น เขา ตัดประเพณีสิ้นเปลืองค่าบวชลงไปได้มาก ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้อง ทำขวัญนาค จากชีปะขาวก็บวชเลย ไม่มีการแห่แหน เลี้ยงดู กินเหล้า เมายา ซึ่งเป็นบาปมากกว่าบุญ เมาเหล้าเข้าวัด ไปไม่ถึงสวรรค์

แต่ที่ผมยังทำอะไรไม่ได้ ก็เพราะยังขาดกำลัง ได้แต่รอๆ อยู่ ต้องมีคนช่วย ต้องมีคนทำ นำชาวบ้านเขาได้ ตอนนี้ก็ใกล้เข้ามาแล้ว ท่านมหาเข้ามาปฏิบัติผมก็เบาใจ ผมเองก็คงอยู่ไม่นาน ได้ท่านมหา ทำแทนก็หมดห่วง"

แล้วท่านก็ชี้มาที่อาตมา บอกว่า "เณรนี้ไม่ใช่เณรธรรมดา ท่านมหาก็รู้ว่า เขาปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง มาแต่อายุได้ ๓ ขวบ จะ เรียนนักธรรม เขาก็มีความทรงจำสมบูรณ์ ไม่ต้องสอนก็สอบได้ถึง นักธรรมเอก ผมเคยได้ยินเณรสวดปาติโมกข์อยู่ในกุฏิ เข้าไปดูไม่เห็นมี หนังสือให้ใช้ท่องสักเล่ม เณรสวดออกมาได้เอง ไม่ติดขัด ต่อไปก็จะ เป็นกำลังสำคัญของท่านมหาอีกรูปหนึ่ง และเป็นกำลังสำคัญของ พระพุทธศาสนาด้วย เรื่องน้องสาวท่านมหาถูกช่วยไปที่โรงพัก เณร เขาก็บอกได้เช่นเดียวกับผมรู้"

ท่านมหาจำเริญ ท่านมีความรักความเอ็นดูสามเณรมาแต่ครั้ง มาบวชใหม่ๆ ยิ่งเห็นความสามารถอันอัศจรรย์ ตอนมาเรียนนักธรรม ก็ยิ่งชื่นชมยินดี บางครั้งถึงกับไว้วางใจให้ทำการสอนแทน จึงมีความ สนิทสนมกับสามเณรคืออาตมาเสมอมา เมื่อเห็นท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ บอกเช่นนั้น ก็หันไปยิ้มกับสามเณร พูดว่า

"กลับจากธุดงค์คราวนี้ หลวงพี่คงต้องขอเป็นศิษย์เณรบ้าง ในทางปฏิบัติ"

สามเณรตอบว่า "ผมจะเป็นอาจารย์สอนหลวงพี่ได้อย่างไร เคยแต่เป็นลูกศิษย์ ผมไม่กล้าสอนหลวงพี่หรอก"

"ทางพุทธศาสนาของเรา ท่านไม่ถืออาวุโสหรือวัยวุฒิ เป็นสำคัญ ท่านถือคุณธรรมสำคัญกว่า ในสมัยพุทธกาลสามเณร สอนพระเถระผู้เป็นพหูสูต ซึ่งเชี่ยวชาญธรรมวินัย ให้บรรลุพระอรหันต์ ก็มี ทำไมจะสอนหลวงพี่ไม่ได้ เพราะหลวงพี่เองเอาแต่เรียนปริยัติ ส่วนทางปฏิบัติไม่รู้เรื่องเลย คิดไปก็น่าเสียดายเวลา นับว่าบวชมา เปล่าโดยแท้"

"มันเป็นอนิจจังครับหลวงพี่ มนุษย์และสัตว์ต่างก็หมุนเวียน ไปตามกรรมของตน ชาติก่อนผมอาจเคยเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ของ หลวงพี่ มาชาตินี้ผมกลับมาเป็นลูกศิษย์ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อะไรจะดับก็ให้มันดับ หรือให้มันเป็นไปเถอะครับ อย่าไปหมายมั่น ปั้นมือ ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงเวลาก็เป็นไปเอง หลวงพี่ คิดจะปฏิบัติธรรม ก็เป็นกุศลที่น่าอนุโมทนา แต่ก็ต้องระวัง เพราะ เป็นท่านมหานี่ ชาวบ้านเขาชื่นชม ไม่ว่าหญิงหรือชาย สาวๆก็อาจ นิยมมากเป็นพิเศษ หมั่นปฏิบัติวัตถาก หลวงพี่อย่าเผลอก็แล้ว กัน เดี๋ยวจะไม่ได้ปฏิบัติ"

ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ได้ยินสามเณรโต้ตอบกับท่านมหาจำเริญ ก็หัวร่อชอบใจ "ฟังไว้นะท่านมหา…ฟังไว้ เณรพูดได้หลักแหลมที เดียว มีท่าทางจะเป็นอย่างนั้นไหมละ?"

"ก็มีเค้าอยู่ขอรับ หลายคนเสียด้วย แต่ผมไม่ได้สนใจ หลีก เลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง เพราะยังรักผ้าเหลืองอยู่"

"รักผ้าเหลืองอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องเอาทางปฏิบัติและ ธรรมวินัยเข้าช่วย ทางวินัยก็อย่ารับแขกสาวๆ ตามลำพัง ต้องให้ พระเณรมานั่งเป็นเพื่อนด้วย แม้กระนั้นก็อย่าคุยนาน ต้องหากิจวัตร ที่จะหลีกไปทำ เพื่อให้เขาจำเป็นต้องกลับไป ควรสำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มาก ทางปฏิบัติก็ต้องเร่งทำสมาธิ ให้มาก เพื่อให้เกิดสติเท่าทันกิเลส ความยินดีกำหนัด ไม่นำไปปรุงแต่ง ให้เป็นเรื่องราวยาวออกไป

ผู้หญิงมาทำตาหวานเยิ้มให้ ไม่ว่าใครก็อดคิดปรุงแต่งไม่ได้ว่า เขารักเรา พอมีคำว่ารักขึ้นหน้า มันก็เกิดความคิดปรุงแต่งกันไปใหญ่ ท่านจึงแนะนำให้พระเรา เข้าไปอยู่ในป่าช้าเสียบ้าง เป็นวัตรได้ยิ่งดี จะได้พิจารณาอสุภกรรมฐาน เห็นความตายเน่าเปื่อยผุพัง เปรียบเทียบกับความสวยงาม ซึ่งที่สุดก็จะเป็นเช่นเดียวกัน"

"หลวงพ่ออาจารย์พูดเช่นนี้ ผมชักไม่ไว้ใจตัวเองเสียแล้ว อยาก ติดตามหลวงพ่อไปธุดงค์ด้วย"

"อย่าเอาถึงอย่างนั้นเลย" ท่านอาจารย์กล่าวพร้อมกับเสียหัวเราะ แล้วหันไปทางเณร

"ว่าอย่างไรเณร ไปพูดให้ท่านมหาไม่ไว้ใจตัวเองเสียแล้ว"

"หลวงพี่ครับ การไม่ไว้ใจตัวเอง เป็นความไม่ประมาท ผมมองเห็นว่า ถ้าหลวงพี่จะพากเพียรปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ช้าก็จะได้เห็น ธรรมที่เกิดขึ้นเอง จริตของหลวงพี่ คือ หมั่นพิจารณาอสุภกรรมฐานจึงจะได้ผล ไปถือธุดงค์ข้อที่ว่าอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ก็จะสิ้นเรื่อง กลางวันออกมาปฏิบัติกิจของคณะสงฆ์ กลางคืน ๖ โมงเย็นไปอยู่ในป่าช้า ปลูกกระต๊อบขึ้นสักหลังหนึ่ง เคร่งครัดปฏิบัติถวายชีวิตต่อพระพุทธเจ้า จะไม่มีอิตถีมาร หรือมารร้ายต่างๆมารบกวน"

ท่านมหาหันไปดูท่านอาจารย์ แล้วก็หันไปทางสามเณรถามว่า "เณร ว่าอย่างนั้นจริงๆหรือ เอาล่ะ หลวงพี่จะทำตาม"

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๗. ธุดงคจาริก

20140125_114350

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๗. ธุดงคจาริก

ต่อมาอีก ๒ วัน หลังจากอาจารย์กับศิษย์สามเณรฉันเช้าแล้ว ก็ แบกกลด สะพายบาตรออกจากวัดที่สระบุรี มุ่งขึ้นไปทางภาคอีสาน จุด หลายปลายทางคือจังหวัดเลยและหล่มสัก เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ ป่ายังอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยภูเขาเป็นพืด และถ้ำมากมาย ดูเขียวชอุ่ม ชุ่มชื่นตลอดทั้งปี

การเดินทางครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์อุปัชฌาย์พยายามเลี่ยงเส้นทาง คมนาคมสายใหญ่ ที่มีรถรามาก โดยลัดเลาะไปตามทุ่งนาป่าเขา และไม่ เดินให้ไกลนัก ห่วงสามเณรจะทนไม่ไหว เพราะเพิ่งจะออกธุดงค์เป็นครั้งแรก

จากสระบุรีก็แวะปักกลดที่แก่งคอย ในป่าช้าของวัดหนึ่ง ท่าน อาจารย์เคยเดินเป็นประจำทุกปี จึงรู้จักทางที่จะลัดเลาะไปได้ดี

ภายในป่าช้าแห่งนี้ มีต้นไม้ปลูกเป็นแถวเป็นแนวร่มรื่น ดูเป็น ป่าช้าที่พัฒนาแล้ว มีฮวงซุ้ยตั้งเรียงราย มีเมรุเผาศพที่สวยงามทันสมัย มีศาลาใหญ่สำหรับผู้มาเผาศพ จะได้นั่งพักระหว่างทำพิธี ไม่มีสิ่งใด น่ากลัวเลย

มองเห็นจิตวิญญาณทั้งหลาย มีใบหน้ายิ้มแย้มผ่องใส มีอาหารที่ ญาติพี่น้องมาทำบุญอุทิศให้อย่างอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นพวกจิตวิญญาณ ที่ใจดี

ฝ่ายอกุศลจิต จะมีจิตวิญญาณที่อยู่ในฐานะลำบาก เห็นพวกไม่มี ญาติ ถูกเขาฆ่าตาย ชาวบ้านเอามาเผาที่ป่าช้านี้ เป็นการสงเคราะห์ จึงมีความอดอยาก ไม่มีที่อยู่อาศัย หน้าตาเศร้าหมอง ซึ่งนับว่าน่าสงสาร

เมื่อท่านอาจารย์กางกลด จัดสถานที่เรียบร้อย จิตวิญญาณเหล่านั้น เขาก็ชื่นชม พากันมาขอฟังธรรมโดยเรียบร้อย หลวงพ่อเล่าให้ฟังตอน หลังว่า จิตวิญญาณบางดวง ก็เคยรู้จักคุ้นเคย เพราะท่านเคยมาเทศน์ โปรดจิตวิญญาณในปีก่อนๆ เขายังไม่ถึงเวลาไปเกิด หรือย้ายไปจุติ ในภพภูมิอื่น

หลวงพ่อได้เทศน์โปรดระยะหนึ่ง อาตมามองไปที่พวกผีไม่มีญาติ เห็นเขานั่งอยู่ท้ายแถว หน้าตาไม่ผ่องใส เมื่อหลวงพ่อเทศน์เสร็จแล้ว ก็เรียกเขาเข้ามาใกล้ แผ่เมตตากรวดน้ำให้ บอกให้ไปเกิดในภพภูมิอื่น ได้แล้ว อย่ามาเฝ้าป่าช้าให้ลำบากอยู่เลย เขาต่างก็พากันปีติยินดี กราบ แล้วพากันถอยออกไป อย่างมีอาการลิงโลด

สัตว์ทั้งหลายต่างปรารถนาสุขด้วยกันทั้งสิ้น แต่ขาดสติที่จะพิจารณา ถึงกรรมดี กรรมชั่ว แยกแยะไม่ถูก เช่นเดียวกับมนุษย์ในสังคมของเรา บางกลุ่มบางพวกในขณะนี้ จึงมีทั้งคนที่ทำกรรมดี และทำกรรมชั่ว มากมาย น่าสังเวชสลดจิต

แต่ผู้ที่มักทำกรรมชั่ว เป็นอกุศล ไม่รู้บุญรู้บาป บ้างก็เที่ยวตกปลา ล่าสัตว์ ทำลายชีวิตซึ่งกันและกัน มีอาชีพที่น่ากลัวอันตราย เช่น มือปืน รับจ้าง ยังมีพวกรับจ้างฆ่าคนโดยทางลับ ปล่อยคุณปล่อยไสย ให้เขา ตายไปโดยไม่รู้สาเหตุ

การกระทำของคนเหล่านี้ ไม่เป็นความลับในโลกของวิญญาณ เขาจะต้องได้รับผลแห่งกรรม ตกนรกอเวจีไม่มีเวลาสิ้นสุด

พวกหลอกลวงต้มตุ๋น โกหกมดเท็จ ทำให้ผู้อื่นเสียหายก็เช่นเดียว กัน พวกลักขโมยปล้นสะดม ฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาทรัพย์สิน ทางโลกวิญญาณ จะไม่มีวันยกโทษให้

พวกผิดลูกเมียผัวเขา แม้แต่คนใช้ในปกครองของเขา ต้องมีบาป หนักหนาสาหัส แม้บางคนเอาลูกมาบำเรอความใคร่ และแม้แต่คน ใช้ เลขานุการ โดยอ้างเอาความกตัญญู หรือบุญคุณที่เขาจะต้องตอบ แทนตน ก็เป็นบาป ถูกไฟนรกเผาไหม้ให้ได้รับทุกข์ทรมาน

อันที่จริง พระผู้เป็นเจ้าก็ย่อมจะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ปรารถนา จะช่วยพาจิตวิญญาณขึ้นสวรรค์ไปทั้งหมด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

แต่สาวกของพระองค์มีมากเหลือเกิน เป็นร้อยเป็นพันล้านคน ญาติพี่น้องของผู้ตายก็ผลักภาระไปให้พระองค์แต่องค์เดียว โดยเพียง แต่ปักไม้กางเขน เป็นเครื่องหมายให้พระองค์รู้เท่านั้น จะทรงขนจิต วิญญาณขึ้นสวรรค์ไปได้หมดสิ้นอย่างไร

ส่วนไทยเรา ไม่ยอมรอพระผู้เป็นเจ้า และไม่คิดจะผลักภาระให้ พระผู้เป็นเจ้าแต่องค์เดียว ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทำบุญอุทิศส่วน กุศลให้จิตวิญญาณของพี่น้องพ่อแม่ของตนอีกทางหนึ่ง แม้ยังไม่ได้ ขึ้นสวรรค์ ก็ยังมีอยู่มีกิน ประทังชีวิตไปได้

ได้ส่งจิตไปถามหลวงพ่ออุปัชฌาย์ที่กลดซึ่งอยู่ห่างกันว่า "จะช่วย เขาได้อย่างไรดี ดูน่าสงสารมาก บางคนเขาเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าดี ไม่ได้ ทำบาป แต่ก็ไม่ได้ทำบุญ หรือไม่มีใครทำอุทิศให้ จะไปเกิดใหม่ บุญก็ ยังไม่พอจะไปเกิดได้ บางคนอยู่นานเกินไป จนมืดมัวไปหมด ไม่รู้จะ ไปทางไหนถูก"

หลวงพ่อตอบมาว่า "พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เมตตา ไม่เลือกว่าจะ เป็นใคร ศาสนาไหน ชนชาติใด ย่อมเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เราเข้ามาพักในป่าช้าของเขา ก็เป็นบุญที่เขาจะ ได้ไปผุดไปเกิดมากด้วยกัน จงแผ่เมตตา กรวดน้ำอุทิศกุศลของเราที่ เฝ้าบำเพ็ญเพียรมา ให้แก่เขาเถิด"

การอุทิศส่วนกุศลนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก ก็อยากจะบอกกล่าวญาติโยม ที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนว่า ถึงท่านจะทำบุญให้ทาน อย่างไทยพุทธไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ทรงห้าม ไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล ท่านอาจจะถือศีลแบบ ของท่าน อาจจะบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ช่วยเด็กพิการอนาถา ท่านก็สามารถอุทิศกุศลไปถึงญาติพี่ น้องที่ตายไปแล้ว ให้เขาได้รับได้ โดยทำจิตของท่านให้สงบ นึกอุทิศ ด้วยการออกชื่อของเขา ก็จะทำให้เขาได้รับกุศลได้

ในสมัยทุกวันนี้ บาทหลวง แม่ชี (ซิสเตอร์) ต่างก็สนใจในการฝึก เดินจงกรม ทำสมาธิกันมากขึ้น เพื่อซักฟอกจิตของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

อันนี้ ก็นับว่าเป็นกุศลเหนือสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อปฏิบัติจบสิ้นแล้ว ก็นึก อุทิศกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่เป็นญาติของท่าน หรือจะอุทิศให้สรรพ สัตว์ไปด้วยก็ได้ บุญจะได้เพิ่มพูน ไม่รู้จักหมด

ที่นำเอาป่าช้าคริสต์มาเล่าแทรกไว้ ไม่มีเจตนาจะหมิ่นศาสนาใด แต่เป็นการบอกบุญ เพื่อประโยชน์สุขของจิตวิญญาณที่ถูกทอดทิ้งให้ อดอยาก เป็นที่น่าสงสาร และบอกทางที่ญาติพี่น้องจะอุทิศส่วนกุศล ให้เขาได้ ถึงไม่ใช่อาหาร ก็จะทำให้เขาไปเกิด พ้นทุกข์ได้เร็วขึ้น

พระพุทธเจ้าของเรา ทรงมีเมตตาอย่างกว้างขวาง เผื่อแผ่ไปทุก สรรพสัตว์ สมัยพุทธกาล มีเจ้าลัทธิศาสนาเป็นอันมาก เมื่อข้องใจหรือ อยากรู้ปัญหาธรรมที่ยังไม่กระจ่าง ก็มักจะมาตั้งปัญหาถามพระองค์ จน สิ้นความสงสัย เกิดศรัทธาบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลเป็นอัน มาก บางทีก็มาแบบลองดี หวังเอาชนะ พระองค์ก็ไม่ถือสา เพราะ ทรงเมตตา หวังช่วยเขาให้เข้าใจตามความเป็นจริง

พระพุทธศาสนา จึงมีเมตตาธรรม ไม่เคยขัดเคือง เป็นศัตรูกับ ศาสนาใด ไม่เคยขัดแย้ง จนถึงต้องทำสงครามศาสนากับชาติใด

เราอาจมีผู้นับถือน้อย เป็นที่สามของศาสนาอื่น เพราะเราไม่เคย เอาอำนาจทางการเมืองไปบังคับกดขี่ใครให้นับถือ อย่างที่เราถูกทำลาย มาแล้วในชมภูทวีป หรือที่อื่นๆ แต่เราก็เป็นศาสนาที่มั่นคง

ใครมายอมรับนับถือ ปฏิบัติตามอย่างจริงใจ เขาเหล่านั้นก็จะเกิด ความเชื่อมั่นไม่สั่นคลอน เพราะตระหนักว่า เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครจะ เปลี่ยนแปลงได้

สัจธรรมนั้น จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยกาลเวลา แต่สักวันหนึ่ง เมื่อชาว โลกประสบทุกข์มากขึ้น ชาวโลกก็จะต้องยอมรับสัจธรรมที่มีอยู่ใน พระพุทธศาสนา

ขณะนี้ รัศมีทองแห่งสัจธรรมกำลังกระจายออกไปในดินแดนต่างๆ ของโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การปฏิบัติธรรมสมาธิ กำลังคืบหน้า ไปกว่าวิธีการใดๆ

ในไม่ช้าชาวโลกจะพากันยึดมั่นเอาคำสอนของพุทธศาสนา เป็น เครื่องดำเนินชีวิต และรู้ชัดว่าสันติภาพแท้จริงนั้นหมายถึงอะไร

สันติภาพแท้จริง คือความยินดีในความสงบที่ออกไปจากจิตของ ชาวโลกทุกคน ทุกชีวิต มันจะไม่มีการทำลายล้าง ไม่มีการหลงผิดไป ตามอำนาจของความโลภ โกรธ หลง ทิฐิมานะใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ความรัก ความเมตตา เอื้อเฟื้อ ปรารถนาดีเพียงอย่างเดียว

อาตมาก็เป็นชาวพุทธ จึงมุ่งแต่จะดำเนินตามรอยพระยุคลบาท พระบรมศาสดา หวังความสุขแก่ชาวโลกทั้งปวง อย่าหาว่าหมิ่นประมาทเลย

โดยเฉพาะเป็นพระเป็นสงฆ์ผู้ทรงศีลแล้ว เขาให้ความนับถือ ไม่ กล้าผ่านไป แต่เมื่อเขาเข้าไปยังที่พำนักเขาไม่ได้ บางทีก็ทำให้เขาขัดเคือง กลั่นแกล้งเอาบ้าง ซึ่งพระธุดงค์ที่ยังไม่มีตาเห็นได้ มักจะถูกกลั่นแกล้ง เสมอ

บางทีเขาก็เล่นงานหนักๆ ถึงเจ็บไข้ได้ป่วยไปก็มี บางทีก็แสดงเป็น พายุพัด ไม่ไร่หักระเนระนาด แต่พอเช้าขึ้น ทุกอย่างกลับเป็นปกติ เป็นการเตือนให้รู้ว่า เป็นพระต้องรู้จักการควรหรือไม่ควร

เรื่องนี้ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ เคยเล่าให้ฟังว่า พระที่จะออกธุดงค์ ใหม่ๆนั้น ถ้าเป็นหมู่คณะมีครูบาอาจารย์ควบคุมไปด้วย ก็พอค่อยยัง ชั่ว เพราะครูบาอาจารย์ท่านรู้จักระมัดระวัง

แต่ถ้าไปกันตามลำพังใหม่ๆ ด้วยกันรูปเดียวหรือสองรูป ยังปฏิบัติ ไม่ถึงขั้นรู้จักเอาตัวรอด หรือเป็นที่พึ่งของตนเองได้แล้ว นับว่ามีอันตราย มาก บางทีตกอกตกใจถึงเสียสติ ทิ้งบริขารวิ่งป่าราบไปก็มี เพราะเพียง แต่เขามาแสดงให้เห็น ในขณะทำสมาธิ ด้วยลักษณะที่น่ากลัวต่างๆ

ฉะนั้นการออกธุดงค์ จึงไม่ใช่ของทำเล่นๆ นึกอยากไปก็ไป ทาง ที่ควรจะต้องเรียนรู้ฝึกฝน ในข้อวัตรของธุดงค์ให้ดี มีความเชื่อมั่นใน พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว เชื่อมั่นในศีล ในสมาธิ และมีสติพอรู้เท่าทันเหตุการณ์ ที่เกิด หรือพิจารณาสภาพแวดล้อมอย่างรอบคอบ

โบราณว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล มีอันตรายเพราะมองไม่เห็น แต่กับป่าที่มองเห็นๆนี่แหละ ก็อวดดีไม่ได้ มักมีอาถรรพณ์ลี้ลับแฝงอยู่เสมอ

เพียงความไม่รอบคอบต่อสภาพแวดล้อม ได้ยินเสียงลมพัดปะทะ กับช่องอากาศเล็กๆ ในถ้ำ หรือหินผา ที่มีรูลึกเข้าไป เกิดเสียงหวีดหวิว ครวญครางเหมือนเสียงผีปีศาจ ก็ทำให้ใจหวั่นไหวหวาดกลัวได้ เสียงมา จากไหนก็ต้องตาม ต้องมีสติสังเกตให้รู้แน่ว่า เป็นเสียงอะไร ถ้าเพียงได้ยินเสียง และไปคิดปรุงแต่งเอาเองว่า เป็นเสียงนั้นเสียงนี้ เราก็เสร็จ

ต้องเอาอย่างพราน เขาระมัดระวังทุกอย่าง เวลาออกป่าล่าสัตว์ เขาจะไม่ใส่เสื้อผ้าที่ซักใหม่เป็นอันขาด ต้องปล่อยให้เหม็นสาปเหม็น สางไปอย่างนั้น เขาว่าจะทำให้สัตว์มันผิดกลิ่น

การพูดจาเขาก็ระวังไม่พูดเสียงดัง ตะโกนกันโหวกเหวก หรือพูด ตลกคะนอง พูดหยาบคาย แม้แต่ชื่อเขาก็ไม่เรียกออกชื่อกัน

การเดินก็ต้องดูให้ดี บางทีเขาขุดหลุมพราง ปักหลาวดักสัตว์ไว้ เอา ใบไม้เกลี่ยปิด ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเหยียบลงไปก็ไม่เหลือ หรือบางทีเขาขัดจั่นห้าว ขึงสายใยไว้ ถ้าเดินไปเตะถูกสายใยเข้า แหลนหลาวหรือปืนที่เขาขัดไว้ มันก็พุ่งใส่พุงเอา ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้สำรวมอินทรีย์ คือต้องระมัดระวัง สิ่งนี้เอง

ในป่าบางแห่ง พืชไม่มีพิษนั้นมีมากด้วยกัน ต้องทำความรู้จัก ให้ดี เช่น ตะรังตัวช้าง ไปถูกมันเข้าก็ไข้ขึ้น ตัวต่อหลุมก็เหลือร้าย เผลอ เหยียบลงไปในหลุมหรือรังใต้ดินใหญ่ๆ ถึงตายก็มี บางทีเดินเลาะลัดเข้า ไปในป่าทึบ เห็นเถาวัลย์พันไม้ ห้อยเกะกะอยู่เหมือนท่อนไม้แห้ง บางที มันก็เป็นงูพิษดูไม่ออก เพราะสีมันกลมกลืนกับเถาไม้

พระธุดงค์สมัยก่อนนี้ ท่านมักมีกาต้มน้ำร้อนติดไปด้วย เพราะ รู้ว่ากรักกรองน้ำ ยังไม่ปลอดภัยพอ สำหรับกรองเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งอาจ เป็นเชื้อโรคร้าย ไม่สะอาดพอ เพราะมันเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สู้ต้มไม่ได้ แน่ใจดี

มาสมัยนี้เห็นสะพายกระติกน้ำหุ้มผ้าสักหลาด เวลาน้ำหมด เจอลำธาร น้ำไหลใสเย็น ก็เอาใส่ไว้ ดูก็โก้ดี เป็นพระทันสมัย แต่ไม่ปลอดภัยเลย น้ำบางแห่งทำให้ท้องร่วงท้องเดิน หรือทำให้เป็นไข้ป่าได้

แม้การอาบน้ำในห้วยลำธารซึ่งมีความเย็นเกินปกติ คนสมัย ก่อนเขาก็ระวังกัน ไม่พรวดพราดลงอาบทันที ต้องค่อยๆวักน้ำลูบหน้า ลูบตัวเสียก่อน เป็นการปรับอุณหภูมิในร่างกายให้รู้ตัว มิฉะนั้นไข้ป่า อาจถามหา สั่นงั่ก ไม่ทันขึ้นจากน้ำ

บางท่านคิดเอาว่า การออกธุดงค์นั้น ตนได้ถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้าแล้ว สุดแต่ท่านจะเมตตา เป็นตายอย่างไรก็ยอมทั้งสิ้น

อันนี้ก็ถูกที่เชื่อมั่นอย่างนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนอย่างไร ท่านสอนว่าอย่าประมาทใช่หรือไม่ ถ้าเรามีความประมาท ไม่ระมัดระวัง ให้รอบคอบ ก็ผิดคำสอนของท่าน ผู้มีความประมาท เมตตาของพระ พุทธเจ้า คงจะช่วยได้ไม่ทันกาล

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๘. ดินแดนสัปปายะ

20140413_135226

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๘. ดินแดนสัปปายะ

หลังจากธุดงค์ที่แก่งคอย ก็เลาะเลียบมาตามอรัญแนวป่า ถึง ปากช่อง ดินแดนที่เคยปกคลุมที่ดงพญาไฟ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น ดงพญาเย็น ดินแดนแห่งนี้ แต่เดิมนั้นเป็นที่สัญจรของพระอริยเจ้า จนถึงพระธุดงค์ที่กำลังแสวงหาความหลุดพ้น บางรูปก็มามรณภาพ ในดงนี้ เนื่องจากไข้ป่าบ้าง หรือดับขันธ์ไปตามกาลเวลาบ้าง จึงมีจิต วิญญาณที่เป็นทิพย์ท่องเที่ยวอยู่เป็นอันมาก

เมื่อไปปักกลดอยู่ริมน้ำลำตะคอง ใต้กอไผ่ ก็ได้พบพรอริยเจ้า ผู้ชราภาพมาแวะเยี่ยมเยียน บอกอุบายธรรมที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น แสดงว่าจิตวิญญาณอันเป็นอมตะธาตุ ทรงกุศลกรรม มิได้สูญหายไป ไหน ยังมีครูบาอาจารย์ที่มรณภาพไปนานแสนนาน คอยปรากฏกายให้ผู้ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้เกิดความเชื่อมั่น เกิดปัญญาอยู่เสมอ

เราเดินทางกันต่อไป จนแยกทางเข้าด่านขุนทด ตัดออกชัยภูมิ จนถึงอำเภอภูเขียว ซึ่งมีป่าเขาลำเนาไพรมากขึ้น และเต็มไปด้วยหมอก ขาว ปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า เนื่องจากเป็นฤดูหนาว

ชาวนากำลังระดมกันเก็บเกี่ยวข้าว แต่ชาวบ้านที่พานพบนั้น มี ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาน้อยมาก แต่เขายินดีถวายทาน บิณฑบาต ให้พอดำเนินชีวิตท่องธุดงค์ต่อไปได้

ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บเช่นนี้ เราก็พากันเข้าไปบำเพ็ญ ภาวนาอยู่ในถ้ำ ที่ให้ความอบอุ่นดีกว่ากลางแจ้ง เราไม่ได้กำหนดว่า ถ้ำ นั้นชาวบ้านเขาเรียกว่าอย่างไร สักแต่ว่าเป็นถ้ำ มีช่องอากาศถ่ายเทได้ ไม่ อับชื้น ป้องกันหมอกหรือน้ำค้าง และให้ความอบอุ่นได้ ก็เป็นอันพอใจ

แม้กระนั้น พอเวลาใกล้ค่ำ อาตมาซึ่งเป็นสามเณรก็เที่ยวไปหา ไม้แห้งอันมีอยู่มากมาย ทั้งท่อนเล็กและท่อนใหญ่ เข้ามาเก็บสะสมไว้ ในถ้ำ พอค่ำลงก็จัดการก่อไฟ ใกล้ที่ปักกลดอยู่ในถ้ำชั้นในไว้กองหนึ่ง ก่อไว้ที่ข้างกลดอาตมา ซึ่งอยู่ใกล้ปากถ้ำอีกกองหนึ่ง เพื่อความอบอุ่นเพิ่มขึ้น

สำหรับที่กางกลดนั้น แม้จะเป็นในถ้ำ ก็ต้องแอบไปข้างใดข้างหนึ่ง อย่าไปกางปิดปากถ้ำและขวางทางเดิน เพราะตามทางเดินนั้น ย่อมมีจิต วิญญาณหรือโอปปาติกะ เดินเข้าเดินออกอยู่เสมอ

ตอนย่างเข้าสู่บริเวณหน้าถ้ำ ก็ได้เห็นเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าถ้ำ อารักขเทวา มายืนเรียงรายกันอยู่หลายท่าน และยิ้มแย้มด้วยเมตตา แสดงอาการ ต้อนรับ เมื่อตาเห็นยังไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง ต่อมาสำรวมใจ ก็รู้ขึ้นมาเองว่า องค์นั้นองค์นี้เป็นใคร เห็นหลวงพ่ออุปัชฌาย์ท่านหยุดยืนสงบอยู่ ท่าน คงเห็นอย่างอาตมา จึงได้หยุดด้วย แล้วแผ่เมตตาธรรมก่อน เสร็จแล้ว ก็ส่งจิตบอกว่า ที่มานี้ไม่ได้มุ่งหวังสมบัติพัสถานสิ่งใดที่อาจมีอยู่ ณ สถานที่นี้ แต่ต้องการจะมาหาความวิเวก บำเพ็ญภาวนาเพื่อแสวงหา ธรรม อันเป็นทางหลุดพ้น เห็นทุกองค์พากันยิ้มพยักหน้า จึงพากันเดิน เข้าไปสู่ภายในถ้ำ

เมื่อลึกเข้าไป ก็ได้เห็นแสงสว่างเป็นลำยาว ผ่านช่องหินบนยอด เขาลงมา ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ เป็นประกายจากหินย้อยที่ห้อยระย้า เป็นช่อชั้นหลืบกั้น ดังวิสูตรม่านอันงดงาม และมีพระพุทธรูป ขนาด หน้าตักกว้าง ๓ ศอก เป็นองค์ประธาน สีทองงดงามด้วยพุทธลักษณะ

นอกนั้นก็มีพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อย เรียงรายลดหลั่นกันเป็น ระเบียบ บางองค์ก็เป็นพระสัมฤทธิ์ บางองค์ก็เป็นพระเงินขาวผ่อง บางองค์ก็เป็นทองคำสุกปลั่ง บางองค์ก็แกะด้วยไม่โพธิ์ ประมาณเกือบ ร้อยองค์ มีบาตรลูกหนึ่ง บรรจุเต็มด้วยพระเครื่อง ทำด้วยผงว่านสีน้ำตาล อ่อน ก็ได้แต่ดูด้วยตา แสดงว่าถ้ำนี้ เคยเป็นที่กราบไหว้บูชามาแต่โบราณ ควรเลื่อมใสศรัทธาจรรโลงใจให้เบิกบานยิ่งนัก หลวงพ่อท่านเรียกถ้ำ แห่งนี้ว่า "ถ้ำพระ" และบอกว่า เคยมาปฏิบัติอยู่ที่นี่เป็นเวลาเดือน กว่า จึงไม่ใช่ผู้แปลกหน้าสำหรับผู้อารักขาที่นี่

ที่ถ้ำแห่งนี้ เป็นที่สงบสงัดควรแก่การเจริญภาวนายิ่งนัก เดินจาก ถ้ำไปทางทิศตะวันออก ประมาณ ๒ กิโลเมตร ก็จะพบหมู่บ้านประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน

ทราบมาว่าบรรพบุรุษของเขา ได้พากันอพยพจากเวียงจันทน์ มาตั้ง รกรากอยู่ เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ประกอบอาชีพทำนาทำสวน พอได้อาศัย ดำรงชีวิตอยู่ ไม่มากมายอะไรนัก เพราะพื้นที่จำกัด มีเขาล้อมรอบเป็น ส่วนมาก แต่ชาวบ้านก็ดูมีความสุขสบาย พอใจในความเป็นอยู่ของตน

เวลาบิณฑบาต พวกชาวบ้านก็ทำบุญใส่บาตรให้ โดยเฉพาะเขา ใส่แต่ข้าวเหนียวเปล่า และมีชาวบ้านผู้ชายอายุประมาณ ๕๐-๖๐ ปี สองคน ช่วยกันรับกับข้าวของกินจากชาวบ้าน หาบตามมาส่งถึงถ้ำ ชาวบ้าน เหล่านี้คุ้นเคยกับท่านอาจารย์มาก่อน จึงนับว่าถ้ำแห่งนี้เป็นที่สัปปายะ พอสมควร…

ตกตอนเย็นประมาณ ๕ โมง ชาวบ้านหญิงชายส่วนมากมีอายุ มากแล้ว จะมีหนุ่มสาวก็ ๒-๓ คนตามมาด้วย รวมกันประมาณ ๒๐ กว่าคน เข้ารับศีลและฟังธรรมจากท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ถามว่า "เป็นอย่างไรโยม ยังปฏิบัติทำสมาธิ กันอยู่หรือเปล่า"

"ตั้งแต่หลวงพ่อจากไปเมื่อปีก่อน ก็ปฏิบัติกันมาไม่ขาด ลูกหลาน บางคนเขาก็พากันปฏิบัติด้วย"

"ปฏิบัติแล้วได้ผลอย่างไรล่ะโยม"

"จิตใจมันก็สงบเย็น อิ่มเอิบ บ่ค่อยมีเรื่องยุ่งยากเดือดร้อน ลูก หลานก็เป็นคนดี ว่านอนสอนง่าย เอาแฮงเฮ็ดการงานดีอยู่ ฝนฟ้าก็ดี ทำ นาทำไร่บ่อดบ่อยากอย่างแต่ก่อน…หลวงพ่อมาเยี่ยมมายามก็อบอุ่นใจหลาย"

"ปฏิบัติกันแค่นี้ก็ดีอยู่ แต่ยังบ่พอนะโยม ต่อไปก็ให้ปฏิบัติให้ มากขึ้น เพราะจิตใจนั้น มันมีกิเลสเข้ามารบกวนหลาย ต้องคอยชำระ สะสางให้มันมั่นคงบริสุทธิ์ให้มากขึ้น ให้ถึงมรรคถึงผล ให้พ้นความทุกข์ จริงๆ หมู่โยมอย่าพากันประมาท ความตายจะมาถึงยามใดก็บ่ฮู้ ต้อง เอาสวรรค์นิพพานให้ได้ก่อนตาย จึงจะดีจะชอบ ตั้งหน้าปฏิบัติต่อไป เถอะ พระพุทธเจ้าท่านย่อมคุ้มครอง บ่ให้อดให้อยากหรอก"

ชาวบ้านป่าที่นี่ นับว่ารู้เรื่องศีลธรรมดีพอสมควร ท่านอาจารย์ เคยธุดงค์มาสั่งสอนเมื่อปีก่อนๆ อาศัยที่เขาเป็นคนซื่อ มีศรัทธา มีความ เชื่อถือ สอนอย่างไรเขาก็ทำตาม

ระหว่างที่พักอยู่ที่ถ้ำนี้ ตกเย็นชาวบ้านหญิงชายจะมาฟังธรรม เสร็จแล้วก็แยกย้ายไปนั่งสมาธิ บางวันก็มาน้อย บางวันก็มามาก แล้ว แต่เขาจะมีธุระอื่นหรือไม่ ถ้าเป็นวันพระ ก็มามากเป็นพิเศษ พอตกค่ำก็ พากันกลับ จุดใต้ส่องทางไปเป็นแถว ท่านอาจารย์และอาตมาจึงมีเวลา ปฏิบัติมากพอสมควร และจิตใจได้รับความสงบเยือกเย็นเป็นอันมาก

เหตุที่พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านยินดีในการแสวงวิเวกอยู่ตาม ป่าเขานั้น ก็เพราะธรรมชาติของป่าเขา มีความสงบอยู่ครึ่งหนึ่งแล้ว ใน ป่าเขาไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่มีสิ่งเย้ายวนล่อตาล่อใจ นอก จากเสียงจักจั่นเรไร เสียงน้ำไหลในลำห้วย เสียงกระรอก กระแตและ นกร้อง จึงมีแต่ความสงัดเงียบ

บางทีเสียงธรรมชาติเหล่านี้ เราก็หยุดนิ่ง จนจิตของเราสงบไปเอง ยิ่งตอนกลางคืนแล้ว สงบจนรู้สึกว่ากายเบาและจิตเบาไปหมด แม้แต่ ร่างกายที่อยู่ในท่านั่งสมาธิ มันก็เหมือนไม่มี มีแต่ตัวรู้คือสติเท่านั้น

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๙. เทพบุตร เทพธิดา มาขอฟังธรรม

20140307_112259

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๙. เทพบุตร เทพธิดา มาขอฟังธรรม

ดังได้เล่ามาแล้วว่า อาตมานั้นมีตารู้ หูได้ยิน อย่างที่เรียกว่า ตาทิพย์ หูทิพย์ มาแต่เด็กๆ เป็นสิ่งที่ติดมากับจิตเดิมแท้ ที่เคยปฏิบัติมา แต่อดีตชาติ โดยเฉพาะชาติที่แล้ว เป็นพระชรามรณภาพในสมาธิ ใน ชาตินี้แม้ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ก็สามารถเห็นได้เอง

อย่างที่เห็นเจ้าป่า เจ้าเขา เทวดาอารักษ์ ตอนที่มาถึงถ้ำนี้ เป็นการ เห็นโดยไม่ได้หลับตา และเห็นตอนกลางวัน การเห็นนี้ นับว่าเห็นจน เคยชิน เป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับที่เรามองเห็นมนุษย์และสัตว์ หรือ ทุกสิ่งในโลกนี้ แม้จะเป็นคนละมิติ คนละภูมิก็ตาม

ตอนที่อาตมาจะไม่เห็น ก็ตอนที่ปฏิบัติธรรมสมาธิ จิตเป็นเอกัคตา หรือเข้าสู่อุเบกขา กับตอนที่ถอนจิตออกมาสู่อุปจารสมาธิ พิจารณา กายคตาสติ ไม่ได้สนใจกับสิ่งภายนอก ใช่แต่สติคอยดูคอยรู้กายกับจิต เป็นปัจจุบันเท่านั้น เมื่อออกจากสมาธิแล้ว จึงได้เห็นอย่างที่เคยเห็น

เมื่อปฏิบัติอยู่ในถ้ำนี้ ๗ วัน คืนที่ ๗ นั้น ขณะที่ออกจากนั่งสมาธิ เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ออกไปเดินจงกรมหน้าถ้ำ ซึ่งเป็นพื้นเรียบ ญาติโยม เขามาปัดกวาดไว้ให้สะอาดดี อาตมาก็ได้พบเจ้าป่าเจ้าเขา เทวดาอารักษ์ ที่เคยพบในวันแรก มานั่งพนมมือขวางหน้าอยู่ จึงถามในใจว่า "ท่านมี ธุระอะไรกับอาตมาหรือ"

เทวดาอารักษ์เป็นผู้ตอบว่า "ท่านสามเณรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บัดนี้ เทพบุตร เทพธิดา มีศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์จะมาขอฟังธรรม รออยู่ หน้าถ้ำประมาณ ๕๐๐ ตน ขอนิมนต์ท่านสามเณรไปโปรดด้วย"

อาตมาก็ตอบว่า "อาตมาเป็นเพียงสามเณร มีความรู้น้อย ไม่สมควร จะไปกล่าวธรรมแก่เทพบุตรเทพธิดา อีกประการหนึ่ง ก็มีครูบาอาจารย์ มาด้วย อาตมาไม่กล้าทำเกินหน้าครูอาจารย์ เป็นการไม่เคารพท่าน ทำไมไม่ขอฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ของอาตมา ซึงมีคุณธรรมสูง กว่าอาตมา"

"ท่านเทพบุตรเทพธิดา พากันแสดงความปรารถนาจะได้ฟังธรรม จากท่านสามเณรนะท่าน" เทวดาอารักษ์ตอบ "ทำไมหนอ เพราะอะไรหนอ จึงแสดงความปรารถนาเช่นนั้น ทำให้อาตมาลำบากใจนะคุณโยมอารักษ์ เอาอย่างนี้เถอะ คุณโยม อารักษ์ไปเรียนปรึกษาต่อหลวงพ่ออาจารย์เสียก่อน ท่านจะอนุญาต ไหม ไม่เช่นนั้นอาตมาไม่กล้าจริงๆ"

"เอาอย่างนั้นก็ได้ท่านสามเณร"

ท่านอารักษ์ตอบแล้ว ก็ขยับเขยื้อนกายอันเป็นทิพย์นั้นเข้าไปยังถ้ำ ชั้นใน แต่แล้วหลวงพ่ออาจารย์ก็มาปรากฏตัว พร้อมกับพูดว่า

"เณรจงไปแสดงธรรมโปรดเขาเถอะ หลวงพ่ออนุญาต"

"หลวงพ่ออาจารย์จะให้กระผมแสดงธรรมด้วยข้อใดหรือขอรับ"

"ธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้น ย่อมทำให้เทพเหล่านั้นชื่นชม ยินดี เกิดปีติแก่เขา แต่จะทำให้เขายึดติดอยู่กับความหลงในความเป็น เทวดาของตน ซึ่งมีเหตุให้เสื่อมได้ ไม่ก้าวหน้าในธรรม ควรแสดงไตรลักษณ์ และความไม่ประมาทด้วย จึงจะชอบ"

เมื่อได้รับอนุญาตเช่นนั้น อาตมาก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง จึงเดินนำ เทวดาอารักษ์ออกไปที่ปากถ้ำ ซึ่งในราตรีนี้ เป็นยามข้างขึ้น ๑๔ ค่ำ ดวง จันทร์ใต้แผ่นฟ้าส่องแสงกระจ่างแจ่มใสไปทั่วหล้า เหล่าดาราที่เคย ประดับฟ้าในคืนข้างแรม ก็ถูกกลืนหายไป ทั้งที่ธรรมชาติของดวงตา ยังคงมีอยู่เช่นเดิม แสงจันทร์นั่นเองทำให้มองเห็นเทพบุตร เทพธิดา ในชุดขาว นั่งกันอยู่เป็นระเบียบ เป็นสัดส่วน เทพบุตรนั่งรวมกันอยู่ทางซีก ขวา เทพธิดานั่งอยู่ทางซีกซ้าย เว้นช่องทางเดินไว้ตรงกลาง

จากร่างในชุดขาวบริสุทธิ์นั้น มีแสงเรืองอ่อนๆ อยู่ทั่วกาย อาตมา ได้แต่ชำเลืองดูตอนที่ออกไปยืนหน้าถ้ำเท่านั้น มิได้พิจารณาสังเกตอย่าง ถี่ถ้วน ว่าหน้าตาจะงดงามหรือไม่ เพราะต้องอยู่ในอาการสำรวมอินทรีย์ กาย วาจา ใจ ทอดสายตาไปไม่เกิน ๔ ศอก

ครั้นไปยืนอยู่หน้าถ้ำแล้ว เทพทั้งหลายต่างยกมือขึ้นนมัสการจรด เหนือหน้าผาก เทพองค์หนึ่งจิตรู้ว่าเป็นหัวหน้า พูดขึ้นด้วยเสียงอันมี กังวานไปเราะว่า

"พระคุณเจ้า เหล่าโยมซึ่งเป็นเทพบุตร เทพธิดา มากันเป็นจำนวน ๕๐๐ ตน มีความปรารถนาจะขอฟังธรรม ขอพระคุณเจ้าได้โปรดแสดง ธรรม แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด"

อาตมาสงบอยู่ขณะหนึ่ง จึงกล่าวขึ้นว่า "คุณโยมเทพบุตร เทพ ธิดาทั้งหลาย ผู้มีความปีติสุข ความอิ่มเอิบในทิพยสมบัติเป็นเครื่อง อยู่ เป็นผู้นิราศแล้วจากทุกข์ทั้งปวง แม้กระนั้นคุณโยมก็มิได้มีความ ประมาท หลงอยู่ในทิพยสมบัติ มีจิตปรารถนาจะได้รับรสพระธรรม เป็นที่น่ายินดีอนุโมทนา ความปรารถนาในกุศลธรรมนี้ นับเป็นบุญ ที่ควรอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

อาตมาได้ออกมาแสดงธรรม ตามความปรารถนาของคุณโยมทั้ง หลาย แต่ขอได้โปรดทราบว่า ธรรมที่นำมาแสดงนี้ เป็นธรรมขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่ไม่มีกาลเวลา ผู้ส้องเสพซึ่งรสพระธรรมเมื่อใด ย่อมได้รับรสแห่งธรรมนั้นทุกเมื่อ นับเป็น ธรรมของโลกโดยแท้

กุศลธรรมเหล่าใด อันทำให้บุคคลเป็นเทพบุตร เทพธิดา เสวยทิพย สมบัติอยู่ ณ บัดนี้ กุศลธรรมเหล่านั้น เป็นสิ่งที่คุณโยมทั้งหลายสมควร นำมาทบทวน กระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหลงลืมละเว้น เพราะ เหตุแห่งทิพยสมบัติที่เสวยอยู่ มาปิดบังอำพรางไว้

อันทิพยสมบัติที่เสวยอยู่นี้ แท้จริงเป็นของเสื่อมได้ หมดได้ เป็น ของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ด้วยเป็นเพียงโลกียสมบัติ เมื่อกุศลกรรมที่ได้ กระทำไว้หมดลง ความสุขอันนี้ก็จะกลายเป็นทุกข์ หรือจะต้องไปเกิดใหม่ ตามภพภูมิ ตามกรรมดีกรรมชั่วของตน ที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่

ทิพยสมบัติมิใช่อัตตาตัวตน ที่เราท่านจะยึดถือหวงแหนเอาไว้ได้ ด้วย เหตุนี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงตรัสย้ำเป็นคำสุดท้าย ก่อน ปรินิพพานว่า ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ความ ไม่ประมาทนั้น คือควรระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนได้กระทำมาดีแล้วและ พากเพียรกระทำต่อไป มิให้ขาดสาย

โลกทิพย์ อันคุณโยมทั้งหลาย เสวยทิพยสมบัติอยู่นั้น จงพิจารณา ให้ดี ก็จะเห็นว่า ยังเป็นโลกที่ไม่มีแก่นสารอยู่ อาจกล่าวได้ว่า เป็นโลกที่ ไม่มีตัวตน เป็นแต่แสงสว่างแผ่ซ่านอยู่ เป็นโลกที่ละเอียดอ่อน

คุณโยมที่ปรากฏกายให้อาตมาเห็นนี้ ก็ด้วยอำนาจของจิตอธิษฐาน จะจัดว่าเป็นโลกของจิตพักอาศัยอยู่ก็ได้ ฤทธิ์อำนาจที่อาจบันดาลให้เป็น ไปตามความปรารถนาได้ ก็ได้อาศัยจิตเท่านั้น สวรรค์ก็ดี วิมาณก็ดี ล้วนเกิดขึ้น มีขึ้น ด้วยอำนาจของจิตที่เป็นกุศลธรรมส่งเสริมให้เป็น เช่นนั้น

จิตเป็นนามธรรม ไม่มีรูปที่จะประกอบกรรมดี หรือชั่วได้อย่าง มนุษย์ แต่จิตก็ใช่ว่า จะบริจาคทาน รักษาศีล เจริญสมาธิไม่ได้ แม้มนุษย์เองก็ได้อาศัยจิตทำให้กายกระทำ ตามที่ตนปรารถนา ฉะนั้น คุณโยมผู้เป็นเทพทั้งหลาย พึงใช้จิตบริจาคทาน ใช้จิตรักษาศีล ใช้จิต เจริญสมาธิเถิด

การบริจาคทานด้วยจิต ก็คือให้ความกรุณา ให้ความเมตตาแก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใดมีทุกข์ ก็พึงอธิษฐานให้เขาพ้นทุกข์ เอาจิต ช่วยเขาให้เป็นสุข ผู้ใดผิดหวัง ก็เอาจิตช่วยให้เขาสมหวัง ซึ่งนับได้ว่า เป็น ทานบารมีอันยิ่งใหญ่

ศีลก็ย่อมรักษาได้ด้วยจิต ระลึกถึงศีลที่ทำให้เป็นเทวดา ก็จะเห็นได้ ว่า เพราะมีเมตตาละเว้นการฆ่า เบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะมีเมตตาไม่ กล่าววาจาให้เขาหลงผิด กระทำในสิ่งผิด เพราะมีเมตตาไม่ทำผู้อื่นเศร้า เสียใจ ต้องการละเมิดลูกเขาผัวเขาเมียเขา เพราะมีเมตตาไม่ถือเอาทรัพย์สิน ที่เจ้าของเขาหวงแหน ได้มาด้วยความทุกข์ยาก เพราะมีเมตตาต่อตนเอง บุตรภรรยา ไม่เสพของมึนเมา เช่น สุรา อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทษ ต่างๆ ดังนี้จึงเป็นศีล

จิตของคุณโยมเป็นกุศลจิต จึงนับว่าได้รักษาศีลไว้โดยสมบูรณ์ สมาธิก็คือทำจิตให้ตั้งมั่น อะไรที่เป็นอุบายให้จิตตั้งมั่นเล่า ก็คือการ ตามระลึกถึงอนุสติ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง มีนึกภาวนาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า เป็นต้น จิตภาวนาคำว่าพุทโธ ให้เป็นอารมณ์จิตอยู่สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง กุศลธรรมก็จะสูงขึ้นไปเป็นลำดับ

เมื่อหมดบุญกุศลที่ทำให้เป็นเทพ บุญแห่งการเจริญศีล เจริญ ภาวนา ก็จะมาเพิ่มเติมให้คงความเป็นเทพต่อไปอีก เมื่อพ้นจากเทพไปแล้ว ก็อาจไปจุติในมนุษย์โลก ในที่ดีมีสุข ได้ปฏิบัติอยู่ในทาน ศีล ภาวนา เกิดปัญญารู้แจ้งเป็นพุทธะต่อไป

เมื่อคุณโยมผู้เป็นเทพ ได้ตระหนักชัดว่า ความเป็นเทพนั้น ยังเป็น โลกียสมบัติซึ่งเป็นสิ่งสมมติ ไม่คงทนถาวร เสื่อมได้ หมดได้ สิ้นไปได้ ก็จงอย่ามีความประมาท เวลาในสวรรค์แม้จะยาวนานกว่าโลกมนุษย์ ถึงร้อยเท่าพันเท่า จะพ้นจากไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ไม่ได้ สิ่งสมมติทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วย่อมดับ จงขวนขวายละสมมติ ไปสู่วิมุตติเถิด จึงจะพ้นจากการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

อาตมาสามเณรน้อย ได้อาราธนาธรรมคำสอนขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า มาเพื่อเป็นข้อระลึกของคุณโยมผู้เป็นเทพ พอสมควรแล้ว ขอเจริญพรแผ่เมตตาให้คุณโยมอย่ามีทุกข์เดือดร้อน อย่ามีภัยอันตราย ใดๆ อย่าเป็นผู้มีเวรมีกรรมต่อกันเลย จงเป็นสุข…เป็นสุข ตามกุศลกรรม ของตนเถิด"

เมื่อจบลงขณะนั้น เสียงแซ่ซ้องสาธุการของทวยเทพก็ดังสะเทือน เลื่อนลั่นไปทั่วขุนเขาไพรพนมทิพย์ แต่เสียงนั้นจะดังให้โลกรู้ก็หาไม่ ด้วยเป็นเสียงละเอียด ที่ผู้มีจิตละเอียดได้ทิพยโสตเท่านั้น จึงจะสัมผัสได้

จากนั้นก็ได้เห็นเทพ พากันยกกรขึ้นเหนือลาฏ แล้วก็ทยอยกัน กลับ ด้วยกิริยาอันเรียบร้อย เป็นระเบียบ แล้วเลือนหายไป ท่ามกลาง แสงจันทร์กระจ่าง

อาตมาก็กลับเข้าถ้ำ เข้าไปนมัสการอาจารย์อุปัชฌาย์ ตามแบบ อย่างศิษย์กับอาจารย์ ซึ่งท่านก็ได้ยกมือพนมอนุโมทนากล่าวว่า

"เณรแสดงได้ไพเราะจับใจ เทพทั้งหลายปีติชื่นชม สมใจหลวงพ่อ แล้ว"

ต่อจากนั้นก็เตือนให้เร่งความเพียรยิ่งๆขึ้นไป

หลวงพ่ออาจารย์กับอาตมา ได้เจริญภาวนาอยู่ในความวิเวก ต่อมา เกือบเดือน โดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายมาแผ้วพาน จากนั้นจึงอำลา ญาติโยม ผู้มีอุปการะบริจาคทาน ให้มีกำลังปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ โดยสะดวก นับว่าญาติโยมเหล่านั้น ได้หว่านพืชแห่งกุศลของตน ลงไป ในนาที่เป็นเนื้อนาบุญ ด้วยเหตุอันดี คงจะได้รับผลเป็นความสุขสืบไป

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๑๐. ธรรมะจากป่า

20140304_110623

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๑๐. ธรรมะจากป่า

จากนั้นก็เดินทางจากเขตป่าของอำเภอภูเขียว ขึ้นไปยังอำเภอ เกษตรสมบูรณ์ ซึ่งเป็นโขดเขินเนินเขาสูงขึ้นไปอีกด้านหนึ่ง

ที่อำเภอนี้แต่โบราณมา ถือเป็นแผ่นดินทองแห่งหนึ่ง เพราะมีการ ร่อนเร่ส่งส่วยเข้าไปสู่เมืองหลวงตั้งแต่สมัย เจ้าพ่อพระยาแล ของชาว จังหวัดชัยภูมิ

อันที่จริง จากตัวจังหวัดชัยภูมิ จะมุ่งหน้าไปทางหนองหญ้าปล้อง ข้ามขึ้นเขาไปยังเพชรบูรณ์เลยก็ได้ แต่หลวงพ่อบอกว่าจะไปแวะเวียน เยี่ยมเยียนชาวบ้านที่เคยมีอุปการคุณ เมื่อครั้งธุดงค์เดี่ยวมาเมื่อปีก่อนๆ เขาจะได้สร้างบุญสร้างกุศลกันบ้าง จึงเดินทางสู่เกษตรสมบูรณ์ แวะ เวียนเรื่อยมาไม่เร่งร้อน ที่ไหนเป็นที่สัปปายะ ปฏิบัติธรรมสมาธิรุดหน้าก็ พักอยู่หลายวัน แล้วจึงธุดงค์ต่อไป

การธุดงค์แสวงหาวิเวกนั้น ครูบาอาจารย์แต่เดิมมา ท่านไม่ให้ ติดที่อันเป็นสัปปายะ ต้องไปกันเรื่อยๆ ลำบากบ้าง สบายบ้าง อดบ้าง กินบ้าง ก็ไม่ให้ยึดถือ ให้เห็นเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ สิ่งใดเกิดขึ้น แล้วย่อมดับไป ทุกข์เปลี่ยนเป็นสุข สุขเปลี่ยนเป็นทุกข์ หิวแล้วอิ่ม อิ่ม แล้วก็หิว สิ่งใดที่เราไปยึดมั่นถือมั่น จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บางที ก็ไม่เป็นดังที่หวังไว้

ความผิดหวัง สมหวัง ล้วนขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมที่มนุษย์พากัน กระทำขึ้นทั้งสิ้น กรรมดีก็คลาดเคลื่อนได้ เพราะดียังไม่จริง ยังไม่ สมบูรณ์ กรรมชั่วก็คลาดเคลื่อนได้ ถ้ายังมีกรรมดีมาประคับประคอง ผลมาจากเหตุก็จริง แต่เหตุนั้นต้องสมบูรณ์ก่อน จึงจะได้รับผล

มองไปตามพื้นดินในป่าใหญ่ มองเห็นธรรมหล่นเกลื่อนกลาด ธรรมเหล่านั้นก็คือใบไม้แห้ง ซึ่งแสดงสภาวธรรมให้เห็นถึงความเป็น อนิจจัง มันหลุดร่วงจากต้น กำลังจะถูกเหยียบย่ำ ให้เป็นดินเป็นทรายไป เมื่อเป็นดินแล้ว เมล็ดพันธุ์ของมันหล่นลงมาอีก มันก็กลายเป็นฐาน รองรับ ให้เมล็ดนั้นงอกงาม เป็นต้นเป็นใบขึ้นมาใหม่ แล้วค่อยๆโต ขึ้นสูงขึ้น ผลิดอกออกใบอ่อน…ใบอ่อนก็เปลี่ยนเป็นใบแก่ ใบแก่จาก เขียวเป็นเหลือง แล้วก็หลุดร่วงจากก้าน สู่พื้นดินเป็นใบไม้แห้ง เป็นดิน หมุนเวียนอยู่เช่นนี้

เมื่อเงยหน้าจากพื้นดิน ใบไม้บนต้น ยังมีอยู่มากเป็นแสนล้านเท่า พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปว่า ธรรมที่พระองค์แสดงมาแล้ว เป็นเพียงใบไม้แห้ง ๑ กำมือเท่านั้น ส่วนธรรมที่ยังไม่ได้แสดง ตลอด อายุของพระองค์ ยังมีมากเท่าใบไม้ในป่า

ช่างละเอียดลึกล้ำสุดจะประมาณได้ ท่านจึงห้ามเอาไว้ว่า อย่าไป รู้จักโลกเลย ไม่ว่าใครๆ เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตชั้นไหน ก็ไม่มีวัน จะรู้จักโลกได้ทั้งหมด นอกจากพระบรมศาสดาของเรา แม้กระนั้น ก็ยังไม่อาจแสดงความรู้ของพระองค์ได้หมดสิ้น

ฉะนั้นจงมองโลกให้แคบเข้า…แคบเข้า จนเหลือแต่กายและจิตนี้ เท่านั้น เมื่อรู้จักกายและจิตแล้ว ก็จะรู้จักโลกทั้งหมด ตลอดพิภพจักรวาล

แต่เพียงกายและจิตนี้ ก็ยังมีมนุษย์นับเป็นร้อยๆ ล้าน ไม่เคยมอง ไม่เคยรู้จัก ตามที่มันเป็นจริง เจ้ากายและจิตนี้ นับเป็นกองขยะที่ยิ่งใหญ่ รกไปด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไป ด้วยละอองแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ ที่หนาเตอะเหนียวแน่น ยากจะ กวาดล้างทำลายให้สะอาดได้ แม้จะสิ้นเปลืองภพชาติเกิดตายไปนับ ไม่ถ้วน

แต่สิ่งที่เกิดเป็นรูปธรรม ที่เห็นอยู่ในโลกนี้ ก็มีสภาวธรรมอย่าง เดียวกัน ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสัตว์ เล็กสัตว์ใหญ่ จะผิดก็แต่รูปร่างที่แตกต่างกันออกไป แม้กระนั้นในสิ่งที่ เราสมมติเรียกอย่างเดียวกัน มันก็ยังแตกต่างกันออกไปอีก คำว่า "ปลา" คำเดียว แต่มีปลากี่พันชนิดในโลกนี้ "นก" คำเดียว ก็ยังมีชื่อต่อท้าย อีกเป็นพันชนิด

แม้แต่ "เต่า" คำเดียว ก็ยังมีเต่าสีสวยเลี้ยงไว้ดูเล่น เต่าตะนุใน ทะเลที่ไข่ของมันราคาแพงมีรสมัน เต่านา เต่าบก เมื่อบุกเข้าไปในป่า กาญจนบุรี อาจได้พบเต่า ๖ ขา ขึ้นไปบนภูกระดึง จะได้พบเต่าขึ้น ต้นไม้เก่ง หางยาวตั้งศอก ที่เขาเรียกว่า "ปูเลย" อ้าวแล้วคำว่าปูเลยใน ภาคเหนือ กลายเป็นไพลหัวที่มาตำพอกแก้เคล็ดบวม

คำว่า "สุนัข" มันมีกี่พันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป แม้แต่เราสมมติ เรียกตัวเองว่า "มนุษย์" ก็มนุษย์ในโลกนี้มีกี่เผ่าพันธุ์ มนุษย์กินมนุษย์ ก็ยังมี แต่ถึงอย่างไร มันก็เป็นสภาวธรรมอันเดียวกันนั่นเอง

พระพุทธองค์คงจะเห็นว่า จะให้มนุษย์รู้จักโลกได้ทั้งโลก ก็จะทำ ให้ฟุ้งซ่าน เวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จักจบ จึงทรงกำหนดให้รู้จักแต่ กาย ในการ จิตในจิต แม้อย่างนั้น การทำความรู้จักกายกับจิต ตามสภาพ ความจริงของมัน ก็ต้องข้ามภพข้ามชาติเหมือนกัน กว่าจะรู้ว่า กายก็ดี จิตก็ดี สุดท้ายนั้น ก็เป็นอนัตตาไปทั้งสิ้น มนุษย์พากันยึดถือผูกพันกับ สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่ของตนเป็นวักเป็นเวร

อันที่จริง ความเจริญทางวัตถุ การพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้า พัฒนาโลกอะไรเหล่านี้ ก็นับว่าเป็นของดี ทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น สะดวกขึ้น ถึงใครจะไปคัดค้านว่าไม่ดี มันก็หยุดไม่ได้ เพราะ มนุษย์มีความรู้ความฉลาด มีปัญญามากขึ้น ก็ต้องพัฒนากันเรื่อยไป

แต่มันก็ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ไม่มีแนวร่วม ที่จะคิดจะทำ อย่างมีจุดหมายปลายทาง มีขีดจำกัดว่า เราจำเป็นแค่ไหน อะไรจำเป็น หรือไม่ เลยไม่มีคำว่า "พอดี" ความคิดประดิษฐ์ทำจึงเป็นไปอย่าง ฟุ้งซ่าน ไร้ขอบเขต ใครคิดทำอะไรเป็นพิเศษ ก็ว่าดี ยกย่องกัน จึง แข่งกันคิด แข่งกันทำ อย่างจบไม่ได้ หรือหยุดไม่ได้ คิดไกลไปถึงจัดสรร บ้านขายกันที่โลกพระจันทร์ และโลกอื่นๆ พยายามจะทำความฝัน ให้เป็นจริงให้ได้

แต่ความคิดสร้างสรรค์ ก็ยังนับว่าดีอยู่ แต่การคิดทำลายนี้ มากกว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงกดปุ่มปั๊บเดียว โลกก็ถูกทำลายแล้วอย่างนี้ มันมี ความจำเป็นแก่ชีวิตมนุษย์ไหม ทำเพื่อประโยชน์อะไร สร้างแล้วเตรียม เครื่องทำลายไว้ จะสร้างกันไปทำไม ผลที่สุดก็จะมีแต่ความว่างเปล่า ลมๆ แล้งๆ มนุษย์ที่ยังเหลือรอดอยู่ จะอยู่ในสภาพไหน

ความคิดทำลายนี้ แท้จริงก็ มาจากความโลภ อยากเป็นชาติที่มี อำนาจเหนือชาติอื่น เหนือโลก มาจากความโกรธ ที่ไม่สามารถทำให้ ชาติอื่นอยู่ในอำนาจของตน มาจากความหลง ที่ไม่รู้จริงในเรื่องของไตร ลักษณ์ ซึ่งไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้ ทุกสิ่งเกิดขึ้น ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป ทุกสิ่งเกิดขึ้นย่อมเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกสิ่งเกิดขึ้น ย่อมสูญสลายไป ปราศจากตัวตน เมื่อสภาพแท้จริงเป็นเช่นนี้ ทำไมจึงไม่คิดไม่ทำ เท่าที่มี ความจำเป็น และให้เกิดความ "พอดี"

ชีวิตมนุษย์เรา ที่เกิดมาเป็นสัตว์สังคมนี้ จริงๆแล้วต้องการอะไร เป็นเครื่องดำรงชีวิต?

พระพุทธเจ้าตรัสถึงเครื่องดำรงอยู่ว่า คือปัจจัย ๔ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ถ้าปัจจัย ๔ พอดี หรือ ขาดแคลนบ้าง ก็พอ อยู่ได้

ตามชนบทหรือบ้านป่าบ้านดง เราจะเห็นว่าแต่เดิมมานั้น เขาอยู่ กันด้วยปัจจัย ๔ จริงๆ ที่เดือดร้อนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดก็เพราะ มันไม่พอดี ขาดแคลนมากเกินไป จนทนไม่ไหว ถ้าขาดแคลนเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังพออยู่กันได้ นี่สำหรับชาวโลก

ถ้าเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ปัจจัย ๔ ก็ให้มี แต่ย่อส่วนลงไป ให้น้อยกว่าชาวบ้าน เพราะต้องอาศัยชาวบ้านเขากิน ต้องทำตนเป็น คนเลี้ยงง่าย "อาหาร" ชาวบ้านเขากิน ๒-๓ เวลา แต่พระก็ฉันเวลาเดียว "ยารักษาโรค" ก็ให้ฉันได้เท่าที่จำเป็น ไม่เป็นโรคเอายามากินเล่นก็เป็น อาบัติ "เครื่องนุ่งห่ม" ก็ให้มีไตรจีวรชุดเดียว จะมีมากก็เป็นอาบัติ

ในสมัยพุทธกาล เคยห้ามไม่ให้เอาของใหม่มาใช้ ให้ไปเที่ยว เก็บผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะหรือป่าช้า มาเย็บต่อกันเป็นจีวร มาผ่อนผัน ให้รับผ้าใหม่จากทายกในภายหลัง

ส่วน "ที่อยู่อาศัย" ก็ให้อยู่ตามโคนต้นไม้ในป่า หรืออยู่เรือนร้าง ที่เจ้าของเขาทิ้งแล้ว หรืออยู่ในถ้ำเพิงผาก็อนุโลมให้ ในฤดูเข้าพรรษา ไม่มีที่จะหลบฝน ก็อนุญาตให้ทำกระต๊อบมีที่มุงที่บังได้ แต่ก็ให้ไม่เกิน ส้วมของเศรษฐีมีเงินในเมือง และไม่ให้ยึดถือว่าเป็นสมบัติของตน หมด หน้าฝนแล้ว ก็ต้องไปอยู่ตามโคนต้นไม้ ตามถ้ำ ไม่ให้อยู่เป็นที่ ให้ แสวงวิเวกเรื่อยไป แต่ก็ดำรงชีวิตอยู่ได้เพื่อปฏิบัติธรรม ให้ถึงความพ้นทุกข์

แต่การดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมทุกวันนี้ อยู่กันอย่างแบ่งฐานะ ๓ ระดับคือ

๑. อยู่อย่างขาดแคลน

๒. อยู่อย่างพอดี

๓. อยู่อย่างส่วนเกิน

มนุษย์ในชนบทหรือป่าดง อยู่ในสองฐานะแรกเป็นส่วนมาก คือ ขาดแคลนกับความพอดี แต่มนุษย์ในเมืองอยู่ใน ๓ ฐานะ อย่างใด อย่างหนึ่ง และ ที่เห็นๆ ในบ้านเมืองนั้น มักเห็นว่าอยู่อย่างส่วนเกิน ไม่น้อยเลย เพราะความเจริญทางวัตถุ ทำให้เกิดส่วนเกินขึ้นมากมาย จนกลายเป็นข้ออ้างว่า "จำเป็น" สำหรับชีวิตประจำวัน

ในสมัยพุทธกาล คนที่ดำรงชีวิตอย่างส่วนเกินก็มี เรียกกันว่า "เศรษฐี" แต่คำว่าเศรษฐีนั้น ท่านแปลว่า "ผู้มีโรงทาน" เศรษฐีเล็กก็มี โรงทานเล็ก หรือมีโรงเดียว เศรษฐีใหญ่ก็มีโรงใหญ่ หรือหลายโรง

มีไว้ทำไม? ก็มีไว้สำหรับแบ่งส่วนเกินของเขา ให้แก่คนที่ไม่มีหรือ ขาดแคลน ไม่ให้เอาเปรียบสังคมมากเกินไป ความนิยมเรื่องโรงทานนี้ พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านก็เคยทำกันมา

แต่สังคมไทยสมัยนี้ เศรษฐีไม่มีโรงทาน มีแต่บ้านใหญ่เก็บสะสม ส่วนเกินเอาไว้เท่าที่จะมากได้ ไม่ยอมแบ่งให้ใครง่ายๆ เมื่อเกิดเศรษฐี ส่วนเกินมากขึ้น ก็ทำให้ความพอดีของคนส่วนใหญ่ ต้องขาดแคลนลง คำว่า เอารัดเอาเปรียบก็ตามมา ความไม่เป็นธรรมในสังคมก็ตามมา และชักจะมองหน้ากันไม่ได้ ฉันคนรวย แกคนจน คบกันไม่ได้เสียแล้ว นี่คือการเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ได้อยู่กันอย่างชาวพุทธ ไม่มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ความโลภ โกรธ หลง มันมาพอกหน้าเห็นแต่ แววตาที่เห็นแก่ตัว ความพอดีก็หายไป

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความ "พอดี" ต้องการให้ ชาวโลกรักษาระดับแห่งความพอดีเอาไว้ให้ได้ ความเจริญทางวัตถุ ก็ให้อยู่ในความพอดี เท่าที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ความเป็นอยู่ก็ให้พอดี

เรื่องความร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีนั้น ท่านไม่ได้จำกัดไว้ เพราะถือความมีความจน เป็นผลของกรรมดีกรรมชั่ว แต่ท่านให้รู้จัก ปรับตัว ให้อยู่ในความพอดี ถ้าชาวไทยหรือชาวโลก ยึดถือเอาความ พอดีเป็นอุดมการณ์ ก็จะอยู่กันอย่างสันติสุข เป็นสันติภาพแท้จริง

แม้ภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ ก็ต้องยึดถืออุดมการณ์ ให้เป็นแบบ อย่างแก่ชาวโลก ให้เขาเห็นว่า ภิกษุท่านดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความพอดี ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าชาวโลกเสียอีก แต่ท่านยังอยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้

ภิกษุส่วนมากในสมัยนี้ ไม่ได้อยู่ในอุดมการณ์ของความพอดี พากันแสวงหาส่วนเกิน มากกว่าชาวโลกเสียอีก เมื่อไม่รักษาอุดมการณ์ เอาไว้ให้ได้ ก็เท่ากับไม่อยู่ในธรรมวินัย เพราะธรรมวินัยท่านกำหนด เอาไว้ เพื่อให้เกิดความพอดีอยู่แล้ว ภิกษุประเภทนี้ แม้จะมีผ้าเหลืองเป็น เครื่องหมายแสดงความเป็นภิกษุ ก็ไม่ถือว่าเป็นภิกษุ อาศัยเครื่องหมาย หากิน หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ เป็นเนื้อนาบุญไม่ได้ ตายไปก็ลง นรกท่าเดียว

ที่อาตมาพูดมานี้ ก็ได้จากการพิจารณาธรรมะในป่า เข้าไปหา ในเมือง และเพื่อให้เห็นว่า การเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น จำเป็น อย่างยิ่ง ที่จะเผยแพร่อุดมการณ์แห่งความพอดี ให้กว้างขวางออกไป เป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงอยู่ของชาวโลกให้ได้เสียก่อน เพราะการ ที่จะปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป ก็จะต้องปฏิบัติตามความพอดีเช่นกัน เรียกว่ามีความพอดีเป็นพื้นฐาน และมีความพอดีเป็น "ญาณ" ก้าวไปสู่ อมตธรรม คือ "พระนิพพาน"

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๑๑. ท่องธุดงค์แสวงหาที่วิเวก

20140311_164905

บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม

๑๑. ท่องธุดงค์แสวงหาที่วิเวก

หลวงพ่ออาจารย์กับอาตมา ท่องธุดงค์แสวงวิเวกในป่า แถบนี้ จนบรรลุถึงบ้านบึง ๑๔ แผ่นดินที่อุดมชุ่มชื่น เนื่องจากไอเย็น ที่กระจายจากน้ำตก ต้นลำแม่น้ำชี ขาว พืช ผลไม้มักงอกงาม ต้น สมโอของบ้านนี้ ลูกใหญ่ดูเป็นพวงระย้าไปทั้งต้น แต่เพราะห่างไกล ความเจริญ จึงไม่มีค่าเอาไปซื้อขายได้

ชาวบ้านว่าเคยบรรทุกเกียนเข้าไปขายในเมือง ได้เพียง ๔ ลูกบาศก์ ไม่คุ้มกัน จึงเห็นเด็กๆ เอาส้มโอมาเตะเล่นต่างฟุตบอล เป็นที่สนุกสนาน ความใหญ่ของส้มโอเท่าลูกมะพร้าวทีเดียว

ในป่าและท้องนาของหมู่บ้านนี้ มักมีเก้งและกระต่าย วิ่งไปมาชุก ชุมมาก เป็นสัตว์ขนาดเล็กที่ไม่อยู่ในสายตาของชาวบ้าน ในการนำมา เป็นอาหาร สัตว์ที่เราใช้เป็นอาหารอย่างน้อยก็ต้องเป็นกวาง ขึ้นไปถึง วัวป่าและกระทิง

วัวป่าชนิดหนึ่งมีขนเป็นปุยรอบช่วงคอ เขาเรียกว่า "เมย" มีชุกชุม เป็นฝูง แต่ถ้าชาวบ้านเขาไม่อดจริงๆ ก็จะไม่ล่ามาเป็นอาหาร ที่เขา ชอบมากก็เป็นพวกปลา ที่พอหาได้ในลำห้วยเหนือหรือใต้น้ำตกลงไป

ชาวบ้านที่นี่ เป็นคนใจดี อารมณ์แจ่มใส และใจบุญ เวลาไป บิณฑบาต เขาก็พากันใส่ทั้งข้าวทั้งกับ พอได้ขบฉัน อาตมาและหลวงพ่อ ปักกลดห่างหมู่บ้านประมาณสัก ๑ กิโลเมตร ตอนเย็นๆ หรือตอนบ่าย เขาจะมาขอฟังธรรมด้วย แล้วก็ไม่รบกวนอะไร อย่างการขอเลขเบอร์ หวังร่ำรวยนั้นไม่มี เพราะหมู่บ้านเขาอยู่ไกลเกินกว่าจะเดินไปซื้อหา ที่อำเภอ

การอยู่ไกลความเจริญนั้นก็ดีไปอย่างหนึ่ง ไม่มีเครื่องยั่วยวนให้ใจ ฟุ้งซ่าน เกิดกิเลสตัณหาเท่าใดนัก รู้สึกว่าเขาอยู่กันด้วยความพอดี แม้ ไม่มีใครมาสั่งสอนเรื่องธรรม เขาก็มีธรรมอยู่ตามธรรมชาติของเขาเอง เรียกว่าธรรมก็คือธรรมชาติ หรือธรรมชาติก็คือธรรม ถึงจะมีการผิดศีล บ้าง เช่น การฆ่าสัตว์ก็เป็นไปเพื่อความมีชีวิตรอด ไม่ได้ถือเป็นอาชีพ

จิตใจของคนที่อยู่กับธรรมชาติแห่งนี้ จึงอยู่ในความสงบสุข และ พึ่งตนเองได้ เสื้อผ้าก็ทอใช้เอง ปลูกฝ้ายเอง ปลูกต้นครามไว้ย้อมผ้า เอง สิ่งที่เขาจะต้องซื้อก็คือเกลือ

ชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่า ในป่าแถบนี้มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก เสือก็ มีมากเช่นกัน แต่ไม่เคยเข้ามารบกวนในหมู่บ้าน เนื่องจากมีสัตว์ที่เป็น อาหารของเสืออยู่ทั่วไป เข้าป่าไปหาฟืนเก็บหน่อไม้ เห็นกันก็ไม่ทำอะไร เขาบอกว่าเสือที่จะทำอันตรายคน ก็ได้แก่เสือที่ถูกเขายิงบาดเจ็บ หรือ ที่เรียกว่าเสือลำบาก กับเสือแก่วิ่งไล่จับสัตว์ไม่ไหว ก็มักมาคอยดักกินคน แต่ที่นี่ไม่เคยมีใครไปยิงเสือให้ลำบาก แม้แต่เสือแก่ นอนอยู่เฉยๆ ก็ มีกระต่ายวิ่งมาเข้าปากเอง เพราะมันชุมมาก ชาวบ้านเขาเล่าอย่าง ติดตลก

หลวงพ่อกับชาวบ้านแถวนั้น คุ้นเคยกันดี เพราะท่านเคยธุดงค์มา ถึงหลายครั้ง บางคนก็ปฏิบัติธรรมสมาธิ ตามที่หลวงพ่อเคยสอนไว้

การแสดงธรรมของหลวงพ่อ ไม่ได้ทำอย่างมีพิธีการอะไร มัก สนทนากันแบบกันเอง เช่น คุยกันเรื่องศีล ท่านก็จะอธิบายว่าศีลมีอะไร บ้าง ทำไมจึงต้องละเว้น หรือให้ถือศีล ๕ เป็นประจำ

กลางคืนมีโยมมานั่งปฏิบัติธรรมด้วยหลายคน เท่ากับมาอยู่เป็น เพื่อนดูแลอุปัฏฐากเรื่องน้ำเรื่องไฟ เวลานอนเขาจะอยู่ห่างจากกลด พูดกันค่อยๆ ไม่ได้ยิน พวกเขาช่างกินง่ายอยู่ง่ายจริงๆ เพราะอยู่กับ ดินกินกับทรายมาเสียจนชิน จะเป็นเพิงหน้าถ้ำ โคนต้นไม้ เขาก็หลับได้ ไม่ต้องระแวงหวาดกลัวอะไร แต่ไฟนั้นขาดไม่ได้ จะเป็นหน้าร้อนหน้า หนาว เข้านอนแล้ว ต้องสุมไฟ เพราะไฟทำให้สัตว์รู้ ไม่เข้ามาใกล้

จากบ้านบึง ๑๔ ก็ลงเขาขึ้นดอย ไปออกทางบ้านนาสวน มุ่ง เข้าสู่จังหวัดเลย ที่เลยนี้จะเรียกว่าเป็นเมืองภูเขาก็ได้ มองไปรอบๆ ทางไหน จะเห็นเขาน้อยใหญ่เรียงกันเป็นพืดไป แม้ตัวจังหวัดเลยเอง ก็ตั้งอยู่บนหลังเขา เรื่องหนาวไม่ต้องพูดถึง บางปีต้องขุดรูกันอยู่ หรือ เข้าไปนอนหมกอยู่กับกองฟาง แม้แต่ต้นกล้วยก็มีน้ำในกาบกล้วยแข็งตัว ทำให้เป็นสีดำเหมือนถูกไฟไหม้ ก็เป็นเหตุให้ต้นกล้วยตาย

อาตมาและหลวงพ่อไม่ได้เข้าไปในเมือง ถือธุดงค์ไปตามป่าแถว ภูกระดึง และวังสะพุง มีถ้ำให้อาศัยหาความอบอุ่น แต่ตอนเช้ามืด จะรู้สึกหนาวเหน็บสะท้านไปทั้งตัว ก็ต้องเริ่มออกบิณฑบาต แต่เดิน ไปสักพักหนึ่ง ก็ค่อยยังชั่วแล้ว กลับมีเหงื่อซึมเสียอีก

ทำให้ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนให้เดินบิณฑบาต เดิน จงกรม เดินธุดงค์ เป็นการรักษาสุขภาพร่างกายเอาไว้ได้ ไม่เมื่อยขบ ไม่หนาว หรือทนหนาวได้

พระพุทธเจ้านั้น ท่านสมเป็นพระบรมศาสดา เป็นครูของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ท่านสอนให้รู้ละเอียดรอบคอบไปหมด เดินบิณฑบาต มีประโยชน์อย่างไร จะต้องเดินอย่างไร จึงจะเป็นการสำรวม การเดิน สำรวมต้องมีสติ เอาจิตจับอยู่ที่ลมเข้าออก ไม่มีอะไรก็ภาวนาคาถา บทใดบทหนึ่งไป เช่น พุทโธ

เวลาเข้าไปรับบาตร ก็ให้มองลงในบาตร เพื่อไม่ให้ตามันสอดส่าย ไปดูคอเสื้อสีกาเข้า เดี๋ยวมันจะปรุงแต่งไปกันใหญ่

การคิดปรุงแต่งมันเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต ถ้าตาไปเห็นรูป หูได้ยิน เสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส แม้ไม่ได้สัมผัส จิตมันก็ปรุงแต่งจากสัญญา ขึ้นมาได้ เมื่อสัมผัสแล้วทำอย่างไร ท่านก็ให้พิจารณาถึงสิ่งตรงกันข้าม เสีย เห็นสวยก็ให้คิดถึงความสวยให้ถึงที่สุดว่า สวยแล้วมันจะกลาย เป็นไม่สวยได้ หรือพอแก่หนังเหี่ยวมันจะสวยไหม พอเวลาตาย ผิวมัน จะบวมฉุแตกปริ เน่าเฟอะ ส่งกลิ่นเหม็น มันจะสวยไหม ท่านบอกไว้ ทุกทาง แม้กระนั้นเจ้าความอยากในกามคุณ มันก็ยังเล็ดลอดออกไปได้ ท่านก็สอนให้มีสติ คอยระวังรักษาจิต คอยรู้เท่าทันอารมณ์กิเลส

ชาวบ้านชาวโลก มีความอยากมากมาย เพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดความอยาก ให้เกิดการปรุงแต่ง ก็ต้องหัดให้รู้จักระวังรักษาจิต คอยรู้เท่าทันความอยากเสียบ้าง ไม่ใช่อยากแล้ว ก็ไม่รู้จักยับยั้ง ปล่อย ตามใจความอยากเรื่อยไป เพราะความอยากบางอย่าง เราทำให้สมอยาก ไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาจะอยาก เมื่อไม่สมอยาก ก็เศร้าโศกเสียใจ เสียดาย อาลัยหา ซึ่งทำให้เกิดทุกข์แก่ตนเอง

วัตถุทั้งหลาย เช่น ของใช้ ถ้าเรามีอยู่พอใช้ได้ ก็ใช้ไปก่อน ขืนไป อยากเข้าอีก แสวงหามาอีก มันก็ไม่พอดี เกินความจำเป็นไป

พระพุทธเจ้าละเอียดยิ่งกว่าพ่อแม่ของเราเสียอีก จะตอบแทน คุณท่านได้อย่างไร เพราะท่านไม่ต้องการให้เราตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ท่านมีพระประสงค์จะให้สาวกหรือชาวโลกปฏิบัติเพื่อตัวเอง ทำเพื่อ ตัวเอง ทรงตรัสว่า "อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ" ซึ่งแปลว่า "ตนเป็นที่พึ่ง ของตน"

คำสอนของพระองค์ แม้จะประเสริฐยอดเยี่ยมอย่างไร ถ้าไม่ปฏิบัติ ด้วยตนเองแล้ว ก็ยากที่จะพ้นทุกข์ได้ ถึงเราจะประกอบงานอาชีพ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ทำด้วยตนเอง อาศัยจมูกคนอื่นหายใจ คอยให้ เขาทำให้ ก็จะไม่เกิดผลแก่ตน และคงจะไม่มีใครมาทำแทนเราได้

ธรรมปฏิบัติที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ เราต้องรู้ด้วยตนเอง เห็นด้วยตน เอง จึงจะเกิดปัญญารู้แจ้งถึงทางพ้นทุกข์นั้น การตอบแทนคุณท่าน ก็คือปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ด้วยการปฏิบัติเพื่อตนเอง จะไป หวังพึ่งพระเจ้าองค์ไหน ไม่ได้ทั้งสิ้น

คำสอนของพระองค์เป็นสัจธรรม ไม่มีธรรมหมวดใด ที่จะทรง กล่าวอย่างเหลวไหล พิสูจน์ไม่ได้ เว้นแต่เราจะไม่รู้จริง หรือไม่ยอมพิสูจน์ เท่านั้น สิ่งที่เราจะเห็นง่ายๆ ด้วยการพิจารณาจากชีวิตประจำวัน ของเราเอง ก็คือ อริยสัจ แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจกันว่า อริยสัจ ๔ คืออะไร

เมื่อเรามีทุกข์ บางทีเราก็ไม่สนใจว่ามันเป็นทุกข์ เราพากันเรียก ทุกข์ว่า "ปัญหา" ปัญหาในการงาน ปัญหาในชีวิต

แต่ที่จริงตามความหมายในพุทธศาสนา ก็คือทุกข์นั่นเอง เมื่อ ปัญหาหรือทุกข์เกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่เราทนนิ่งดูดายไม่ได้ บางปัญหา ถ้าเราไม่หาทางแก้ไข อาจเดือดร้อนมากมาย อาจทำให้บ้านแตกสาแหรก ขาดก็มี ทำให้ล่มจมก็มี ทำให้ติดคุกติดตะรางก็มี ทำให้สุญเสียทรัพย์ สมบัติก็มี ทำให้ถึงตายก็มี

เรารู้สึกวิตกกังวลหรือไม่ ถ้าเรารู้สึกวิตกกังวลทนนิ่งอยู่ไม่ได้ นี่แหละเป็นตัวทุกข์แล้ว

ชาวโลกทั่วไป เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นเช่นนี้ ก็จะต้องหาทางแก้ไข เราจะ แก้ไขได้อย่างไร ก็ต้องค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ให้ได้เสียก่อน หรือ จะเรียกว่า ให้รู้ตัวปัญหาว่าทุกข์มันเกิดขึ้นจากอะไร ถ้ารู้ตัวปัญหาแล้ว เราก็จะมีทางแก้ได้หลายอย่างตามความเหมาะสม เรียกว่ารู้ทางดับทุกข์ เมื่อรู้ทางดับทุกข์ และดับมันเสีย ทุกข์ก็ย่อมจะหมดไป สัจธรรมของ พระองค์เป็นอย่างนี้ เราท่านจะปฏิเสธได้หรือว่า ไม่เป็นความจริง

เมื่อรู้ว่ามีทุกข์ ท่านให้หาเหตุว่า ทุกข์เกิดจากอะไร เมื่อรู้เหตุแล้ว ก็หาทางแก้ เมื่อแก้ได้ก็สิ้นทุกข์ แต่การที่เราจะรู้เหตุแห่งทุกข์ รู้วิธีแก้ทุกข์นั้น ก็จะต้องมีสติ การที่จะมีสติระลึกรู้ได้ ก็ต้องมีความสงบ

คนที่จิตใจคิดฟุ้งซ่าน กลัดกลุ้มไปร้อยพันเรื่อง ไม่มีทางจะแก้ได้ ถึงแก้ได้ก็ด้วยการตัดสินใจอย่างง่ายๆ บางคนคิดฆ่าตัวตายไปให้สิ้นเรื่อง บางคนเป็นหนี้ ดันไปคิดฆ่าเจ้าหนี้ เพราะเมื่อเจ้าหนี้ตายเสียแล้ว ตน จะได้พ้นจากการเป็นหนี้ แต่ไม่คิดว่า ไปฆ่าเขาตาย เขาจับได้จะเป็น อย่างไร เรียกว่าคิดสั้นๆ อย่างคนโง่เขลาเบาปัญญา ฉะนั้นจึงต้องมี ความสงบ มีสติไตร่ตรองให้รอบคอบ ให้มองเห็นเหตุ จึงเห็นทางแก้

ท่านจึงสอนว่า ให้หมั่นทำใจให้สงบ ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิกันเอาไว้ บ้าง เมื่อมีสมาธิ ความเยือกเย็นสุขุม ก็จะเกิดขึ้นมา พิจารณาถึงทาง แก้ไข เรื่องของชาวโลกเรา มันก็มีอยู่ง่ายๆ แค่นี้ แต่เราไม่คิดทำกัน เมื่อเกิดปัญหาหรือทุกข์เล็กน้อย ก็กลายเป็นปัญหาหรือทุกข์ใหญ่ แก้ ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ ต้องวิ่งให้คนอื่นเขาช่วยแก้ ปัญหาของหนุ่มสาว รักๆ ใคร่ๆ ก็แก้ไม่ได้ เห็นให้ทางหนังสือพิมพ์ช่วยตอบให้มากมาย แทนที่จะเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐกับเขาได้ ก็กลายเป็นมนุษย์โง่ๆ ที่ไป ประกาศความโง่ของตนเอง ให้โลกเขารู้ ให้เขาเอาคำถามไปประจาน ในหน้าหนังสือพิมพ์

นี่เป็นอริยสัจ ๔ ของชาวโลก ที่มีอยู่เป็นอยู่ในชีวิตคนเรา เป็น ประจำวันทีเดียว แต่ยังมีอีกขั้นหนึ่งในทางธรรม ลึกซึ้งขึ้นไปอีก มันเป็น อริยสัจของชีวิต ที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ชีวิตทั้งหลาย ต่างก็ต้อง เวียนเกิด เวียนแก่ เวียนเจ็บ เวียนตายอยู่เช่นนี้ หลายร้อยภพหลาย ร้อยชาติ ด้วยกรรมต่างๆกัน เป็นที่น่าเบื่อหน่ายนัก การเกิดมาก็ต้อง เผชิญกับทุกขเวทนา ไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งที่แท้จริง ชีวิตไม่ว่าคนหรือสัตว์ ก็เป็นอนัตตา มิใช่ตัวตนของเราหรือของใครทั้งสิ้น จะยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นของเราก็ไม่ใช่ ทรงเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ทรงเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ประสงค์ที่จะเวียนเกิดเวียนตายต่อไปอีก จึงทรงออกบวช เพื่อแสวงหา ความไม่เกิดไม่ตาย อันจะเป็นทางพ้นทุกข์

การออกบวช เพื่อแสวงหาการไม่เกิดไม่ตาย อันเป็นทางพ้นทุกข์ นั้น เพียงหาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เราท่านที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ก็คง จะมึนงงแทบไม่รู้เรื่องเอาทีเดียว มันสลับซับซ้อนเกี่ยวพันกัน เป็น รายละเอียดมากมาย จะทำให้รู้แจ้งแทงตลอดได้ ก็ด้วยการทำจิตพิจารณา ให้เห็นด้วยปัญญาของตนเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงลำบากยากเข็ญมาแล้ว กว่าจะค้นหาเหตุอันนี้พบ

แต่เมื่อพบแล้ว ก็ยากที่จะอธิบายให้ชาวโลกเข้าใจได้ถึงความเป็น จริง เพราะระดับจิตใจระหว่างผู้พบความจริงด้วยจิต ที่เกิดปัญญาขึ้นเอง กับปัญญาอย่างโลกๆ นั้นแตกต่างกัน ยากที่จะเข้าถึงกันได้

ถ้าจะนำมากล่าวกันย่อๆ ประการแรก ท่านก็บอกว่า วิญญาณ มีขึ้น เพราะนามรูปเป็นปัจจัย และนามรูปมีขึ้น เพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย ถ้าไม่มีสองสิ่งนี้ ก็ไม่มีวิญญาณและนามรูป ไม่มีมนุษย์สัตว์ เกิดขึ้น

แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเท่านั้น ยังมีสิ่งอื่นประกอบด้วย เช่น ท่านว่า อายตนะ ๖ ประการมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย และอายตนะ ๖ ประการ เป็นปัจจัยของผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยแห่งเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยแห่ง ตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัยแห่งภพ เครื่องเกิดภพเป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา มรณะอันเป็นนิตยทุกข์ ความ โศกร่ำไรทุกข์โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น เพราะชาติ ความเกิดเป็นปัจจัย กองทุกข์ทั้งสิ้นจึงมาเกิดขึ้น ทรงมีพระปรีชารู้แจ้งว่า มันเกิดขึ้นพร้อมกัน

เมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว ก็ทรงแสวงหาทางดับทุกข์ให้สนิทลง ทรง ตั้งปัญหาถามพระองค์เองว่า เมื่ออะไรไม่มีเล่าหนอ ชรา มรณะจึง จะไม่มี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอะไร ชรา มรณะ จึงจะดับไปโดย ไม่เหลือ จึงเกิดความรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติความเกิดไม่มี ชรา มรณะ ก็ไม่มี อาศัยชาติดับสนิท ชรา มรณะ ก็จะดับไปโดยไม่เหลือ อาศัยชาติ ดับสนิท ชรา มรณะ จึงจะดับสนิทได้ เพราะภพดับสนิท ชาติจึงจะ ดับสนิทได้ เพราะอุปาทานดับสนิท ภพจึงจะดับสนิท เพราะตัณหาดับ สนิทลง อุปาทานจึงจะดับสนิทไป เพราะเวทนาดับสนิท ตัณหาจึงจะ ดับสนิทได้ เพราะผัสสะดับสนิท เวทนาจึงจะดับสนิทได้ เพราะอายตนะ ๖ ประการดับสนิทลง ผัสสะจึงจะดับสนิท เพราะนามรูปดับสนิทลง อายตนะ ๖ ประการ จึงจะดับสนิทได้ เพราะวิญญาณดับสนิท นามรูป จึงดับสนิท

อันนี้ เป็นการรู้ทางที่จะดับทุกข์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงทบทวน เป็น อนุโลมปฏิโลม จนเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นในพระทัย ไม่มีข้อสงสัย พระองค์ ทรงตรัสรู้แล้ว และการตรัสรู้นี้ก็เพราะพระองค์ได้ทรงดำเนินตามมรรค ๘ เป็นลำดับไป ด้วยทรงมีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจไว้ชอบ ซึ่งล้วนแต่ดำเนินไป ตามกุศลธรรมทั้งสิ้น

มนุษย์เราก็เช่นกัน เมื่อประพฤติปฏิบัติตน อยู่ในมรรค ๘ นี้แล้ว ก็ย่อมจะนำตนให้พ้นทุกข์อย่างโลกๆได้ ไม่มีเวรภัยต่อผู้ใด ที่เป็น พระสงฆ์สาวก ถ้าปฏิบัติตามที่พระองค์สอน ไม่ว่าจะเป็นสมัยพุทธกาล ที่ยังทรงมีพระชนม์อยู่ หรือแม้ปรินิพพานไปแล้ว นานกว่า ๒,๕๐๐ ปีเศษ ก็จะได้บรรลุมรรคผลเช่นเดียวกับพระองค์ เช่นเดียวกับที่พระ องค์ยังทรงพระชนม์ เพราะธรรมะของพระองค์คือตัวแทนของพระตถาคต

ยังมีอีก ที่เราชาวพุทธควรจะตริตรอง พิจารณาธรรมที่พระองค์ ตรัสไว้ดีแล้ว งามแล้ว ชอบแล้ว เพื่อตนเองจะได้มีปัญญารู้แจ้งแทงตลอด ด้วยตนเอง ไม่มีสิ่งใดที่ทรงปิดบังไว้ ทรงสั่งสอนให้เป็นที่แจ่มแจ้ง และ หลากหลายด้วยอุบายวิธี ที่จะนำมาปฏิบัติให้ถึงสัจธรรมและความ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพียงแต่เราท่าน ยังมัวเมาตกอยู่ในอำนาจ ของ โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ขันธ์ ๕ ก็ค่อยๆ พิจารณา ความเป็นมาแห่งชีวิตของตน เราเกิดมาได้ทำดีทำชั่ว หรือสร้างกรรมดี กรรมชั่วอะไรมาบ้าง สิ่งใดที่ควรทำให้มากขึ้น ก็ทำต่อไป สิ่งใดที่ไม่ดี ควรทำให้น้อยลง หรือไม่ทำต่อไปอีก ก็คงจะทำให้ชีวิตนี้ราบรื่น ปลอด โปร่ง สบายขึ้น

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า ทำไมท่านจึง ตรัสอย่างนั้น ก็เพราะทรงเห็นด้วยญาณอันบริสุทธิ์ว่า กรรมนั้น ไม่ว่า จะดีหรือชั่ว ย่อมมีผลสนองตอบเสมอ การทำกรรมดีนั้น ไม่จำเป็น ต้องพูดถึง แต่กรรมชั่วนั้นซิ มีผลอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

เพียงละเมิดศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลประจำชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็น เครื่องแสดงถึงความประเสริฐ ของความเป็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ผู้ใด ละเมิดซึ่งศีล ๕ ก็แสดงว่า ยังเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์ตามความหมาย นี่เป็นสิ่งที่เราพอมองเห็นกันได้

อย่าพูดถึงนรกเลย อาตมาไปเห็นมาแล้ว ถึงไม่ต้องไปก็มีดวงตา เห็นได้ ว่าในแผ่นดินนรกนั้น เป็นแผ่นดินไฟ มีแต่ไฟลุกอยู่อย่างร้อนแรง พร้อมที่จะเผาผลาญความชั่วร้าย ให้พินาศเป็นจุณไป ผู้ละเมิดศีล ๕ มักต้องไปให้ไฟนรกเผาไหม้ทรมาน ไม่มีวันได้หยุดพักหายใจ ถ้าจะ บรรยายให้ละเอียด ก็คงจะยืดยาว จงคิดพิจารณาเอาเองเถิด

พูดอย่างที่เราท่านพอมองเห็นได้ โลกนี้ก็มีนรกสวรรค์ คือ ความดี ความชั่ว ให้มองเห็นได้ คนที่ทำความดี ให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิให้ใจ ตั้งมั่นสงบ เมื่อนึกถึงความดีที่ตนได้กระทำ ก็ย่อมจะรู้สึกอิ่มเอิบเป็นสุข ผู้ที่รู้สึกอิ่มเอิบเป็นสุข ก็จะมองเห็นทุกสิ่งดีงามไปหมด มักมองโลกใน แง่ที่ดี และเห็นคนอื่นดีเหมือนตน ย่อมดำรงตนอยู่ได้ด้วยความเป็นผู้ มีมิตรที่ดี ครอบครัวก็สงบราบรื่น มีกำลังใจที่จะทำการงาน เพื่อความ สุขของครอบครัว ทำให้มีฐานะดีขึ้น

ส่วนผู้ที่ทำแต่กรรมชั่ว เมื่อคิดถึงกรรมที่ตนกระทำมา เช่น ไปฆ่า เขา ใจก็ไม่อิ่มเอิบเป็นสุข คอยหวาดระแวงว่า พี่น้องมิตรสหายของเขาจะ มาแก้แค้น ทำกับตนบ้าง เมื่อมีความหวาดระแวง ก็จะเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ไปหมด คนนั้นก็ไว้ใจไม่ได้ คนนี้ก็ไว้ใจไม่ได้ กลายเป็นคนมองโลกใน ด้านร้าย เป็นคนมีอารมณ์หงุดหงิด ในครอบครัวก็คอยแต่จะมีปากเสียง ทะเลาะวิวาททำร้ายกัน คนที่มีจิตใจอย่างนี้ ก็เหมือนตกอยู่ในนรก ให้ ร้อนรุ่มกระวนกระวายอยู่เป็นนิตย์ เอาเพียงเท่านี้ ก็คงเห็นนรกสวรรค์ใน มนุษย์โลกได้แล้ว ว่าแตกต่างกันอย่างไร

ผู้ที่คิดว่า ตนเป็นคนมีปัญญาความคิด มักพูดกันถึงความยุติธรรม เขาต้องการความยุติธรรม เรียกร้องหาความยุติธรรม แต่ตามที่เป็นจริง แล้ว เขาต้องการความยุติธรรมเพื่อตนเอง มากกว่าที่จะหยิบยื่นความ ยุติธรรมให้แก่ผู้อื่น สิ่งใดที่เขาไม่ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ให้แก่ผู้ อื่น เขาจะบอกว่าไม่ยุติธรรม แต่ถ้าเขาได้ประโยชน์ โดยทำให้ผู้อื่น เสียประโยชน์ หรือเขาได้ประโยชน์บนความเดือดร้อนทุกข์ยากของผู้อื่น เขาจะบอกว่ามันยุติธรรมดีแล้ว เพราะเขาฉลาดกว่า และมีอำนาจมาก กว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ ที่มัวเมาอยู่ใน ความโลภ ความโกรธ ความหลง มัวเมาอยู่ใน กิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งก็ช่างเถอะ เพราะ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

แต่เมื่อคิดพิจารณาให้ลึกเข้าไปอีก ในระหว่างรูปธรรมกับนามธรรม หรือกายกับจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นคนละส่วน แต่อยู่ด้วยกัน เราก็ไม่มี ความยุติธรรมจะให้ ทั้งที่รู้ว่ากายยาววาหนาคืบนี้ มีธรรมชาติเกิดขึ้นแล้ว ดับไป ในที่สุดก็เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน ยึดถือเป็นเราของเราไม่ได้ แต่เราก็ ยังงมงายทนุถนอมบำรุงบำเรอกายสารพัด

แม้แต่อาหารก็ต้องให้กินดีๆ มีโภชนาการ อาหารที่บ้านไม่อร่อย ต้องออกไปกินตามเหลาตามภัตตาคาร ซึ่งมีอาหารเลิศรสราคาแพง สั่ง เข้ามาเต็มโต๊ะ จนกินไม่เข้า เพราะแท้ที่จริงจะดีหรือเลว ก็กินได้เพียง อิ่มเดียวเท่านั้น

ร่างกายตอนไหนสัดส่วนไม่ดี ก็พากันไปเพิ่มเติมเสริมแต่ง หน้าตา ผิวพรรณโดยธรรมชาติก็งามดีอยู่แล้ว ยังไม่พอใจ ต้องไปเสริมสวย ต้อง หาอะไรมาพอกมาเขียน ให้มันดีขึ้นอีก จนดูเป็นงิ้วหรือตัวตลก ทั้งๆที่ รู้ว่าพอถึงยามแก่เฒ่า หน้าตาผิวพรรณมันต้องเหี่ยวย่นเหนียงยานจนได้ ท่วงท่าเชิดหน้ายังกับนางพญาหงส์ มันจะต้องงองุ้มคุ้มลง ต้องถือ ไม้เท้ายักแย่ยักยัน เราก็ไม่ยอม ขอให้สวยไว้ก่อน

การพักผ่อน แม้การงานไม่หนัก ก็ต้องพักผ่อนให้มาก พามันไป เที่ยวตากอากาศ บางทีก็ไปถึงต่างประเทศ ให้กินอาหารดีๆ แล้วนอน มากๆ เป็นอะไรนิดหน่อยก็ต้องรีบวิ่งไปหาหมอ รวมความว่าเราเอาใจ ทนุถนอมร่างกายนี้ อย่างเต็มกำลังความสามารถ

แต่จิตวิญญาณของเราล่ะ เราให้อะไรกับจิตวิญญาณของเราบ้าง จิตวิญญาณไม่ต้องการกินดีอยู่ดีอะไรเลย ขอเพียงให้ได้พักผ่อนบ้างเท่า นั้น ก็ยังไม่มีโอกาสได้พัก กายกินแล้วหลับสบาย แต่จิตวิญญาณกลับ ถูกใช้ให้คิด ให้ทำงานไม่ได้ว่างเว้น กระทั่งนอน ก็ยังต้องครุ่นคิดอยู่ทั้ง คืน คิดโครงการ วางนโยบาย คิดถึงความเสียหาย คิดถึงผลประโยชน์ ไม่มีท่าจะให้คิดอะไร ก็ให้นอนฝัน เพื่อเอาความฝันมาตีเป็นตัวเลข แทง หวย เราท่านให้ความยุติธรรมแก่จิตวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในตนดีแล้วหรือ จะไปคิดถึงสังคม สิ่งภายนอก เรื่องความยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อกาย กับจิตของตนเอง เราก็ยังลำเอียง ให้ความยุติธรรมไม่เท่ากัน ไม่รู้ว่า เราบ้าหรือดี ฉลาดหรือโง่กันแน่

เราท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงตระหนักดีว่า นามรูปไม่มี จิต วิญญาณก็ไม่มี โดยตรงกันข้าม ถ้าจิตวิญญาณไม่มี นามรูปก็มีไม่ได้ เช่นกัน นามรูปนี้เกิดจากจิตวิญญาณเป็นผู้ให้ปฏิสนธิ ไม่มีจิต ก็ไม่มี กาย ไม่มีจิต กายถึงมีก็เป็นดุจท่อนไม้ จิตเป็นผู้บันดาลให้กายเป็น ผู้กระทำกรรมทั้งหลาย จะดีก็ตาม จะชั่วก็ตาม ล้วนเป็นไปได้ด้วยจิต

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยจิต เมื่อกายถึงกาลแตก ดับไปแล้ว จิตจะยังคงดำรงอยู่ เพื่อไปรับผลที่ตนเป็นผู้บงการ ให้กาย กระทำ จิตคือตัวเวียนว่ายตายเกิด สร้างภพ สร้างชาติ ละจากกายนี้ แล้ว ย่อมไปเกิดขึ้นในกายอื่น ไปเกิดในนรกสวรรค์ ไปปรากฏขึ้นทันที เป็นกายทิพย์ ถอดจากกายเนื้อไป กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เริ่มต้นในท้อง มารดา คลอดออกค่อยๆ เจริญวัยเป็นรูปกายขึ้นมาเป็นเวลาช้านาน น่า เบื่อระอายิ่งนัก

ธรรมชาติของจิตที่มาเกิดกับกายเนื้อนี้ มีความหมายอยู่ ๒ ประการ คือ เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ที่ตนได้กระทำไม่ดีต่อผู้อื่นในอดีตชาติ ไม่ว่า กรรมใหญ่กรรมเล็ก ก็ต้องใช้ไปให้หมด บางทีก็เผลอไผลไปสร้างกรรม ไม่ดีขึ้นมาอีก เพราะถูกกิเลส ตัณหา อุปาทานมารตัวร้ายเข้าครอบงำ

หากทุกคนเกิดมาเพื่อสร้างสมความดี มีทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ เกิดปัญญารู้แจ้งหลุดพ้น ถ้าไม่มีมารร้ายมาขัดขวาง ก็จะเดินทางสู่นิพพาน ได้ทุกคน แต่ก็มักขัดขวางเสียเป็นช่วงเป็นตอน ต้องทำดีบ้าง ชั่วบ้าง เพราะกรรมเก่ามันยังไม่หมด

ด้วยเหตุนี้ จึงพากันเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในวัฏสงสารช้านาน เป็น เวลาพันภพแสนชาติ กว่าจะหลุดพ้นบ่วงมารไปได้

ดังได้กล่าวแล้วว่าทุกสิ่งสำเร็จด้วยจิต ถ้าตั้งใจที่จะทำความดี เอา ชนะมารร้ายให้ได้ ด้วยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ระวังตัว ให้อยู่ในมรรค ๘ สม่ำเสมอ ทางเดินในวัฏฏะมันก็จะแคบเข้า และสั้นเข้า เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นี้ นับว่ามีโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง คือมีสิทธิ์ที่จะ เลือกทำดีทำชั่วได้อย่างสมบูรณ์ มันอยู่ที่ตัวเราเองจะเลือกเอาอย่างไหน ถ้าใจอ่อนตามใจ เจ้ามารร้ายมันก็จะบงการให้เราทำแต่ความชั่ว ถ้าใจ แข็งเอาชนะมันให้ได้ เราก็จะทำกรรมดีได้สำเร็จ ความสำเร็จมันอยู่ที่ จิตใจของเราเอง ว่าจะทำตามความหมายเดิม ที่เกิดมาเป็นมนุษย์หรือไม่

การบำรุงบำเรอให้อาหารแก่จิต ก็ไม่สิ้นเปลืองอะไรนัก ให้จิตได้ ทำบุญทำทานบ้างตามสมควร เช่น ใส่บาตรบ้าง เอื้อเฟื้อคนยากจนบ้าง สงเคราะห์เด็กอนาถาบ้าง ก็จะทำให้จิตมีความสุขอิ่มเอิบ อย่าไปทำ เสียจนหน้างอกออกมารับสายสะพายเครื่องราชก็แล้วกัน ทำด้วยศรัทธา เชื่อมั่นในความดีก็ใช้ได้แล้ว ยิ่งให้จิตได้รักษาศีล ฟังธรรม เจริญภาวนา ยิ่งไม่เปลืองอะไร นอกจากเวลา แต่ผลนั้นเกินคาด เจริญภาวนาไป เรื่อยๆ จนจิตตั้งขึ้นอยู่เหนือมารร้าย ก็จะใกล้นิพพานเข้าไป

อาตมากับหลวงพ่ออาจารย์ แสวงวิเวกอยู่ตามป่าเขาเขตจังหวัด เลย ล่วงเข้าเขตเพชรบูรณ์ การเดินก็เดินด้วยกรรมฐาน ภาวนาพุทโธไป การนั่งก็นั่งอยู่กับพุทโธ การคิดพิจารณา ก็อยู่ในขอบเขตของมรรค ๘ จึงจัดเป็นกรรมฐาน เพื่อปัญญารู้แจ้ง ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ มาทำลาย ความวิเวก ที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติได้

จิตที่ปฏิบัติธรรมสมาธิ เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องกันไป ก็เป็นดังสายน้ำไหล อารมณ์แนบเนื่องอยู่กับเอกัคตา จิตใจไม่คลอนแคลน เราจะรู้แจ้งเห็น จริงตามธรรมชาติ อันเป็นสัจธรรมได้ก็ในตอนนี้แหละ ธรรมใดที่ไม่เคย รู้ก็จะรู้ขึ้นมาเอง ส่วนจะรู้มากรู้น้อย ก็แล้วแต่บุญวาสนาบารมียังมีน้อยอยู่ หรือเต็มเปี่ยมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือความเพียร เราเพียรกระทำต่อ เนื่องกันไป ก็ย่อมจะเกิดธาตุรู้ขึ้นจนได้ มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ยิ่งก็คือธาตุรู้ เมื่อรู้ขึ้นมาเองได้ วิทยาการทั้งหลายก็จะกว้างขวางออกไปเอง

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons