วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เกี่ยวกับ.จิตรู้. จากประสบการณ์ส่วนตัว - มุมมือใหม่

DSC01680เกี่ยวกับ.จิตรู้. จากประสบการณ์ส่วนตัว - มุมมือใหม่
ในการภาวนาเพื่อการพ้นทุกข์นั้น สิ่งที่เป็นตัวนำให้เกิดการพ้นทุกข์ได้ ก็คือ จิตรู้ นั้นเอง จิตรู้ เองก็ช่างเล่นกลได้เก่งมาก ๆ จนอาจทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดอาการงุนงงได้ว่า สิ่งที่ตนเองปฏิบัติอยู่นี้เดินมาถูกทางหรือไม่
ผมจะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นของ จิตรู้ มาแสดงให้ท่านทราบ ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ผิดถูกอย่างไร ก็ฝากไว้พิจารณาก็แล้วกัน
สำหรับท่านที่ชอบนำคำครูบาอาจารย์มาเขียนใน blog ผม กรุณาอย่าได้เข้ามาอ่านเลยครับ ถ้าท่านอ่าน blog ของผมแล้วเกิดขุ่นมัวในจิตใจแบบนี้ ขอท่านผ่านไปดีกว่าครับ ถ้าท่านศรัทธาครูบาอาจารย์ของท่าน ก็ขอให้ท่านฟังและอ่านแต่ครูบาอาจารย์ของท่านก็แล้วกัน
----------------------------------------
1. เมื่อปุถุชนผู้ยังไม่ได้ฝึกฝนในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 จะไม่รู้จัก .จิตรู้.ครับ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะความรู้สึกตัวของเขาไม่ต่อเนื่อง และส่วนมากจิตใจของเขาจะจมอยู่กับโมหะ หรือ บางท่านที่ปฏิบัติสมาธิแบบฤาษี ก็จะมีอาการแบบนี้เช่นกัน คนที่เป็นแบบนี้ ตายไปก็เสียชาติเกิดที่พบพุทธศาสนาแล้ว
คนที่เป็นแบบนี้ เมื่อเกิดได้รับฟัง ได้เห็น ได้รู้ อะไร ก็จะเข้าใจทันทีว่า ตัวเขาเองเป็นผู้ได้ฟัง เป็นผู้เห็น เป็นผู้ได้ยิน
เมื่อเขาเกิดอาการทางจิต เช่นดีใจ เสียใจ โกรธ หวุดหงิด เขาก็จะเข้าใจทันทีว่า เขานั้นดีใจ เขานั้นโกรธ เขานั้นเสียใจ เขานั้นหวุดหงิด
คนแบบนี้ เมื่อถึงวาระที่จะจากโลกนี้ไป สัญญาณอันตรายสีแดง เตือนดัง ตู๊ด ตู๊ด ทีเดียว
ยากที่จะคาดเดาได้ว่า วาระจิตสุดท้ายของเขา จะส่งผลอย่างไร ต่อตัวเขา
2. เมื่อปุถุขนได้ยินได้ฟังพระสัทธรรม เกิดศรัทธาเลื่อมใส มีจิตคิดจะพ้นทุกข์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ก็จะมุ่งเขาหาผู้รู้ เพื่อรับคำแนะนำ สั่งสอนในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ถ้าวาสนาดี ก็ไปพบผู้รู้ที่ดี มีความรู้จริง มีความจริงใจในการถ่ายทอด ไม่กั๊กวิชา (ประเภท กั๊กวิชา นี่มีจริงครับ ผมเคยพบคนประเภทนี้ด้วย ถึงแม้เขาจะรู้จริง แต่ก็กั๊กเอาไว้ )
เมื่อปุถุชนได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักการปฏิบัติสติปัฐาน 4 แล้ว ถ้าเขามีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เขาจะลงมือฝึกฝนสติปัฏฐาน 4 ทั้งในรูปแบบ เช่นการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ การบริกรรม หรือ อะไรก็แล้วแต่ ได้ทั้งนั้น และ การฝึกฝนนอกรูปแบบ คือการฝึกความรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน
การฝึกฝนนี้ ใหม่ ๆ จะยากลำบากสำหรับคนใหม่ เพราะเหตุ 2 ประการก็คือ
A. การไม่แน่ใจในสิ่งทีตนเองกำลังฝึกอยู่ว่า ถูกหรือไม่
B. การคุ้นเคยกับสภาพปัจจุบันของปุถุชน ที่ส่วนใหญ๋จะอยู่กับการหลงในโมหะ
สำหรับท่านที่ฝึกใหม่นั้น ถ้าท่านฝึกฝนสติปัฏฐาน 4 ไม่ว่ารูปแบบใด ถ้าการฝึกของท่านนั้น ประกอบด้วย .ความรู้สึกตัว . ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้นครับ ท่านอย่าได้กังวลใจมากในการฝึก ใหม่ ๆ ท่านจะเกร็ง อาจจะเครียด แต่ถ้า ฝึกด้วย .ความรู้สึกตัว. อยู่บ่อย ๆ ต่อไป พอท่านเริ่มมีประสบการณ์ ท่านจะปรับตัวเองได้เองครับ เรื่องนี้ เปรียบเหมือน มือใหม่หัดขับรถยนต์ ถ้าท่านขับรถเป็น ถ้าท่านห็นมือใหม่ขับรถ ท่านจะรู้ทันทีว่า นีคือมือใหม่ เพราะอาการของเขาจะบอกให้ท่านทราบได้ การฝึกฝนก็เช่นกันครับ มันจะเก้ เก็ กัง ๆ ดูรุ่มร่าม ไม่ทะมัดทะแมง ดูมันเกร็ง ดูไม่ดีไปหมด แต่ขอท่านอย่าได้กังวลใจ ฝึกต่อไป ให้ถือว่า ถ้าท่านฝึกด้วยการมี .ความรู้สึกตัว.ละก็ ใช้ได้ทั้งหมดครับ
ผมขอย้ำเตือนให้ท่านทราบว่า เมื่อท่านรู้สึกตัวนั้น ตาท่านจะมองเห้นได้อยู่ หูท่านยังได้ยินได้อยู่ กายท่านก็ยังรู้สึกถึงการสัมผัสต่าง ๆ ได้อยู่
ขอให้ท่านหมั่นฝึกฝนในรูปแบบมาก ๆ แล้วท่านก็จะมีการพัฒนาการขึ้นมาเรื่อย ๆ ทีละนิด ทีละนิด
DSC000223.เมื่อท่านลงมือฝึกฝนด้วยการนำ .ความรู้สึกตัว. เป็นตัวนำแล้ว ผมคาดเดาว่า ถ้าท่านขยัน หมั่นเพียร ฝึกบ่อย ๆ ฝึกทุกวัน ทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ ไม่น่าจะเกิน 6 เดือน จิตรู้ ของท่านจะเริ่มมีพลังและเริ่มแสดงตัวให้ท่านเห็นได้แล้ว บางท่านอาจเร็ว อาจช้า กว่านี้ก็ได้ครับ นี่เพียงแต่ผมคาดเดาเอาไว้เท่านั้น และขอท่านอย่าได้ท้อก่อนก็แล้วกัน
อาการที่ .จิตรู้. เริ่มมีพลังและแสดงตัว ก็คือ จิตรู้ จะแยกตัวออกจาก .สิ่งทีถูกรู้. ครับท่าน ตอนนี้ ท่านจะรู้สึกเหมือนว่า ท่านได้เห็นอาการของร่างกาย เช่น การเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เห้นอาการของจิตใจ เช่นอารมณ์โกรธ เห็นความคิดได้ จิตรู้ ในระยะนี้ จะเกิดชัดหรือไม่ชัด ขึนกับอาการที่เกิดครับ
ถ้าอาการที่เกิดชัดมาก เช่น อารมณ์โกรธ อาการเจ็บปวดของร่างกาย จิตรู้ ก็จะเกิดอย่างเด่นชัด เช่นกัน ถ้าอาการไม่ชัด จิตรู้ ก็จะไม่เด่นชัด
แต่สิ่งที่ท่านจะเห็นได้ด้วย .จิตรู้. ก็คือ การเห็นอาการทางกาย อาการทางจิตใจ เป็นสิ่งหนึ่งที่แยกตัวออกมาจาก.จิตรู้ . ซึ่ง คนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เคยฝึกจะไม่เห็นแบบนั้มาก่อน
ถ้าท่านเกิดอาการนี้ได้แล้ว ท่านกำลังเข้าสู่ทางเริ่มต้นของการพ้นทุกข์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ได้แล้ว เพราะว่า
สิ่งที่จิตรู้เห็น อาการทางกาย อาการทางใจได้ จิตรู้ ก็จะเห็นเองว่า อาการทางกาย อาการทางใจ นั้นมันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก
นี่คือหนทางครับ มันจะเป็นแบบนี้ ผมจึงเขียนในหลาย ๆ บทความใน blog นี้ว่า ใหม่ ๆ อย่าไปทำให้จิตว่าง เพราะไปได้ยินคำครูบาอาจารย์บางท่านพูดถึงแต่จิตว่าง จิตประภัสสร ท่านพูดถูกของท่าน แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้สำหรัยท่านครับ ท่านต้องเห็น อาการของกาย อาการของจิตใจ ก่อนครับ
สำหรับที่ท่านฝึกดูจิต ตอนนี้ พอจิตรู้ มันเริ่มมีพลังแบบนี้ได้ ท่านจะดูจิตได้แล้วครับ แต่ถ้าจิตรู้ของท่านยังไม่มีพลังแบบนี้ ท่านต้องกลับไปข้อ 2 ใหม่ก่อน ฝึกในรูปแบบก่อนครับ ถ้าท่านชิงลงมาที่ข้อ 3 นี้เลย ท่านก็จะล้มเหลวในการดูจิตแบบไม่เป็นท่าครับ เพราะจิตเมื่อไม่มีพลัง ท่านยังเป็นข้อ 1 อยู่ ท่านดูอย่างไร จิตที่เกิดอาการก็ยังเป็นท่านอยู่ดี จึงไม่เกิดผลในทางปัญญาครับ ขอท่านเข้าใจตามนี้ด้วยครับ
ถ้าท่านที่ดูจิต ไม่เชื่อตามี่ผมเขียน ลงมือดูจิตทันที โดยจิตรู้ยังไม่แยกตัวออกมา ก็แล้วแต่ท่านแล้วกัน ทางใครทางมัน ผมบังคับท่านไม่ได้อยู่แล้ว
ใน blog ของผม ผมเคยเขียนเรื่อง จิตรู้เป็นดวง และ จิตรู้ ไม่เป็นดวง
ในระบะที่ 3 นี้ จิตรู้ ของท่านจะยังเป็นดวงอยู่นะครับ ถึงแม้เป็นดวง ก็ใช้ได้ครับ ไม่ต้องไปพยายามทำไม่ให้มันไม่เป็นดวง พอท่านฝึกต่อ ๆ ไป ชำนาญมากขึ้น อาการเป็นดวง มันก็จะพัฒนาต่อไปเป็นไม่เป็นดวงเองอีกทีหนึ่ง
4. เมื่อท่านพัฒนาจิตรู้ในข้อ 3 นี้เกิดแล้ว จนจิตรู้เห็นอาการของกาย อาการของจิตใจได้แล้ว ท่านยังต้องหมั่นฝึกฝนต่อไปอย่าได้หยุดยั้ง ท่านเพียงได้ผลในขั้นต้นเท่านั้นเองนะครับ อย่าใจร้อน ทีนี้พอท่านหมั่นฝึกฝนต่อไป จิตรู้ของท่าน มันก็จะเห็นอาการทางกาย อาการทางจิตใจ มากขึ้นไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับจิตรู้ เพราะมันคือปัญญาให้จิตรู้ครับ จิตรู้เห็นอาการทางกาย อาการทางจิตใจ มาก ๆ เข้า มันจะมีวันหนึ่ง ที่จิต โผล่งตัวอุทานธรรมออกมาให้ท่านรู้ได้ มันโผล่งตัวออกมาสั้น ๆ เพียวเสี้ยววินาที แต่ท่านก็รู้เรื่องราวได้ พอโผล่งตัวทีหนึ่ง ท่านก็เข้าใจในธรรมได้ดีขึ้น ยิ่งท่านหมั่นฝึกฝน จิตรู้ยิ่งเห็นอาการทางกาย อาการทางจิตใจ มากขึ้น ท่านก็ยิ่งรู้ธรรมมากขึ้น รู้เองโดยไม่ต้องไปถามใคร ถึงแม้ว่า อ่านหนังสือครูบาอาจารย์มา มันก็ไม่ชัดเหมือนเห็นเอง และตอนนี้ ท่านจะเริ่มรู้แล้ว ท่านที่สอน ๆ กันในปัจจุบัน สำนักไหน มั่วนิ่ม สำนักไหน สอนถูก ใครทีตอบคำถามปฏิบัติธรรมในอินเตอร์เนท ตอบมั่วนิ่ม ตอบถูก ถึงแม้ท่านจะรู้ได้ ผมก็แนะนำว่า ขอให้ท่านเก็บไว้ในใจ อย่าใจร้อน อย่าไปพูดมาก เขียนอะไรลงไปในทีสาธารณะ เดี๋ยวท่านอาจถูกบรรดาลูกสมุนเจ้าสำนักที่ท่านไปกล่าวถึง รุมกระทืบเอาได้ครับ เขาขึ้นหลังเสือแล้ว เขาลงไม่ได้หรอกครับ เงียบไว้ดีกว่าครับท่าน
5. เมื่อท่านพัฒนาการ จิตรู้ จนเห็นอาการทางกาย อาการทางใจ ได้ดีมากแล้ว ทีนี้ ท่านจะเห็น .ความว่าง.ได้ครับ ผมไม่สามารถบอกท่านได้ว่า ท่านจะต้องทำอย่างไร จึงจะเห็นความว่างได้ แต่ที่ตัวผม นั้น ผมเห็นเอง ในขณะที่กำลังเอื้อมมือไปปิดพัดลมครับ พอผมเห็นความว่าง ได้ครั้งแรก ผมก็เห็นความว่างได้เสมอ ๆ แต่บางครั้งก็มองไม่เห็นเช่นกัน แต่ก็เห็นได้บ่อยขึ้น มันเห็นเอง ไม่ได้ตั้งใจมองอะไรเลย ตอนนี้ ท่านเห็นความว่าง ท่านก็เห็นแต่ท่านไม่ยังเข้าใจว่า ความว่างที่ท่านเห็นคืออะไรครับ เหมือนไก่เห็นเพชร ก็ไม่รู้ว่า นี่คือเพชร อย่างไรอย่างนั้นเลย ถึงแม้ท่านเห็นความว่างได้ ท่านก็ยังเห็นอาการทางกาย อาการทางจิตอยู่นะครับ ซึ่งอาการทางกาย อาการทางจิต มันจะยังมาเรื่อย ๆ เห็นเรื่อย ๆ ยิ่งท่านฝึกมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ท่านก็ยิ่งเห็นอาการทางกาย อาการทางจิต ได้ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
เมื่อ จิตรู้ เห็นอาการทางจิตได้ดีมาก ๆ ขบวนการปล่อยวางก็ยิ่งมีมากขึ้น ใหม่ๆ ถึงแม้ว่า จิตรู้ จะเกิดแล้วดังข้อ 3 แต่ จิตรู้ ในข้อ 3 กำลังก็ยังอ่อนอยู่ และบ่อย ๆครั้ง ที่พ่ายแพ้แก่อาการทางจิตใจ ได้ แต่ถ้าท่านยิ่งฝึกมา ยิ่งชำนาญ จิตรู้ ของท่านยังมีกำลังแรง และอาการทางจิตใจ ก็เริ่มจะทำอะไรจิตรู้ ไม่ได้ครับ เมื่อท่านชำนาญ อาการทางจิตใจ พอเกิดขี้น จิตรู้เห็นอาการทางจิตใจแล้ว อาการทางจิตใจก็ดับลงไปทันทีอย่างรวดเร็ว
ท่านที่เดินมาถึงตรงนี้ได้ ท่านจะรู้สึกได้เลยว่า ความทุกข์ใจ มันมีอยู่ แต่ท่านเริ่มไม่ยึดถือมันแล้ว และมันเกิดเพียงสั้น ๆ แล้วก็หายไปเองอย่างรวดเร็ว
*****************
DSC00024สรุป การปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์นั้น คือขบวนการพัฒนา จิตรู้ ให้ตื่น ตั้งมั่น เพื่อให้จิตรู้ เห็นธรรมชาติของกาย เห็นธรรมชาติของใจ อันเป็นธรรมที่เป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ การปฏิบัติใด ๆ ที่เป็นการพัฒนา จิตรู้ ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น ทุกสำนักที่สอนการพัฒนา จิตรู้ ก็คือสอนสิ่งเดียวกัน เพียงแต่รูปแบบต่างกัน และคำอธิบายต่างกันเท่านั้นเอง ท่านสมควรจะหาสำนักที่สอนแล้วท่านเข้าใจในคำสอน และการปฏิบัติเพื่อพัฒนา จิตรู้
************************
สำหรับบทความนี้ ผมขอจบเพียงเท่านี้ครับ เพราะผมตั้งใจเขีบนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมือใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า มันจะจบเพียงนี้ มันยังมีต่ออีก แต่ถ้าท่านได้เดินเองถึงข้อ 5 ได้ ท่านก็สมควรเดินต่อเองครับ หรือ ไปหาครูอาจารย์สอนท่านต่อเอง เพราะต่อจากนี้ มันค่อนนี้เขียนยาก อธิบายก็ลำบาก และถ้าท่านยังฝึกฝนต่อ แต่ไร้ครูอาจารย์ ท่านก็ไปต่อเองได้แล้วครับ เพียงแต่ว่า เร็วหรือช้า เท่านั้นเอง
ถ้าท่านสร้างเหตุดังที่ผมเขียนไว้เป็นขั้น ๆ ท่านก็เข้าสู่แห่งการพ้นทุกข์ได้แล้วครับ สักวันหนึ่งในชาตินี้ หรือ ชาติหน้า ท่านก็จะสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
สำหรับท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่าน blog ผม อาจอ่านไม่รู้เรื่อง ผมแนะนำบทความ
ใน blog ของผมในกลุ่มชื่อ ธรรมปฏิบัติ 1 ในนั้นมีหลายบทความที่เป็นพื้นฐานการปฏิบัติธรรม ที่ผมเขียนสำหรับมือใหม่ครับ

วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“รู้” อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

DSC00022“รู้” อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
เมื่อท่านทำความรู้สึกตัว มาจนถึงระดับหนึ่ง ท่านจะเห็นทุกอย่าง ในตัวท่าน เกิดขึ้นจบไป ไม่มีที่สิ้นสุด
ตรงนั้นคือสภาวะที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์”
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนและควบคุมไม่ได้ มันเป็นไปตามสภาวะธรรมชาติของมัน มันเป็น “ทุกขัง อนิจจัง อนันตา” ไม่ว่าท่านจะรู้มันหรือไม่ มันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ท่าน ถือกำเนิดมาแล้ว
“ทุกขัง” คือ มันติดกับชีวิตท่าน ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นทั้งหมด บนร่างกาย และจิตใจท่านนั่น มันเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต
ด้วยการเห็นตรงนี้ ท่านจะเข้าใจว่าทำไมจึงมีคำกล่าวว่า “ทุกสิ่งล้วนเป็นทุกข์”
“อนิจจัง” คือ ไม่เที่ยง คือมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง
“อนัตตา” คือ บังคับไม่ได้ ท่านบังคับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
เพราะความคิดความอยากที่จะบังคับมัน ก็เป็นไตรลักษณ์ด้วย
ถ้าท่านพยายามจะบังคับมัน ให้นิ่ง ให้สงบ หรือไปในทางที่ท่านต้องการ
ท่านจะมีอาการทุกข์ซ้อนทุกข์ แต่ท่านอาจไม่รู้ หลงไปเข้าใจว่า การไปทำให้มันนิ่ง ไปทำให้มันเป็นอย่างที่ท่านเคยรู้มา คือทางไปซึ่งจากทุกข์
ข้าพเจ้าเคยพลาดมาแล้ว อย่่าเสียเวลาอย่างข้าพเจ้าเลย ถ้าท่านผ่านมันมา แล้วมองกลับ ท่านจะเข้าใจข้อความนี้
ท่านควบคุมอะไรไม่ได้ และไม่ควรทำด้วย ท่านเพียงแต่ ควรเข้าใจมัน เมื่อไหร่ที่ท่านเข้ากระทำ มันจะไปขัด ทางที่ท่านจะไปต่อทันที ท่านควรแค่รู้สึกถึงมันเท่านั้น เมื่อท่านผ่านสภาวะนั้น ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าท่านจะเป็นเช่นไร แต่ตอนที่ข้าพเจ้าผ่านมา ใจมันยอมรับ ใจมันไม่ยึดติดต่อทุกสิ่ง อาจจะยังมี แต่ลดลงไปมากแล้ว
ถ้าท่านตรอง สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนไว้ข้างบนดีๆ ท่านจะเห็นว่า มันเป็นสิ่งเดียวกัน “ทุกขัง อนิจจัง อนััตา” มันติดกันอยู่นั่นเอง เป็นสิ่งๆเดียวกันหมด แต่การอธิบายด้วยภาษา ไปเรียกมันด้วยชื่อ แยกมันออกมา ตีความไปเรื่อยเปื่อย หลายๆคนที่น่าจะเข้าใจได้ จึงไม่เข้าใจ ไตรลักษณ์อย่างแท้จริง คิดไปแต่เรื่องนอกตัว มันก็ถูกอยู่ แต่ใช้แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้
ไตรลักษณ์ ที่แท้จริง จะต้อง สัมผัส หรือ รู้ หรือจะเรียกอะไรก็ตาม ด้วย “ความรู้สึก” มิใช่ด้วยการคิดนึกเอา
“การพิจารณาไตรลักษณ์” คืออะไร
มันคือการที่ท่าน แค่ “ดู” ถ้าให้ดีกว่า คือ แค่ “เห็น” เห็น สิ่งเหล่านี้ เห็นทั้งหมด เห็นรวมๆ แต่ไม่ต้องไปบอกตัวเองว่าเห็นอะไร ใช้ความรู้สึกตัวเป็นการถ่ายทอด สิ่งทีี่เห็น โดยไม่ต้องผ่านสมอง เห็นมันตลอดเวลา ทุกวินาที
ท่านเห็นมันเพื่ออะไร มันจะเป็นสะพานเชื่อมท่านไปสู่ การเข้าใจบางอย่าง ที่เกิดกับข้าพเจ้าแล้ว คือ “วาง” มันจะวาง จิตใจมันยอมรับ ไม่ใช่ไป “คิด” ให้ยอมรับนะท่าน มันยอมเอง มันสยบตัวเอง มันยอมเพราะ เราทำอะไรไม่ได้เลย มันเป็นธรรมชาติที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อท่านผ่านจุดนี้มา โทสะ โมหะ โลภะ จะมีผลกับท่านน้อยมาก คือ ยังเกิดอยู่ แต่ ใจไม่สน สมมติ ว่ามีใครทำให้ท่านโกรธ ท่านจะไม่พุ่งเป้าไปที่บุคคลนั้น แต่ท่านจะกลับมาจัดการกับตัวเอง มันเป็นอย่างนั้น และอาการโกรธนั้นจะดำรงอยู่ไม่นาน
“จะทิ้งสติ” อย่างไร
ข้าพเจ้าตอบจากประสบการณ์ตัวเอง คนอื่นอาจมีวิธีที่ดีกว่านี้นะท่าน ขออ่านอย่างระวัง
สติที่ข้าพเจ้า แนะนำให้ท่านทิ้งนี้หมายถึง สติ ที่แฝงตัวมาในรูปของ “สมถะ” มันจะเป็นตัว “สั่ง” ท่านจากระดับจิตใต้สำนึก ว่า “ให้ปฏิบัตอย่างนี้ อย่างนี้” เพื่อให้มีสภาวะบางอย่าง ที่ท่านเคยประสบมาแล้ว หรือ คิดเอาเองว่ามัน “น่าจะเป็นอย่างนั้น” เมื่อท่านไปถึงสภาวะที่คาดนั้นไม่ได้ มันจะสั่งท่านให้เปลี่ยนรูปแบบของการปฏิบัติ พลิกเปลี่ยนไปๆมาๆ กลับไปกลับมา ถ้าท่านยังไม่ผ่านมันมา ท่านจะไม่เข้าใจ ว่ามันเป็นตัวแสบจริงๆ สุดท้ายท่านมิได้ ไปไหนเลยย่ำอยู่กับที่นั่นเอง
ท่านต้องเข้าใจว่า แม้รูปแบบที่ครูบาอาจารย์ แนะนำนั้น เราจะเรียกมันว่า วิปัสสนา แต่ ในทางปฏิบัต สมถะ จะเกิดซ้อนอยู่เสมอ ถ้าท่านไม่รู้ถึงมัน
( ให้ท่านสังเกตว่า สมถะ จะมีลักษณะเป็น “โฟกัส”
แต่ วิปัสนา มีลักษณะเป็น “การกระจาย” แต่ถ้าท่านไปพยายามทำให้มันกระจาย ท่านจะล่วงลงไปที่ สมถะ ทันที เพราะไปโฟกัส ที่การกระจาย )
การที่จะทิ้งสติตัวนี้ได้นั้น ท่านต้องตกลงไปในวังวน ของการถูกสติชนิดนี้สั่งการเสียก่อน เห็นผลของมัน เข้าใจมัน ผนวกกับ ขั้นตอนต่างๆ ความรู้ต่างๆ ความผิดพลาดต่างๆ ที่ท่านฝึก หรือ เผชิญ มาอย่างต่อเนื่อง และ อย่างดี หมายถึงฐานท่านจะต้องแน่นเสียก่อน (อันนี้มิได้หมายถึงเวลาที่ฝึกมานานเป็นปีๆ แต่อย่างใด มันขึ้นอยู่กับ การต่อเนื่อง ต่อจริงๆ ในทุกเสี้ยววินาที ให้ต่อกัน และเห็นสิ่งเหล่านี้ เข้าใจมัน และตระหนักรู้ ถึงความเป็นทาสตัวเอง ) ข้าพเจ้าเป็นแบบนี้ คนอื่นอาจเป็นอย่างอื่น
เมื่อถึงจุดตระหนักรู้นั้น สติตัวนี้จะถูกคลายตัวไปเอง ต่อมาเมื่อ สติ ตัวนี้เกิดขึ้นอีก จิตสำนึก จะสั่งให้ “ทิ้ง” หรือ “คลายตัวออก” ทันที รวดเร็ว แม่นยำ และ ไม่ไว้ไมตรี
ผลที่ตามมาคือ “การหลุดออกอีกขั้นหนึ่ง ของการเป็นทาสแห่งอัตตา” ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า จะมีกี่ท่าน ที่เข้าใจได้ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เมื่อมันถึงเวลา มันจะเป็นเอง ข้อความเหล่านี้ช่วยท่าน ย่นระยะเวลาให้สั่นลงเท่านั้น มิได้มีค่าอะไร
“มิจฉาทิฐิขั้นสุดยอด”
(อาจใช้คำพูดไม่เหมาะสมนัก) มันคือการที่ ท่านมิได้มีสภาวะทางจิตใจ เกิดขึ้นจริงๆ รองรับการเข้าใจนั้นๆ แต่เป็นการคิดนึกเอาเองว่า มันคงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คือคิดเอาเอง จำมา แล้วคิดว่ารู้แล้ว ความรู้นั้นอาจจะถูก (คือถูกแบบบัญญัต แต่ไม่ใช่ถูกแบบปรมัต)
เมื่อยังไม่มีสภาวะรองรับ จิตจะไปติดอยู่ที่ความรู้นั้นๆ อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มาก ในการปฏิบัต เพราะว่า ความรู้อันนี้จะบงการชักใย อยู่เบื้องหลัง ให้ท่านมุ่งไปในสิ่งที่ท่าน เชื่อหรือคิด ว่ามันจะเป็น ท่านจึงเข้าสู่การเข้าใจไตรลักษณ์ ไม่ได้ เพราะถูกความรู้อันนี้ขวางเอาไว้ ทางเดินจริงๆมันก็แค่ตรงไป แต่เราไปพยายามเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่เอง
เมื่อท่านผ่านสิ่งข้างบนทั้งหมดมาได้ ความรู้ทั้งหมดตั้งแต่ “โสดาบัน” หรือจะเรียกอะไรก็ตาม จะถูกลบทิ้ง แบบไม่แยแส (ข้าพเจ้าไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร เพราะเรียนมาน้อย จึงใช้คำนี้ ให้หลายๆคนหมั่นไส้เสมอ)
เพราะเมื่อถึงระดับนี้แล้วจะเข้าใจว่า ความรู้ไม่ว่าจะเป็นรู้จำ รู้จัก มาจากแหล่งความรู้อื่นๆ หรือแม้กระทั้ง ความรู้แจ้ง ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีใครสอนสั่งนั้น ช่วยอะไรไม่ได้เลย มันเพียง ส่งเรามาถึงจุดนี้ และหมดหน้าที่ของมันแล้ว
ความรู้ “ทั้งหมด” จะประมวลสั้นลง เมื่อทุกข์เกิดมันจะเข้าใจในชั่วเสี้ยววินาที แล้วจัดการทุกข์นั้น อย่างเด็ดขาด ไม่ยั้งมือ
แต่ขอท่านเข้าใจว่า ระยะดังกล่าวทั้งหมด ด้านบน อันนี้ยังเป็นมรรคไม่ใช่ผล เพราะยังมีความพยายามจะขจัดทุกข์อยู่
การจัดการทุกข์นั้นมิใช่ไปฆ่ามัน จงใจทำลายมัน แต่รู้ถึงมันด้วยความเข้าใจแบบถึงแก่น ไม่ปฏิเสธในความเป็นทุกข์ แต่ด้วยการเข้าใจเหล่านี้มันก็ไม่ ยอมรับทุกข์เหมือนกัน มันเป็นกึ่งโจมตี กึ่งตั้งรับ นะท่าน
ขอท่านทั้งหลายจงรู้สึกตัวอยู่เสมอ ตามรู้ ความรู้สึกนึกคิดของท่านเองทุกฝีก้าว ทุกวินาที แล้วมันจะทันเข้า ทันเข้า และจะเข้าใจว่า หมอนี่เขียนอะไร
“วิธีอันถูกต้อง” ซึ่งถูกพิสูจน์แล้ว
ผู้ใดมีปัญญาระดับที่มองเห็นหัวใจ ของข้อความด้านล่างนี้ จงเร่งนำไปใช้ เพื่อตัวท่านเองเถิด
“การกระทำที่สมบรูณ์ ในสภาวะนั้นคือ การไม่เข้ากระทำใดๆเลย”
“เห็นทุกอย่าง อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรู้ว่าเห็นอะไร ให้ความเข้าใจที่ถูกประมวลสั้นลงแล้ว จัดการตัวมันเอง”
จงทิ้งทุกอย่าง จงทิ้งทุกสิ่ง แต่มิใช่ไปตั้งหน้าตั้งตาจะทิ้งนะท่าน มันจะทิ้งเองเมื่อท่านกระตุ้นมันด้วยวิธีที่ถูกต้องและตรง ระวังให้ดี ถ้าท่านไม่ทิ้งท่านจะไปต่อไม่ได้
แต่จะทิ้งอย่างไรนั้น ท่านจะต้องเข้าไปเห็นตัวสภาวะทุกข์นั้นจริงๆ เสียก่อน สัมผัสกับมันอย่างใกล้ชิดติดตาม เมื่อเกิดการตระหนักรู้เมื่อไหร่ จากระดับจิตสำนึก มันจะทิ้งของมันเอง นี่คือธรรมชาติอันมีอยู่แล้วในคนทุกคนไม่มียกเว้น เพียงแต่จะใครจะรู้ เท่านั้นเอง
ถ้าข้อความเหล่านี้ทำให้บางคนเกือบกระอักเลือด มึนงง ชิงชัง ริษยา หนักอกหนักใจ เปรมปรี สว่าง เบา
ข้าพเจ้าขออภัยจากใจจริง ขอท่านเห็นเป็นเด็กน้อยมือบอน อวดรู้อวดดี อย่าหาความเลย เร่งรีบกลับไปดูที่ตัวท่านเถิด
วิธีแก้
ข้าพเจ้าขอตอบคำถามผ่านทุกท่าน ในที่นี่รวมๆกัน และคงไม่มีโอกาสอีกแล้วในช่วงหนึ่งเดือนนี้ เขียนเป็นภาษาไทย ให้ท่านเข้าใจ ความสามารถทางภาษาอังกฤษ ของข้าพเจ้าอยู่ในระดับต่ำ รังแต่จะสร้างความสับสนทางการตีความมากกว่า ถ้าท่านมีคำถาม จงอย่าถามต่อ เพราะข้าพเจ้าจะยังไม่สามารถตอบให้ท่านได้
คำศัพท์ที่ใช้ในการเขียนนี้ ข้าพเจ้านำสมมติภาษาที่เคยรู้มาก่อน มาผนวกเข้ากับสภาวะที่เกิด ซึ่งเป็น การใช้แทนเพื่อสื่อเท่านั้น แต่ปัญหา คือการเข้าใจขอให้เข้าใจตรงกัน เมื่อท่านอ่าน จงอย่าเสียเวลาตีความ อ่านผ่านๆ นั่นพอแล้ว
ประการต่อมา ข้าพเจ้าเขียนทุกสิ่งจากชีวิตประสบการณ์ตรง ของตัวเอง ท่านจงอย่าเชื่อทั้งหมด แต่ให้ลองนำไปทำดู เมื่อท่านแก้ปัญหาตัวท่านเองได้ บทความนี้มีความหมายเพียงพอแล้ว
ข้าพเจ้าเพียงแต่ขอเอาชีวิตตัวเองเป็นประกัน ว่า แม้ยังไม่ถึงที่สุด แต่สิ่งนี้เป็นไปเพื่อดับทุกข์แน่นอน และถ้าท่านทำอย่างที่ข้าพเจ้าเสนอแล้ว ความทุข์ของท่านมิได้ลดลง ท่านแก้ไขความขัดแย้งในใจมิได้ ข้าพเจ้ายินดีรับคำสาปแช่งทุกประโยค และยินดีตายลงไปเพราะบอกคนอื่นผิดๆ
ขอท่านอ่านแล้วลืม เพียงรู้ไว้ว่า เคยมีคนเคยพูดเอาไว้อย่างนี้ เมื่อปัญหาของท่านมาถึง ท่านจะเข้าใจได้เอง
“การรู้อย่างต่อเนื่อง” นั้น มิได้หมายความว่า ท่าน จะ “ต้องทำ” ตัวท่านให้รู้อย่างต่อเนื่อง แต่การรู้แบบนี้เกิด ตามมาเอง จากการเอาใจใส่ จากการกระตุ้นตัวรู้ การพยายาม รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา มันจะพัฒนามากขึ้นๆ จนต่อเนื่องไปเอง ( ในช่วงแรกเราต้องอาศัยการ “พยายาม”ก่อน ต่อมาให้อาศัย “ความเพียร” และต่อมาให้ “ทิ้ง” ความพยายาม แต่ให้ “รักษา”ความเพียรเอาไว้ )
การ “รู้” นี้ รู้อะไร มันคือ การที่ท่าน รู้สึกตัวนั่นเอง (ไม่ใช่รู้ว่าตะกี้คิดอะไร)
การรู้สึกตัวคืออะไร มันก็คือ “ชีวิต” นั่นเอง สิ่งที่มีชีวิตนั้น มันมีความรู้สึกตัวอยู่อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วเพราะฉะนั้น “ไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องไปสร้างความรู้สึกตัวขึ้นมา” ถ้าท่านพยายามไปสร้างความรู้สึกตัว ท่านจะล่วงลงไปที่ชั้นสมถะทันที ที่ท่านต้องพยายามทำคือ “กระตุ้น” ให้รู้สึกตัว
กระตุ้นอย่างไร ตอนแรกท่านต้องรู้ก่อนว่า ความรู้สึกตัว ในความหมายของบทความนี้เป็นอย่างไร มันคือ การรู้สึกตัวที่เกิดจาก
“การเคลื่อนการไหวทั้งหมด”
ของทุกอวัยวะ ของทุกประสาทสัมผัส ของความคิด ของอารมณ์ และแม้กระทั้งของนอกตัว จงรู้สึกตัวอยู่เสมอ เมื่อสิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
แต่ “ไม่ต้องไปพยายาม” จะ “รู้ให้ครบ” ทั้งหมด มันจะเป็นขั้น เป็นตอนไปเอง รู้เท่าไหนจงรู้เท่านั้น และ “อย่าจับ” สิ่งที่รู้
ไม่ว่าท่านจะกระตุ้นมันหรือไม่ มันก็เคลื่อนไหวของมันอยู่แล้ว เช่น เลือด ชีพจร หัวใจ การหายใจ กระพริบตา ทุกสิ่งมันเคลื่อนไหวอยู่แล้วตลอดเวลา แต่ท่านยังไม่รู้มันเท่านั้นเอง
แต่เมื่อท่านเริ่มนั้น ให้ท่านยกมือขึ้น สะบัดมือ สะบัดตอนที่อ่านอยู่นี่แหละ การวูบวาบ นั้นแหละ การรู้สึกตัวแบบหนึ่ง
หรือ ลมหายใจที่ท่านทำอยู่แล้ว รู้สึกเรื่อยๆ รู้สึกบ่อยๆ ทำไปเพื่อให้สนุกสนาน จงสนุกที่รู้สึกตัว ไม่ใช่ทำเอาบุญ ไม่ใช่ทำแก้กรรม ไม่ใช่ทำเพื่อเป็นอรหันต์ ผลที่ได้จากการกระทำนี้มีค่ามากกว่านั้นมาก
แต่อย่าจับอยู่ที่อันเดียว ให้รู้รวมๆ รู้สึกให้ครบ อย่าไปจับเพียงอันใดอันหนึ่ง ตรงนี้ –เน้นนะท่าน- ไม่อย่างนั้นท่านจะเชี่ยวชาญอยู่แค่อย่างเดียว และไม่มีประโยชน์เท่าใด นอกจากดึงท่านไปสงบ
รู้แต่ไม่ต้องบอกตัวเองว่ารู้อะไร ใช้ ความรู้สึกตัว เป็นตัวรู้ “แทนที่จะใช้” ความคิดเป็นตัวรับรู้ เมื่อเป็น ท่านจะเข้าใจประโยคนี้เอง แน่นอน
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร ?
จงเคลื่อน ไหวอวัยวะของท่าน ทุกส่วน เคลื่อนบ่อยๆ เคลื่อนทั้งวัน แล้วจงจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นไว้ แต่ไม่ต้องบอกตัวเองว่า อะไรเคลื่อน เอาตัวความรู้สึกอย่างเดียว ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมีจุดหมายใดๆ ไม่ต้องบอกตัวเองว่า นี่เราปฏิบัต ธรรม อยู่นะ ทำมันไปเพียงให้รู้สึกตัว ทำ หรือ กระตุ้นมันให้ต่อเนื่อง กระตุ้นทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี มันจะซึมเข้าๆ ไปเอง มนุษย์มีความสามารถแบบนี้อยู่แล้ว เพียงให้เวลามันหน่อย เมื่อรู้แบบนี้จะไม่มีทางลืม
เหมือนกับคนสูญเสียความทรงจำ ทำไมยังพูดได้ นั่นเพราะการใช้ภาษามาพูด มันซึมลงไปที่ระดับจิตสำนึกแล้ว พูดโดยไม่ต้องคิดก็ได้ มันเป็นอย่างนั้น
ท่านทำอะไรก็ตาม ในชีวิตประจำวัน งานประจำวัน กิจกรรมต่างๆที่พึงกระทำ จง ทำโดยรู้สึกตัวทั้งสิ้น จงพลิกได้ถ้าพลิก อย่ายึดติดรูปแบบ ประยุกต์ อิริยาบท ทั้งหมด ให้มีความรู้สึกตัว
แต่เมื่อท่านพยายามจะรู้สึกตัวให้ได้ตลอด จะมีตัวมาขัดการรู้สึกตัว ที่ท่านพยายามกระตุ้นอยู่นั้น มันก็คือ “ความคิด” ของท่านนั่นเอง
ให้ท่านทิ้งความคิด แล้วดีดตัว กลับมารู้สึกตัวต่อไป ทำทุกครั้งที่คิด ไม่ต้องไปเสียดายว่า เผลออีกแล้ว ไม่น่าเลย ให้สลัดความคิด “ทุกๆความคิด” -เน้นนะท่าน- กลับมารู้สึกตัวเท่านั้นพอ และไม่ต้องตามไปบอกตัวเองต่อว่า เมื่อกี้คิดอะไร สลัดแล้วสลัดเลย ในระยะแรกท่านจะอึดอัด พอสมควร เพราะความคิดมันถูกเบรค ไม่ต้องวิจารณ์ใดๆ ไม่ต้องมองหาความจริงแห่งสัจธรรม ไม่ต้องเลย ถ้ามาในรูปการคิด ดีดทิ้งให้หมด ไม่ต้องสงสัยว่าทำไปทำไม ถ้าสงสัยให้สลัดความสงสัยทิ้งเสีย แล้ว กลับมารู้สึกตัว
ถ้าท่านโกรธอยู่ แล้วจับได้ว่า มีความคิดอะไรเข้ามา ให้รู้จักใช้ปัญญา จงใช้ ความรู้สึกที่โกรธนั้นให้เป็นประโยชน์ เช่น ใจเต้นแรง เลือดสูบฉีด ให้ดีดความคิดทิ้ง แล้ว อาศัย ความแรงของการเต้นของหัวใจ หรือ ความรู้สึกของเลือดที่สูบฉีด เป็นตัวกระชากกลับมารู้สึกตัว ไปรู้สึกที่หัวใจ และเลือดนั้น ทำทุกครั้งที่คิด จนกว่าจะหายโกรธ
ให้ประยุกต์ใช้วิธีนี้ เมื่อ มีความ โลภ หรือ อารมณ์ทางเพศ เกิดขึ้นด้วย
ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับ ความเป็นไปของเวลา การอยู่บนปัจจุบัน บนสภาวะที่ท่านรู้สึกตัว มันเป็นสิ่งๆนั้น ทั้งหมดอยู่แล้ว เป็นโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องพยายามไปเข้าใจอะไรทั้งสิ้น แม้แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่ ก็ไม่ต้องคิด ว่ารู้สึกตัวอยู่ ถ้าคิด ให้เขี่ยทิ้ง : )
ท่านจะเห็นว่า จริงๆแล้วคือ ข้าพเจ้าพยายามแนะให้ท่าน “ไม่ต้องทำอะไรเลย” แต่ในความเป็นจริง ท่านจะพยายามคิด พยายามหาเหตุผล เพื่อตอบคำถามให้ตัวเอง จงหยุดสิ่งเหล่านั้น หยุดความพยายามจะบรรลุ หยุดความคิดเหล่านี้ให้หมด
“แต่อย่าไปห้ามไม่ให้คิด ปล่อยให้คิด แต่รู้การคิดให้เร็ว แล้วรีบกลับมารู้สึกตัว ”
“ถ้ามันไม่คิดท่านจะไม่รู้” เมื่อท่านพยายามห้ามความคิด เพราะเข้าใจว่าจะสงบ
ประการแรกท่านจะปวดหัวอย่างหนัก เพราะฝืนธรรมชาติ
ประการที่สอง ท่านจะหล่นลงไปที่ชั้น สมถะ คือพยายามจะไม่ฟุ้ง
อาการใดๆเกิดขึ้นก็ตาม จงรู้อยู่บนสภาวะนั้นๆ ไม่ปฏิเสธ แต่ไม่รับ
ท่านไม่ต้องก้าวหน้าอะไรทั้งสิ้น รู้สึกตัว และรู้สึกตัว เท่านั้น เพียงพอแล้ว คำว่ารู้สึกตัว จริงๆแล้ว มันค่อนข้างกว้าง เมื่อแรกท่านจะรู้สึกกายก่อน เมื่อท่านพยายามจะสลัดความคิด ไปเรื่อยๆ ความรู้สึกตัวที่กาย จะพัฒนาเป็น รู้สึกตัวที่ความคิด มันจะทันเข้าๆ และในระหว่างที่ กระบวนการจากกายไปความคิดนี้ ท่านจะได้ของแถมมาคือ รู้สึกตัวถึงเวทนา ตามภาษาของ สติปัฏฐาน 4
ที่ข้าพเจ้าผ่านมา ข้าพเจ้าจัด เจ้าเวทนานี้ มันไว้ ใน หมวดกาย ซึ่งก็ คือ “รูป” นั่นเอง ส่วนความคิด ก็คือ “นาม” และการเห็น รูปกับนามพร้อมกันก็คือ เห็น “ธรรมในธรรม” แบบหยาบๆนั้นเอง
ไม่ต้องไปพยายามแยก รูปกับนาม เพียงแต่ให้รู้จักไว้เฉยๆ เอา ความรู้สึกตัวทั้งหมดที่ผ่านการขัดเกลาไม่หยุดหย่อนนั้น “รู้เข้า” ไปในการรู้สึกตัว แต่ให้ “รู้ออก” จากความคิด
ทั้งหมดนั่นเรียกว่า “การกระตุ้น”
ผลที่ตามมาจากกระบวนการทั้งหมดนี้คือ
- เข้าใจสาเหตุของทุกข์ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ต้องให้ใครมาบอก
- ไม่สนความคิด และความเชื่อตัวเอง ซึ่งต่อมาจะเป็นบันไดให้หลุดจากสมมติ ทั้งปวง
- ไม่กลัว ฤกษ์ยาม โชคลาง ไม่สนดวงชะตา
- รู้ว่า จะไปสุดทางต้องทำอย่างไร
- ความสงสัยทั้งหมด ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง จะได้คำตอบขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องไปหาอ่านที่ไหน หรือ ถามจากใคร (ส่วนใหญ่เป็นความรู้นอกตัว คือความรู้ ที่เอามาใช้จัดการกับตัวเองไม่ได้มาก)
- มีความสามารถในการมองออกว่าใครพูดธรรม ใครรู้จริง ใครจำของจริงมาพูด และใครรู้ไม่จริง
- เมื่อเข้าใจแล้ว มันจะหวนปฏิบัต อยู่อย่างนั้น พยายามจะรู้สึกตัวอยู่อย่างนั้น พยายามสลัดความคิดอยู่อย่างนั้น ทุกวันเวลา มันพยายามไปเอง
ข้าพเจ้ามั่นใจว่าถ้าใครก็ตาม สามารถกระทำตามข้อความขั้นต้นได้ทั้งหมด “ทิ้งความอยากรู้อยากเป็นอยากมีทั้งหมดได้” “ทำทั้งวัน” คือไม่สนว่าทำไปทำไม เขาคนนั้นจะเป็น “โสดาบันขั้นต้น” ภายใน 1 เดือน หมายถึงผลที่ตามมาจากกระบวนการ ยังเกิดไม่ครบ แต่ท่านจะรู้ตัวเองว่า มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ในระดับจิตใจตัวเอง ข้าพเจ้ายืนยันคำพูดตัวเอง
แต่อย่าพยายามทำ เพือให้สำเร็จภายใน 1 เืดือน ถ้าความคิดนี้มา ให้ดีดทิ้ง
เมื่อท่านจบตรงนี้ ข้าพเจ้า “จัดเอาเอง” ว่าเป็นขั้นของ “โสดาบัน” แล้ว
ข้อเสียของระยะนี้คือ
- ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังผู้ใด เพราะรู้เอง เห็นเองเข้าใจเอง
- พยายามจะพูดสิ่งที่ตัวรู้ ให้คนอื่นฟัง คิดไม่หยุด ทบทวนสิ่งที่รู้ ขึ้นมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วกไปวนมา เฝ้าถามตัวเองว่าถูกไหมๆ
- เถียงทุกคน ตัวเองถูก ตัวเองเก่งอยู่คนเดียว
- หลงอยู่ในความคิด ติดความรู้ที่เกิด
- ลืมการกลับมารู้สึกตัว
“วิธีแก้” ปล่อยให้คิด พล่ามในใจไปเรื่อยๆ แต่เมื่อรู้แล้วว่าตกอยู่ในวังวน ตัวนี้ ให้ พยายามสลัด ความคิดทั้งหมด ออกมา แล้วรู้สึกตัวอย่างเดิม
แต่ในขณะที่เป็นจะไม่รู้ตัว เพราะติดความคิดสดใหม่นั้นๆ ช่วงแรกจะยากมาก เพราะจิตดีใจ ที่ได้รู้ความคิดใหม่ๆ คลายสงสัยจากสิ่งที่เคยคลาใจเกือบทั้งหมด ความรู้ที่มีค่าที่สุดเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าผ่านจุดนี้มาคือ เข้าใจว่า พุทธศาสนาคืออะไร ? พระพุทธเจ้าสอนอะไร ? และต้องทำอย่างไร ?
สิ่งที่คุ้มครองบุคคลระดับนี้ไว้คือ ความรู้ที่รู้ขึ้นมา ในรูปความคิดนั่นเอง ให้สลัดออกให้หมด พยายามดึงตัวเองมารู้สึกตัวให้บ่อยที่สุด แล้วความคิดสดใหม่นั้นๆ จะลดลงไปเรื่อยๆ อาจใช้เวลาซักหน่อย ขอท่านจงเพียรเถิด
ระยะที่ว่า นี้คือเกิด “วิปัสสนู”
เมื่อหลุดจาก วิปัสสนู
ระยะต่อมา ข้าพเจ้าจัดเอาเองว่าเป็น “สกิทาคามี” อาจจะผิดก็ได้ อย่าไปเชื่อหมอนี่มากนัก
ความรู้สึกตัวเริ่มกลมกลืนในชีวิตประจำวัน อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ต่อสู้กับอารมณ์ ต่างๆ “อย่างอยาก” เอาชนะ
ระยะนี้ จะมีความรู้แจ้งเกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางดับทุกข์ ที่เกิดกับข้าพเจ้าคือ รู้ว่า ศีลแท้ๆ คืออะไร ? สมาธิแท้ๆ คืออะไร ? อะไรคือ ความอิสระที่แท้จริงของมนุษย์ ? แต่สภาวะทางจิตใจ ยังไม่กลายเป็นสภาวะนั้นๆ เต็มๆ
มันเพียงแต่รู้ไว้ในหัว คือความรู้นำตัวสภาวะไปก่อน คือ เป็นมิจฉาฑิฐิขั้นสุดยอด นั่นเอง
แต่สภาวะทางจิตใจจะพัฒนามากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ต่อสู้กับอารมณ์ได้พอสมควร
ระยะนี้จะเข้าใจข้อธรรมปริศนาธรรมต่างๆ ที่เป็นคำพูดงุนงง น่าฉงนเกือบทั้งหมด เข้าใจแก่นของคำสอนต่างๆ ไม่สนตำรา เขี้ยงทิ้งคำภีร์ ไม่สนประเพณี จารีต กฏหมาย แต่ไม่ทุกข์ ที่ต้องอยู่ใต้กฏนั้นๆ และไม่สนว่าใครจะมาว่า ว่ารู้ผิดรู้ถูกอย่างไร รู้จักเลือก มองคนออก จิตใจสบาย แต่มีอาการทุกข์ แทรกซ้อนเป็นระยะๆ
และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะหาโอกาสปฏิบัตธรรมอยู่นั่น มันเป็นไปเอง วันไหนไม่ทำรู้สึกไม่ปกติ แม้จะไม่ทำเข้ารูปแบบ แต่จะพยายามประยุกต์ใช้กับรูปแบบวิถีประจำวันไปเรื่อยๆ
ปัญหาของระยะนี้คือ
- พอใจในความรู้ที่มี เอาตัวรอดได้แล้ว
- อิ่มเอิบ ภาคภูมิ
- มีทุกข์ปรากฏอยู่ การขจัดทุกข์ของขั้นนี้ อาศัยสิ่งที่รู้แจ้งขึ้นมา บอกตัวเองว่า มันเป็นแบบนี้ๆ จิตใจจะอ่อนลง แต่ไม่ขาด เพราะเป็นการเอาความคิดซึ่งเป็น “นาม” ไปปราบทุกข์ ซึ่งเป็น “รูป” มันคานกันไม่ลง แต่ใช้จัดการทุกข์ได้ แต่ไม่สะบั้น พูดง่ายๆคือ เอาทุกข์ไปปราบทุกข์ มันจึงยังทุกข์ แต่มองทุกข์ตัวนี้ไม่ออก
วิธีแก้ระยะนี้ อันนี้ส่วนตัวมากๆ คนอื่นอาจใช้วิธีอื่น
ในตอนนั้น ข้าพเจ้าพยายามตัดความคิดออกทั้งหมด เพื่อจะเอาตัวรู้อย่างเดียว ซึ่งทำได้เป็นช่วงๆ บางช่วงว่าง แต่ว่างแบบ ตันๆ อย่างที่ข้อความเคยตั้งไว้เป็นกระทู้ คือเห็น ไตรลักษณ์ เห็นว่า ความพยายามก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดด้วย จากนั้น เข้าใจ สมถะ-วิปัสนาอย่างแท้จริง ทิ้งความพยายาม ตั้งแต่บัดนั้น
หลังจากนั้น เห็นอย่างเดียว เห็นทุกอย่าง เท่าที่เห็นได้ เกิดจบ เปลี่ยนแปลง บังคับไม่ได้ มันจึงวาง วางไปเองเลย
เมื่อพ้นระยะนี้มา ไม่สนแล้วว่าตัวเองเป็นขั้นอะไร ไม่สนความรู้ทั้งหมด รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง ไม่เอาเลย สลัดออกทั้งหมด สนใจแต่รู้สึกตัวเท่านั้น ไม่เชิงสนใจ คือมันดึงกลับมาเอง ใส่ความพยายามน้อยมากๆ คือถ้าพยายาม มันจะพยายามไปเอง โดยไม่มีความพยายาม
ตัดความคิดขาดมาก ไม่มีระลอกสอง คุมอารมณ์ขั้นหยาบอยู่ทั้งหมด (ไม่เชิงคุม เพราะบางอย่างไม่เกิดเอง มันเกิดเดี๋ยวเดี๋ยว แล้วจบเตัวเอง) พวก กามารมณ์ โกรธ คุมอยู่อย่างไม่อึดอัด แต่ การเผลอยังมี แต่น้อยมาก ข้าพเจ้าอยู่ตรงนี้ พวกท่านเร่งตามมาเถิด ทุกอิริยาบท แทบจะเป็นการปฏิบัต ไปหมดแล้ว ไม่มีฝืนให้ทำ เป็นไปโดยธรรมชาติ มีแต่การระวังแบบบางๆ ดูความคิดอยู่แทบทุกเวลา รู้สึกตัวอยู่เสมอ
ทั้งหมดถ่ายทอดไว้ เผื่อเป็นประโยชน์กับท่านๆ มันเป็นการเขียนแบบกว้างๆ ในส่วนปลีกย่อยให้ท่าน หาค้นคว้า เอาจากตัวท่านเอง อย่ากลัวที่จะผิด เพราะมันเป็นครูที่ดีเสมอ “แต่จงผิดบนทางที่ถูก”
อย่าสนจริต ว่าชั้นเ้ข้ากับแบบนั้น แบบนี้ได้ดีกว่า “ถูกจริตกับถูกวิธีเป็นคนละ เรื่องกัน” ข้าพเจ้าเข้าใจอย่างนั้น
ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าท่านมองข้าพเจ้าอย่างไร บางคนอาจมองว่ารู้มาก แต่ข้าพเจ้าแทบไม่รู้อะไรอื่นใด นอกจากเรื่องของตัวเอง เพียงแต่ในเรื่องของตัวเองนั้นรู้จริง และทำได้จริง
สิ่งที่อดนอน นั่งพิมพ์ ให้ท่านนี้ ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าท่านไม่ลองนำไปทำ และข้าพเจ้ามิได้ยกตัวเสมอครูของท่านๆ เป็นเพียงผู้นำของจริงมาบอก มาเล่า
ข้าพเจ้าทำได้เพียงแนะนำ ครูของท่านคือตัวท่านเอง เรียนรู้จากตัวท่านเองให้มาก อย่าทิ้งไปแม้เสี้ยววินาที ที่จะเรียนรู้ จากครูที่จะอยู่กับท่านไปชั่วชีวิต ท่านมีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น ที่จะอยู่กับครูคนนี้
อธิบาย เรื่อง โสดาบัน สกิทาคามี ซักนิด จงอย่าติดกับภาษาตัวหนังสือเหล่านี้ ความอยากที่จะเป็น จะมี จะรู้ จะขวางทางท่านเอาไว้
และบุคคลพวกนี้มิได้ วิเศษอะไร ถ้ามองจากระดับของข้าพเจ้า มันมิได้หมายความว่า ท่านเหนือธรรมดา แน่ เจ๋ง สำหรับข้าพเจ้า มันเป็นคำใช้เรียกแทน สภาวะที่เกิด และปัญหาที่สิงอยู่ ในสภาวะนั้นๆ เท่านั้น
อย่าไปเข้าใจว่า บุคคลเหล่านี้ มีรังสี รัศมี สีโน้น สีนี้ ห่อหุ้มร่างกาย รถชนไม่เป็นไร ด้วยบุญบารมี ถอดจิต ระลึกชาติ เข้าญาณ ออกญาณ อ่านใจคนอื่นได้ มองทะลุสิ่งของ นั่นพวกผิดปกติ มันจะเกิดกับท่านหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่กับข้าพเจ้าไม่เกิด และไม่สนใจด้วย
สิ่งที่เราๆ ท่านๆ เรียกว่า ธรรม นี้ คือเรื่องธรรมดาๆ นี่เอง ไม่มีอะไร ไม่ใช่อภินิหาญ แต่ผลลัพธ์ ของมันทรงอานุภาพยิ่ง คือ ท่านจะจัดการกับตัวเองได้ ท่านจะรู้วิธี หลบหลีกป้องกัน จากทุกข์
ท่านอาจจะอ่านบทความนี้ แล้วรู้สึกเหมือนจะเคลียร์ แต่ไม่เคลียร์ นั้นเป็นเพราะว่า
1. ท่านยังมิได้ทำ
2. สภาวะที่ว่ายังไม่เกิดกับท่าน ท่านจึงยังมิเข้าใจ ว่าหมอนี่หมายถึงอะไร
จงอย่าสนเรื่องของคนอื่น ท่านจะรู้ตัวท่านเองดีที่สุด ถ้าท่านทำได้ มันจะได้ผลกับท่านเท่านั้น ถ้าท่านทำไม่ได้คนอื่นจะวิ่งมาช่วยท่านด้วยทางที่เค้าเชื่อว่าช่วยท่านได้ แต่ถ้าท่านทำได้ คนจะริษยา และด่าทอท่าน เตรียมตัวเอาไว้ แต่ท่านจะไม่เป็นทุกข์เลย เรื่องของคนมันเป็นอย่างนั้น น่าขันเสียจริง ไปนอนล่ะนะท่าน
......... สาธุ คุณ Koknam ........

หลงสภาวะ

DSC00072หลงสภาวะ
หลงสภาวะเกิดได้อย่างไร ??
หลงสภาวะเกิดได้จาก นักภาวนาไปคิดเอาเองว่า สภาวะอย่างนี้ถูกแล้ว สภาวะอย่างนี้ดีแล้ว สภาวะอย่างนี้ทำแล้วก้าวหน้าได้เร็วกว่าในการบรรลุมรรคผล
เมื่อนักภาวนาเข้าใจไปอย่างนั้น ก็พยายามจะทำจิต บังคับจิต ดึงจิต ให้ไปตั้งอยู่ที่สภาวะน้้น ๆ
ก็เลยเกิดการหลงสภาวะขึ้นมา
เป็นธรรมชาติของจิตที่ยังมีอวิชชาปกคลุมอยู่ เมื่อมีการใช้จิต บังคับจิต ดึงจิต ผลที่ตามมา ก็คือ พลังงานที่คลุมจิตจะหนาแน่นขึ้น และ มโน จะขุ่นมัวมากขึ้น
ส่วนผลทีตามมานั้น เมื่อจิตไม่สดใส จิตถูกใจงาน จิตจะถูกปิดกั้นจากการโผล่งรู้ในธรรม
แต่ถ้าถามว่า ไม่ควรทำอย่างนี้ใช้ใหม ผมก็ตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ต้องดูจังหวะและสถานการณ์ด้วย เพราะการทำอย่างนั้น อาจเป็นสมถะภาวนาได้ที่ทำจิตที่กำลังขุ่นมัวจนมืดมืดให้สงบระงับลงได้ แต่ถ้าจิตดีอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะกระทำ เพราะยิ่งกระทำ จิตที่ดีแล้วก็จะกลับมาขุ่นมัวขึ้นได้
ในการภาวนาน้้น เมื่อนักภาวนาได้ภาวนาไปและได้พบกับสภาวะธรรมต่าง ๆ มากขึ้น เมื่อรู้จักสภาวะธรรมใหม่ๆ เหล่านั้นแล้ว สิ่งหนึ่งทีนักภาวนาไทยมักจะเป็นกันก็คือ การเข้าใจว่า สภาวะธรรมถ้าตั้งอยู่อย่างนั้นได้ตลอด ได้นาน จะเป็นผลดี จึงพยายามใช้จิต บังคับจิต เคลื่อนจิต ให้ไปอยู่ในสภาวะธรรมแบบนั้นๆ ซึ่งเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่่อนของตัวนักภาวนาเอง
ในการรู้แจ้งในธรรมนั้น จะเกิดได้จากตอนที่จิตอยู่ในสภาวะแห่งการไร้คิด ไร้การตั้งใจในการกระทำ แต่ยังถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ จิตจะโผล่งธรรมแท้ออกมา ให้จิตเองมีการปฏิวัติตนเอง พร้อมกับแสงแห่งจิตที่เจิตจ้าออกมามากขึ้น (<<<--- จากข้อความนี้ ท่านจะเห็นว่า การใช้จิต บังคับจิต เคลื่อนจิตให้ไปอยู่ที่ที่นักภาวนาต้องการ ล้วนแต่ขัดขวางการเกิดแห่งการโผล่งในธรรมทั้งสิ้น )
นักภาวนาที่ฉลาด เมื่อเข้าใจกลไกแห่งการโผล่งในธรรมของจิต ก็จะฝึกฝนการภาวนาให้ใกล้เคียงธรรมชาติของจิตที่เป็นอิสระ ปลอดโปร่งใจ ซึ่งเทคนิคนี้ก็แล้วแต่ละบุคคลที่จะคิดค้นขึ้นมาเอง
ในกฏ 3 ข้อที่ผมเคยกล่าวไว้ ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ที่ผมพบและนำมาคิดขึ้นเพื่อบอกเป็นแนวทางแก่นักภาวนาเพื่อให้เข้าถึงกลไกแห่งธรรมขาติของจิตเพื่อพร้อมในการโผล่งรู้ในธรรม
ผมเชื่อว่า ผมเขียนลอย ๆ อย่างนี้ นักภาวนาที่ยังไม่พบก้บการหลงสภาวะก็จะอ่านแบบลอย ๆ เช่นกัน มองประเด็นที่ผมเขียนไม่ออก แต่พอท่านหลงสภาวะเมื่อไร ภาวนาไปไม่ก้าวหน้าสักที ถ้าท่านเกิดมาอ่านในโอกาสหน้า ท่านก็จะเข้าใจในสิ่งที่ผมบอกท่านในบทความนี้
*****
หนักแน่นในสติสัมปชัญญะ
จิตหยุดคิดได้เมื่อไร ธรรมก็จะปรากฏให้จิตเห็นได้เอง

ดูบ่อย ๆ ดูนาน ๆ ก็จะพบสิ่งที่เห็นได้ยาก

DSC00032ดูบ่อย ๆ ดูนาน ๆ ก็จะพบสิ่งที่เห็นได้ยาก
เวลาที่เราซื้ออะไรใหม่ ๆ มาสักอย่าง เช่น กระเป๋าใบใหม่ รถยนต์คันใหม่ คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ หรือ อะไรก็แล้วแต่ เรามักจะพบเสมอว่า พอเราเริ่มใช้สิ่งใหม่ๆ นั้น ไปสักระยะ เราจะเริ่มพบสิ่งที่ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ของเครื่องใช้ใหม่นั้นปรากฏออกมาให้เรารับรู้เสมอ
ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่า เราได้สัมผัสสิ่งนั้นบ่อย ๆ เข้า จากเรื่องที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนหน้า เราก็จะพบได้ในเวลาต่อมา
ในการภาวนานั้น สภาวะธรรมที่เห็นได้ยากยิ่งก็คือ ตัวจิต / ตัว มโน
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนวา การเห็นตัวจิต/ ตัว มโน นั้น ไม่ใช่เป็นอย่างที่เขาพูด ๆ กันว่า
โกรธก็รู้ว่าโกรธ การรู้ว่าโกรธนี่ยังห่างไกลมากครับกับการเห็น ตัวจิต/ ตัว มโน
เพราะอาการโกรธ นี่เป็นเพียงสังขารขันธ์ อันเป็นจิตปรุงแต่ง ที่ไม่ใช่ ตัวจิต เลย
ถ้าท่านซื้อกระเป๋าใบใหม่มาใบหนึ่ง ยี่ห้อออกเป็นสำเนียงฝรั่ง แน่ละราคาย่อมแพงแสนแพงกว่ากระเป๋าทั่ว ๆ ไป เมื่ออยู่ในร้านค้า ท่านหยิบกระเป๋าใบนี้ขึ้นมามองดู มองทั่ว ๆ พลิกซ้าย พลิกขวา ดูบน ดูล่าง ดูอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมมองสิ่งอื่นเลยนอกจากกระเป๋าใบนี้ ท่านอาจพบรอยตำหนิเล็กๆ ที่เห็นได้ยากบนกระเป๋าใบนี้ได้ แต่ท่านจะแปลกใจมากทีเดียววา พอท่านเห็นรอยตำหนิเล็ก ๆ นี้ได้แล้ว รอยเล็ก ๆ นี้กลับจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายทันทีสำหรับท่าน ท่านไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ เลยที่จะมอง ก็เห็นรอยตำหนินี้ได้แล้ว
การเห็น ตัวจิต/ ตัว มโน ก็เช่นกัน ท่านต้องใช้จิตมองเข้าไปที่ จิต/ มโน ท่านต้องมองบ่อย ๆ มองให้เป็นว่ามองอย่างไร มองไปเรื่อย ๆ ที่จิต / มโน สักวัน ท่านก็จะพบ ตัวจิต / มโน ได้อย่างแน่นอน คล้าย ๆ กับการเห็นรอยเล็ก ๆ บนกระเป๋าที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น ถ้าท่านมองไปแล้ว 1 อาทิตย์ ยังไม่เห็น ก็ไม่เป็นไรครับ มองต่อไป สักวัน ท่านก็เห็น ถ้าท่านรู้จักวิธีมอง
(วิธีการมอง การฝึก ผมได้พูดในกิจกรรมครั้งที่ 3 ไว้แล้ว ขอให้ท่านไปศึกษาได้จากที่นั่น )
การเห็นตัว จิต/ มโน ได้นั้น ท่านจะต้องผ่านการฝึกฝนสัมมาสติ สัมมาสมาธิมาก่อนอย่างโชกโชน ทีว่าโชกโขนก็คือ เกิดการแยกตัวของจิตออกจากขันธ์ได้ก่อน ถ้าจิตยังไม่แยกตัว ไม่มีทางเห็นได้ครับ
ถึงแม้ว่า นักภาวนาจะมีสัมมาสมาธิทีตั้งมั่นพอที่จะแยกจิตออกจากขันธ์ได้บ้างแล้ว แต่ในระยะใหม่ๆ ที่เพิ่งแยกตัวได้ การเห็น จิต/มโน ก็ยังไม่เห็นอยู่ดี ท่านยังต้องหมั่นฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ ฝึกไปอย่าได้ท้อถอย อย่าได้หยุด
ตัวจิต นั้น จะเห็นได้ง่าย ถ้าอยู่สภาวะของจิตที่แยกตัวออกจากกายที่เป็นทุกขเวทนา เช่น ท่านนั่งสมาธิ จิตแยกตัวออกมาแล้ว เห็นขาที่ปวดแทบขาดใจอยู่ แต่จิตจะเฝ้่ามองอยู่อย่างไม่เจ็บปวดเลย นั่นแหละท่านจะรู้จักตัวจิต ก็ตรงนี้ในตอนแรก ๆ ได้
ส่วน มโน นั้น จะเห็นอย่างสักหน่อย ผมบอกใบ้ให้ ก็คือ มันอยู่ข้างหน้าของท่านนี่เอง มันอยู่ในตำแหน่งที่อารมณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เช่น ท่านเห็นอาการโกรธเกิดแล้ว ดับไป ที่นั้นแหละครับ ที่อาการโกรธเกิดแล้วดับไป นั่นคือ ที่ตั้งของ มโน
ใหม่ ๆ นักภาวนาจะเห็น มโน เป็นความว่างเปล่า ที่มันอยู่ซ้อนกับความว่างของอากาศ
ตรงนี้อธิบายได้ยากยิ่งให้เท่านเข้าใจ มันซ้อนกันอย่างไรหนอ
แต่ถ้าท่านหมั่นฝึกฝนไปเรื่อย ๆ สักวีน ท่านจะพบ มโน ได้เอง
ในสมาธิแบบฤาษี เขาใช้ความว่างของอากาศฝึกเป็นอรูปฌาน ฤาษี ไม่รู้จัก มโน จึงไม่อาจจะรู้ธรรมแท้ ๆ ของสุญญตาได้เลย แต่การเห็น มโน ของนักภาวนา นี่สำคัญนัก เพราะถ้าได้เห็นแล้ว ก็จะเริ่มต้นของการเข้าใจความเป็นสุญญตาขึ้นมาในภายภาคหน้าต่อไป
การรู้สภาวะธรรม มันจะมีจังหวะขั้นตอน ซึ่งล้วนที่ขึ้นกับกำลังของสัมมาสมาธิทีตั้งมั่น และการสร้างเหตุที่ตรง คือ การรู้จักวิธีฝึกโดยการมองเข้าไปใน มโน ให้เป็น ถึงแม้ยังไม่เห็น ก็รู้ไว้ก่อนว่า มันอยู่ที่นั่้นแหละ มองเข้าไปที่นั้น ก่อนเห็น มโน ท่านจะต้องเห็นอาการของกาย อาการของจิตที่มันเกิดดับแปรเปลี่ยนใน มโน ได้ก่อน นี่เป็นเครื่องบอกให้ท่านทราบว่า ท่านได้เข้าใกล้การรู้จัก มโน มาบ้างแล้ว ขอเพียงไม่ย่อท้อ ฝึกเข้าไป มองเข้าไปทีตรงนั้น ก็เท่านั้นเอง

ขอบคุณ กิเลส ที่โผล่มาให้เห็น -มุมปัญญา

DSC00021ขอบคุณ กิเลส ที่โผล่มาให้เห็น -มุมปัญญา
กิเลส คำ ๆ นี้นักปฏิบัติที่อ่านตำรา หรือ ได้ฟังคำสอนจากครูบาอาจารย์ จะรู้จักมันดี และ ชาวพุทธ ส่วนมากมักมีใจน้อมเชื่อไปว่า กิเลส เป็นสิ่งเลวร้าย ต้องปราบมัน ต้องไล่มันออกไปจากจิตใจ เมื่อกิเลสสิ้นไปแล้ว ทุกข์ใจก็จะจบสิ้นลง
ความเข้าใจข้างต้น ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงนัก เพราะ ตราบใดที่ยังคงความมีตัวตนอยู่ว่า นี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา เขาไม่สามารถจะหนีจากกิเลสไปได้เลย ยิ่งเขาคิดว่าต้องการหนีไปจากกิเลสให้ได้ ความคิดที่จะหนีจากกิเลส นั้นแหละ ก็คือ กิเลสตัวหนึ่งที่เขาไม่รู้จักมันได้เกิดขึ้นในจิตใจของเขาแล้ว
การปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์นั้น แทนที่จะหนีกิเลส แต่กลับเป็นว่า เขาต้องกล้าประจัญหน้ากับกิเลส แต่การประจัญหน้ากับกิเลสนั้น เขาต้องถึงพร้อมดัวยสัมมาสติ สัมมาสมาธิเสียก่อน
เมื่อจิตใจที่มีกำลังแห่งสัมมาสติ สัมมาสมาธิที่ตั้งมั่นประจัญหน้าเข้ากับกิเลส กิเลสย่อมสลายลงไปทันทีที่เกิดขึ้นมา
ทุกครั้งมันจะเป็นอย่างนี้เสมอ กิเลส ไม่มีทางทำอะไรจิตใจที่มีกำลังแห่งสัมมาสติ สัมมาสมาธิได้เลย
การที่กิเลสเกิดแล้วสลาย เกิดแล้วสลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า ล้วนเป็นปัญญาสะสมให้แก่นักปฏิบัติ เมื่อถึงวันดีคืนดี นักปฏิบัตินั้นจะเกิดปัญญารู้แจ้ง และเข้าใจได้ทันทีว่า กิเลสทั้งหลายล้วนเป็นมายา ไม่ใช่ของจริง และ จะเกิดปัญญาเข้าใจความเป็นธรรมชาติของการปรุงแต่งต่าง ๆ เมื่อเข้าใจแล้วด้วยปัญญา กิเลสก็ไม่ทางที่จะเข้ามาจับกลุมครอบงำจิตใจได้อีกเลย เมื่อถึงจุดนี้ ทุกข์ใจก็เกิดอีกไม่ได้ เพราะจิตนั้นเป็นอิสระจากกิเลสอย่างแท้จริง เมื่อถึงตรงนี้แล้ว นักปฏิบัติจะเห็นได้ว่า กิเลส นั้นยังคงมีอยู่ แต่จะเบาบางลง เกิดได้ยากขึ้น แต่การเกิดของกิเลส ก็จะเกิดชั่วครู่แล้วดับลง เหมือนดาวตกที่แสดงตัวให้เห็นได้เพียงเสี้ยววินาที แล้วก็หายไปจากสายตา แต่มันเป็นเพียงกิเลสหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ไร้พิษที่ไม่สามารถทำร้ายจิตใจได้อีก
ท่านจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีกิเลสเกิดในจิตใจ ท่านจะไม่มีทางเข้าใจในความเป็นมายาของกิเลส ท่านก็ยังคงหลงผิดกับความคิดเดิม ๆ ที่ฝังหัวว่า อย่าให้มีกิเลสเกิดในจิตใจ โดยการพยายามกดข่มจิตให้นิ่งเข้าไว้ เพื่อไม่ให้กิเลสโผล่ออกมาได้
นี่คือทางเดินแห่งปัญญาในอริยสัจจ์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบและได้ประกาศออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ความจริงและวิธีทางแห่งการพ้นทุกข์
หนทางแห่งการพ้นทุกข์มีอยู่ เพียงแต่เข้าใจและเดินจังหวะให้ถูก ท่านก็หลุดจากกิเลสได้เช่นกัน เมื่อหลุดจากกิเลสได้แล้ว ท่านก็ถึงนิโรธ คือ ความสิ้นทุกข์
ผมจำไม่ได้ว่า พระอาจารย์องค์ใดกล่าวไว้ ในทำนองนี้ว่า
ให้อยู่กับกิเลส เหมือน งูพิษ ที่พิษงูไม่เคยทำร้ายตัวงูเองได้เลย
เมื่อท่านเข้าใจธรรมชาติแห่งมายาของกิเลส ท่านจะเข้าใจคำกล่าวนี้ได้ทันที
ก่อนจบ ต้องขอกล่าวว่า ขอบคุณครับ กิเลส ที่โผล่มาให้เห็นบ่อย ๆ

ธรรมะปฏิบัติ ตอน8 โดยมนสิการ

DSC00022ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย
ผมได้เน้นอยู่ในหลายบทความที่ผมเขียนไว้ blog นี้ว่า
จิตที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิและ.จิตรู้ เกิดแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นเหตุเริ่มต้นให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งได้อย่างแท้จริง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญวิปัสสนาที่จะได้ผลต่อไปจนเกิดสภาวะการปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เพื่อการหลุดพ้นแห่งวงจรทุกข์ได้
มีผู้ถามว่า แล้วจะฝึกอย่างไรกันละ เพื่อให้ จิตมันตั้งมั่น ไม่เผลอนาน และ จิตรู้ เกิดได้ ซึ่งผมขอเฉลยว่า ต้องฝึกการรู้กาย ครับ
ผมมีเขียนบทความใน blog นี้เรื่อง กายานุปัสสนาทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง ลองอ่านเพิ่มเติมได้ครัย
การฝึกกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีหลายวิธีการในการฝึก เช่นการนั่งสมาธิดูลมหายใจ การเดินจงกรม เป็นต้น ซึ่งท่านผู้อ่านจะสามารถหาอ่านได้มากมายใน internet
สำหรับบทความนี้ ผมจะนำเสนอวิธีการฝึกเพื่อการรู้กาย อันเป็นวิธีการที่ผมเคยนำไปสอนผู้ปฏิบัติใหม่ เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย ๆ สามารถปฏิบัติได้ทุกที่
ทุกเวลาที่มีโอกาส จะนั่งท่าไหนก็ได้ ขอให้นั่งให้สบาย จะฝึกตอนว่าง ตอนดู TV ตอนฟังวิทยุก็ยังได้ ตอนเข้าห้องน้ำกำลังถ่ายก็ฝึกได้ ตอนอาบน้ำก็ฝึกได้ ขอให้ฝึกให้มาก ๆ ครับ วิธีฝึกขอให้ดูจากรูปข้างล่างนี้
หลักสำคัญในการฝึกมีอยู่ 2 อย่างที่ละเลยไม่ได้เลย ก็คือ
1 ในขณะฝึก อย่าใจลอย อย่าพูดคุยกับใคร แต่ฟังเขาพูดได้
นั่นคือให้รู้สึกตัวอย่างเป็นธรรมชาติ และสบาย ๆ อย่าได้เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จำไว้นะครับ ต้องเป็นธรรมชาติและสบาย ๆ
2 ในขณะที่กำลังเคลือนมือไปมาเพื่อการฝึก
เมื่อฝึกใหม่ ๆ ท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ามือได้ ท่านไม่ต้องไปกังวลใจในเรื่องนี้ แต่ผู้ฝึกไม่ว่าจะใหม่เพียงใด ต้องรู้สึกถึงการลูบของฝ่ามือกับแขนได้อย่างแน่นอน การรู้สึก ก็เพียงรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ขอให้ลองดูง่าย ๆ ดังนี้ ให้ลองเปิด TV ดูแล้วลูบแขนไปด้วยในขณะดู TV ถ้าท่านยังรู้สึกได้ถึงการลูบการสัมผัสนี้ที่เกิดขึ้น ก็ใช้ได้แล้ว
ขอเพียงให้รู้สึกก็พอ ไม่ต้องไปคิดว่า รู้สึกอย่างไร ถ้าท่านฝึกแล้วรู้สึกได้และรู้สึกด้วยว่าเป็นธรรมชาติ นั่นแหละใช้ได้แล้ว
การฝึกนี้สมควรฝึกบ่อย ๆ ฝึกทุกวัน ทุกโอกาสที่ทำได้ ถ้าท่านมีเวลาสั้น ๆ เข่น 5 - 10 นาที ก็ขอให้ฝึก แต่ขอให้ฝึกจำนวนครั้งให้มากเข้าไว้ ถ้ามีเวลาว่างมากเช่นกำลังดู TV ก็ควรฝึกไปด้วยได้นาน ๆ เพราะการฝึกนี้จะเป็นการสะสมกำลังความตั้งมั่นให้เป็นสัมมาสมาธิ และการเกิดขึ้นของ .จิตรู่. ได้
อย่าลืมนะครับ ว่า การฝึกตั้งสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ รู้สึกตัว และรู้สึกถึงการลูบการสัมผัสได้ ง่ายไหมครับวิธีนี้
ตอนนี้ ถ้าท่านเป็นมือใหม่ในการฝึก อย่าเพิ่งไปดูจิตในตอนนี้ เอาเป็นรู้สึกถึงกายก่อน ให้ฝึกไปมาก ๆ เอาเป็นว่า สัก 3 เดือนขึ้นไป แล้วทีนี้ท่านจะฝึกควบคู่ไปด้วย ทั้งรู้กาย ทั้งรู้จิต ก็พอจะได้แล้วครับ
**** เวลาลูบ ให้ลูบอย่าง นุ่มนวล ทนุทถอมเหมือนกำลังลูบเด็กอ่อนอันเป็นที่รักของเรา ลูบเบา ๆ แต่ให้สบาย ๆ อย่าเกร็ง
อย่าสักแต่ว่าลูบแบบผ่าน ๆ ไปชนิดว่าขอไปที อย่างนี้จะไม่ได้ผลดีสำหรับคนฝึกใหม่ *****
ขออภัยด้วยครับ รูปไม่สวยเท่าใด ผมทำได้แค่นี้เอง
ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ฝึกก้าวหน้าแล้ว
ขอให้ท่านสังเกตดูครับว่า เมื่อท่านฝึกไปเรื่อย ๆ ท่านจะเริ่มรู้อาการของกายก่อน เช่น เวลากระพริบตาก็จะรู้ได้ เวลาอ้าปากเคี้ยวอาหารก็จะรู้ได้ว่าปากมันขยับไปมา เป็นต้น นี่เป็นการบอกว่า ท่านกำลังฝึกได้ผลแล้วครับ
ขอให้ฝึกต่อไป ฝึกต่อไปนะครับ แล้วผลที่ได้จะยิ่งมากขึ้น มากขึ้น เพราะเป็นการสะสมของสัมมาสมาธิ นั้นเอง

***********
ถ้าลูบมือแล้วเมื่อย จะใช้.ลูบขา.ก็ได้เช่นกัน หรือจะลูบท้อง หรือ อะไรก็ได้
ที่สดวกและสบาย
**********************
ตัวอย่างที่ 2
ท่านอาจใช้การฝึกโดยวิธีกำมือ-แบบมือ ฝึกไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ
แทนการลูบแขนก็ได้ วิธีนี้ สามารถใช้ในหลาย ๆ สถานที่ ที่คนเขาไม่สังเกตเห็นได้ เช่น ขณะนั่งรถเมล์ ในขณะเข้าประชุมในบริษัท ขณะรอคิวซื้อสิ้นค้า ในขณะที่กำลังนอนแต่ยังไม่หลับ
จำไว้นะครับ ต้องสบาย ๆ ค่อย ๆ ทำ และรู้สึกตัว และรู้ความรู้สึกเมื่อมีการกำมือ แบบมือ
******************
ตัวอย่างที่ 3 การเดินจงกรม
การเดินจงกรม ก็คือ การเดินกลับไปกลับมาและฝึกฝนการมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิไปด้วยในขณะเดิน
วิธีเดิน ก็คือ เดินธรรมดาแบบที่ท่านกำลังเดินเป็นปรกติอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องช้าเป็น slow motion
แต่ขอให้เดินแบบสบาย ๆ เหมือนท่านเดินสูดอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ ท่านไม่ต้องรีบเร่งในการเดิน
เดินไปช้า ๆ สบาย ๆ ในขณะที่เดิน ตาท่านยังคงมองเห็นภาพดีอยู่ แต่ท่านไม่ต้องจ้องมองอะไรเป็นพิเศษ
หูคงได้ยินอยู่ ขอให้ท่านสังเกตว่า ในขณะที่ท่านกำลังเดินนั้น จะมีความรู้สึกสั่นไหวที่กล้ามเนื้อขาด้วย
ในขณะที่เดินจงกรมอยู่
ขอให้เดินแบบนี้กลับไปกลับมา บ่อย ๆ
ในการเดินจงกรมนั้น ท่านสามารถใช้ฝึกในชิวิตประจำวันได้ด้วย เช่น ขณะเดินไปทำงาน เดินในที่ทำงาน
เดินไปรับประทานอาหารกลางวัน หรือ เดินซื้อของกินของใช้
ทีนี้ ท่านอาจเคยฝึกสายวัดป่า ที่เดินจงกรมพร้อมบริกรรมพุทโธ ท่านจะบริกรรม หรือ ไม่บริกรรม มันไม่สำคัญครับ
แต่ที่สำคัญก็คือ ท่านต้องเดินอย่างมีความรู้สึกตัว พร้อมรู้ความรู่สึกจากการทำงานของระบบประสาทต่าง ๆ ของร่างกายของท่าน
ไม่ยากเลยใช่ใหมครับการเดินจงกรม
*********************
ตัวอย่างที 4
ใช้ปลายนิ่งโป้ง และ นิ้วชี้ สัมผัสแตะ - ปล่อย
แตะ-ปล่อย เบา ๆ เป็นจังหวะ ไป ขอให้ทำอย่างสบายๆ อย่าเครียด
อย่าเกร็ง เมื่อท่านแตะนิ่ว ก็จะรู้สึกถึงการสัมผัสที่เกิดขึ้นจากการแตะ
เมื่อนิ้วไม่แตะกัน ความรู้สึกนั้นก็หายไป
ท่านี้จะดี เพราะคนอื่นเขาจะไม่รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ จึงไม่เป็นที่สังเกตของคนอื่น

*********************
ตัวอย่างที่ 6
ท่านไปหาซื้อพัดมา 1 อ้น ไม่ต้องแพง ราคาสัก 20 -30 บาท
ในขณะทีท่านกำลังนั่งรอพระเพื่อใส่บาตร หรือ นั่งดู TV ที่บ้าน ก็ใช้พัดที่ซื้อมานี้ครับ พัดไปมาเบาๆ เพื่อคลายร้อน หรือ เพื่อไล่ยุง
ในขณะที่พัดอยู่ ขอให้ท่านพัดอย่างสบาย ๆ
ในขณะที่ท่านพัดอยู่พร้อมดัวยความรู้สึกตัว ท่านจะรับรู้ลมทีมากระทบผิวหนังของท่านได้ ตาท่านก็ยังเห็นอยู่ หูท่านก็ยังได้ยิน เมื่อมื่อท่านส่ายไปมาในขณะที่พัด ท่านก็รู้สึกถึงการเคลื่อนการไหวของมือได้ด้วย
เมื่อท่านใช้พัด ท่านก็ลดการใช้พัดลมได้ เท่ากับประหยัดไฟฟ้าที่ใช้ แถมยังเป็นการฝีกฝนกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไปในตัวทีเดียว
วิธีใช้พัดนี้ ดีมากสำหรับประเทศไทยทีมีอากาศร้อน เมื่อท่านฝึกใช้พัด มันจะเป็นธรรมชาติและคนที่เห็นท่านจะไม่รู้ว่าท่านกำลังฝึกอยู่
ดังนั้น ท่านใช้ในการฝึกยังสถานที่ต่าง ๆ ในทีชุมชนได้เป็นอย่างดี
***********************
ตัวอย่างที่ 7
ถ้าท่านมีเศษกระดาษที่ใช้เขียนแล้วไม่ใช้ หรือ ถุงอลูมิเนียมบาง ๆ ที่เขาใส่กาแฟ หรือใส่ครีมใส่กาแฟ ท่านเอามา 1 แผ่น แล้วขยำให้มันเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอเหมาะ ให้ท่านลองกำลูกกลม ๆ นี่ในมือ
ขอให้กำได้สบาย ๆ ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป เนื่องจากกระดาษ หรือ ถุงอลูมิเนียมจะมีความแข็งเล็กน้อย เมื่อท่านขยำเป็นก้อนกลม มันจะไม่เรียบ ผิวของมันจะขรุขระ เมื่อท่านกำในมือจะรู้สึกได้ดี
ในการฝึกในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะดูทีวี ก็กำลูกกลม ๆ นี้เล่นไปมา ตาก็ดูทีวีไปด้วย มือก็กำลูกกลมนี้เล่นไปด้วยอย่างสบาย ๆ
******************
ตัวอย่างที่ 8 ท่าฝึกของท่านเอง สำหรับที่ท่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างมากและมีความขยันหมั่นเพียรในการฝึก เช่น ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปแล้ว ในการฝึกในระดับนี้ ท่านสามารถประยุกต์ท่าฝึกต่าง ๆ ขึ้นมาได้เอง เพราะท่านจะเข้าใจว่า การฝึกที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ขอให้ท่านหาท่าฝึกที่เหมาะกับท่าน แล้ว ให้ท่านฝึกท่าของท่านเอง
***********************
**หลักการและเหตุผล**

จากภาพ
ในขณะที่เราฝึกลูบหรือฝีกสัมผัสร่างกาย จะมีความรู้สึกเกิดขึ้นจากการสัมผัสหรือความรู้สึกที่เกิดจากการลูบ ซึ่งความรู้สึกนี้จะรู้ได้ด้วย.จิตรู้.
เมื่อท่านฝึกจะเป็นการกระตุ้น.จิตรู้.
เมื่อท่านฝึกไปมาก ๆ .จิตรู้.จะเกิดเด่นขึ้นและมีกำลังมากขึ้น จนสามารถแยกตัวออกมาได้เอง
สำหรับคนปรกติที่ไม่ได้ฝึกฝน เขาจะรู้แต่ด้านขวามือ อันเป็นการทำงานตามปรกติของปุถุชนทั่ว ๆ ไปนั้นเอง อันเป็นการทำงานในขันธ์ 5 ซึ่งสัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์ จะเป็นตัวทำให้คนปรกติรับรู้เรื่องราว รับรู้ความหมายในเรื่องที่รับเข้ามาได้

ธรรมะปฏิบัติ ตอน 7 โดยมนสิการ

สัมมาสติ คือ อย่างไร

  DSC00024บทความนี้เป็นความเข้าใจส่วนตัว จึงไม่จำเป็นต้องไปเหมือนคำสอนของอาจารย์ท่านใด หรือ จะต้องไปตรงกับข้อเขียนในหนังสือเล่มใด  ท่านทีอ่านแล้ว รู้สีกหงุดหงิดใจ ขอให้ท่านมีสติแล้วรู้อาการในจิตใจท่านว่า บัดนี้กิเลสได้เกิดขึ้นในใจท่านแล้ว ขอให้ท่านผ่านการอ่านไปเสีย อย่าได้อ่านต่อเลย กิเลสในใจท่านคงไม่ชอบใจแล้ว ขอบคุณครับ

*******************

ในทางสายกลาง หรือ อริยมรรคมีองค์ 8  สัมมาสติ เป็นข้อ 7  ซึ่งท่านสามารถอ่านเรื่องของสัมาสติได้ในพระไตรปิฏก

แต่สิ่งทีผมจะเขียนนี้ ไม่ใช่อธิบายสิ่งทีปรากฏในพระไตรปิฏก แต่เป็นความเข้าใจส่วนตัวจากประสบการณ์การภาวนาทีฝีกฝนมานาน

คนไทยนั้น มักพูดสั้น ๆ  ว่า ให้มีสติ  หรือ พอมีความรู้สีกตัวอยู่ ก็มักเข้าใจว่า ตอนนั้นมีสติแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจของตนเองทีรับฟังมาหรือแปลความหมายเองจากการอ่าน การได้ฟังมา

ในตำรา   สติ เป็นเจตสิกฝ่ายดี  หรือ จิตปรุงแต่งฝ่ายดี  ถ้าการเพียงรู้สีกตัวว่ามีสติแล้ว เวลาคนอกหัก คนอกหักก็รู้แก่ใจว่า ทุกข์หนักหนา ซี่งตอนทุกข์ คนอกหักก็รู้สีกตัวอยู่ว่ากำลังเป็นทุกข์เพราะอกหัก  ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การมีเพียงการรู้สีกตัวว่ามีสติอยู่ จะเป็นจิตผ่ายดีได้อย่างไรกัน จิตผ่ายดีเกิด ควรเป็นทุกข์อย่างนั้นหรือ ขอให้ท่านผู้อ่านคิดและพิจารณาเอาเองด้วยปัญญา

++++++ ความแตกต่างของ สติ และ สัมมาสติ เป็นอย่างไร

สติ นั้นเป็นกลไกการทำงานอย่างหนี่งของจิต ทีจิตเปล่งแสงสว่างว๊าบจ้า ทะลุ **โมหะ**ที่ปกคลุมจิตออกมาได้

ส่วน สัมมาสติ นั้นจะคล้ายกันกับสติ  แต่เป็นการเปล่งแสงสว่างว๊าบ ทีทะลุ **อวิชชา** ออกมา 

***กรุณาอ่านข้ำ ถ้าท่านหาความแตกต่างระหว่าง สติ และ สัมมาสติ ไม่พบ***

เมื่อจิตถูกโมหะครอบงำ  จิตจะดำมืดสูญเสียความรู้สีกตัว แล้ว กิเลสคือ โลภะ โทสะ ก็จะเข้าครอบงำจิตต่อไปได้อย่างง่ายดาย   นี่คือสาเหตุ ทีคนทั่ว ๆ ไปมักถูกกิเลส คือ โมหะ โลภะ โทสะ ครอบงำจิตใจได้อย่างง่าย ๆ  เพราะคนทั่วๆ ไปโดยมาก จิตไม่มีสติ

การทีจะให้จิตหลุดจากการครอบงำของโมหะ ก็คือ ต้องให้จิตเปล่งแสงทะลุโมหะทีครอบงำจิตออกมาได้  ซึ่งต้องใช้การฝีกฝน สติปัฏฐาน 4 เป็นวิธีทำ ซี่งนักภาวนาต้องฝีกฝน สติปัฏฐาน 4 เสมอ ๆ ฝีกบ่อยๆ  ฝีกให้มาก ๆ ฝีกให้ชำนาญ และทีสำคัญ ต้องฝีกให้ถูกต้องตามหลักการของ อาตาปี สัมปชาโน สติมา ด้วย

เมื่อนักภาวนาฝีกฝนสติปัฏฐาน 4 อย่างถูกต้องอยู่เสมอ ๆ  นักภาวนาจะพบด้วยตนเองว่า เมื่อมีการกระทบสัมผัสทีเกิดขึ้นทางกาย หรือ ทางเวทนา หรือ ทางจิต ขึ้น  จะเกิดการทำงานของสติขึ้น ซี่งนักภาวนาจะพบเองว่า จะเห็นคล้าย ๆ แสงจากกล้องถ่ายรูปแว๊บขึ้นมาแว๊บหนี่งแล้วดับไป  นั่นคือ แสงจิตจากการทำงานของสติ 

ผมไม่อาจบอกท่านนักภาวนาได้ว่า ท่านต้องฝีกสติปัฏฐาน 4 นานเท่าใด สติจึงจะทำงานอย่างนี้ได้

แต่ผมบอกท่านได้อย่างหนี่งว่า ถ้าท่านฝีกสติปัฏฐาน 4 ไม่ถูกต้องตามอาตาปี สัมปชาโน สติมา การเกิดของสติ ก็ยากจะเกิดขึ้นจนท่านเห็นแสงแว๊บได้เลย

การแว๊บของแสงจิต 1 ครั้ง มันเร็วและสั้นมาก จนท่านนักภาวนาไม่อาจจะเข้าใจอะไรในธรรมได้ นอกจากเห็นแสงว๊าบขึ้นสั้น ๆ แล้วดับไป  ต่อเมื่อท่านนักภาวนาฝีกสติปัฏฐานต่อไปอย่างต่อเนื่องอยู่เนือง ๆ  จนเกิดความชำนาญ  ท่านนักภาวนาจะพบเองว่า อาการแสงแว๊บนั้นจะเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย จนทำให้ท่านนักภาวนาเห็นอะไรได้บ้างทีเป็นสภาวะธรรม 

ความถี่ทีเกิดขึ้นของแสงจิตทีทะลุโมหะ จะทำให้เกิดเป็นแสงสว่างชึ้นในจิตของนักภาวนาเอง ทำให้เกิดจิตทีสว่างขึ้น โดยทีนักภาวนาจะเห็นความสว่างของจิตนี้ได้เอง และ ตราบใดทีนักภาวนาเห็นจิตทีสว่างได้ นักภาวนาจะพบเองว่า กิเลสใด ๆ ไม่อาจเกิดได้เลยในขณะที่ความสว่างของจิตยังปรากฏเห็นได้อยู่

สำหรับ สัมมาสติ นั้น เป็นแสงจิตทีส่องทะลุ อวิชชา ออกมา ซี่งจะคล้ายๆ กับแสงจิตทีเป็นสติทีส่องทะละโมหะออกมา   แต่เมื่อแสงจิตทะลุ อวิชชา ออกมาได้ นักภาวนาจะพบกับอาการของความว่างเปล่าของความไร้ตัวตน หรือ สุญญตาสภาวะได้  ซึ่งความเป็น **สัมมา** นีคือ ธรรมทีเป็นระดับของโลกุตระที่ไร้อวิชชาครอบงำนั่นเอง

การเกิดขึ้นของสัมมาสติ ก็จะมาจากการพัฒนา สติ ทีแสงจิตสว่างในจิตเอง ประกอบกับปัญญาญาณทีเกิดขึ้น ทำให้นักภาวนาเกิดปัญญารู้แจ้งและทำลาย อวิชชา ลงไปได้

ธรรมในการหลุดออกจากกองทุกข์ ก็จะมาจากแสงสว่างในจิต ทีมาจากสติ แล้วพัฒนาต่อเป็นสัมมาสติ  การฝีกฝนทีตรงทางในสติปัฏฐาน 4 เท่านั้น ทีกล่าวโดยย่อว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา จะเป็นเหตุในการสร้างขึ้นมาได้

ธรรมะปฏิบัติ ตอน 6 โดยมนสิการ

จิตเห็นจิตเป็นมรรค

DSC00034บรรดาคำสอนของครูบาอาจารย์ คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ เป็นคำสอนที่เรียบง่าย และ พุ่งเป้าเข้าสู่การพ้นทุกข์อย่างไม่อ้อมค้อมสำหรับผู้ภาวนาอย่างแท้จริง
อริยสัจจ์แห่งจิตของหลวงปู ท่อนที่ 4 มีว่า จิตเห็นจิตเป็นมรรค
ในการภาวนานั้น การฝึกรู้ด้วยจิตในสติปัฏฐาน 4 ก็เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัมมาสมาธิ
เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิได้มากพอ ผลที่ตามมาก็คือ เกิดการแยกตัวออกของจิต(ผู้รู้) และ อาการของขันธ์ (ซึ่งก็คือ สิ่งที่ถูกรู้) ซึ่งในสภาวะตอนนี้ ในวงการภาวนาจะเรียกว่า สภาวะแห่งการเป็นของคู่ คือ มีผู้รู้ และ สิ่งที่ถูกรู้
ในบรรดาสิ่งที่ถูกรู้นั้น คือ อาการต่าง ๆในขันธ์ 5 สิ่งถูกรู้เหล่านี้มิใช่จิต
นี่ยังเป็นการรู้ การละ ไม่ยึดติดด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ
การทีนักภาวนาได้ลงทุนลงแรงฝึกฝนสติปัฏฐาน 4 จนเกิดสภาวะของคู่ขึ้นมาได้นั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นกันได้ง่าย ๆ ได้มาถึงนี่ ก็ดีมากแล้ว แต่ก็ยังต้องฝึกฝนต่อไปอีก
เมื่อสัมมาสมาธิแก่กล้ามาขึ้น เพราะตั้งมั่นมากขึ้น ลำดับต่อไป นักภาวนาจะเกิดสัมมาญาณ อันเป็น ญาณ ที่เห็นจิตได้ การเห็นจิตได้ด้วยญาณนี้ จึงจะเข้าสู่ขั้นต้นของสิ่งที่เรียกวา จิตเห็นจิต การเห็นจิตนี้ จึงเป็นการเริ่มต้นของการ ตกกระแส พระนิพพาน เพราะเมื่อนักภาวนาได้เห็นจิตได้แล้ว ก็จะรู้จักจิตและจะเห็นจิตได้มากขึ้น ได้บ่อยขึ้น (หมายเหตุ นักภาวนาที่เพิ่งเห็นจิตได้ ใหม่ ๆ จะเห็นจิตได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ยังเห็นได้ไม่ต่อเนื่องตลอดเวลา )
ในบล๊อกที่ผมเขียนนั้น ผมใช้คำอยู่ 2 คำที่จะต่างออกไปจากที่อื่น ก็คือ
จิตรู้ ซึ่งคำนี้ ก็คือ จิตผู้รู้ ที่สำนักต่างๆ เรียกกัน
มโน ซึ่งคำนี้ ก็คือ จิต ที่เป็น จิตที่ถูกจิตผู้รู้ไปเห็นเข้า
ผมเรียกให้ต่างออกมา ก็เพื่อให้สอดคล้องกับตำราและความเข้าใจในการภาวนา
ซึ่งสภาวะแห่งการ ตกกระแส ในสิ่งที่ผมกล่าว ก็คือ การที่ จิตรู้ ไปเห็น มโน เข้าได้แล้ว
ในตำรา ดูจะง่าย ๆ ที่ชาวพุทธสักคนจะเข้าสู่การตกกระแส เพราะเขียนไว้เพียงสังโยชน์ขาดขั้นต้น 3 อันดับคือ 1.สักกายทิฏฐิ 2.วิจิกิจฉา 3. สีลัพพตปรามาส
แต่ในความเป็นจริงในการภาวนา ถ้ากล่าว่า โสดาบัน คือ ผู้ตกกระแสพระนิพพานแล้ว และจะมีแต่ก้าวต่อไป ไม่กลับมาอีก ไม่เกิน 7 ชาติ ผู้ที่จะมีคุณสมบัติอย่างนี้ได้ ก็จะมีแต่นักภาวนาที่พบอาการ จิตเห็นจิต ได้แล้วเท่านั้น จึงจะเป็นปัญญาขั้นต้นในระดับญาณที่จะมีสิทธิทำลายกิเลสได้สิ้นจนถึงที่สุด และ การเสื่อมจากญาณก็จะไม่มี เพราะได้รู้แล้ว เห็นแล้ว รู้จักแล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ต่อเนื่อง 100 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง
(หมายเหตุ การได้สภาวะของคู่ เพราะสัมมาสมาธิ โดยยังไม่เกิดญาณ สัมมาสมาธิสามารถเสื่อมถอยได้อยู่ )
การที่ จิตเห็นจิต จึงเป็นสิ่งที่ยากสุด ๆ สำหรับนักภาวนาที่ยังไม่เคยเห็นจิตของจริง
เพราะอธิบายให้ฟังก็ยากมาก ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้น มันปรากฏอยู่แล้วอยู่ข้างหน้า แต่นักภาวนาไม่เห็นเอง เพราะไม่รู้จัก
เมื่อนักภาวนาพบจิตได้แล้ว นักภาวนาเพียงหมั่นฝึกฝนต่อไปอีก ขอให้เชื่อตำราได้เลยว่า เมื่อนักภาวนาได้ตกกระแสแล้ว ก็จะมีแต่จะไม่หวนกลับ เพราะกำลังสัมมาสมาธิที่ยิ่งตั้งมั่น ก็จะเสริม สัมมาญาณให้มั่นคง แล้วการเกิด จิตเห็นจิต ก็จะยิ่งได้บ่อย เห็นได้นาน เห็นเหมือนจิตไม่หายไปไหนเลย
ในคำสอนของครูบาอาจารย์ และในพระไตรปิฏก ได้กล่าวเปรียบเทียบ จิตเหมือนฟองไข่
และในคำสอนก็บอกว่า ให้ทำลายจิตทิ้งเสีย เมื่อจิตถูกทำลายทิ้ง สภาวะของคู่ก็จะสลายไป กลายเป็นสภาวะใหม่ ที่เรียกว่า ความเป็นหนึ่ง ขึ้นมาแทน
ในความเป็นจริง ไม่มีใครทำลายจิตได้ แม้แต่ตัวนักภาวนาเอง แต่การที่จิตเกิดการแตกสลายออกไปนั้น เกิดจากที่จิตที่บ่มเพาะปัญญาที่จิตไปเห็น จิตที่แปรเปลี่ยนไปมาเพราะมีการสร้างขันธ์ขึ้นของจิต และเห็นสภาวะแห่งจิตที่หยุดสร้างขันธ์ ปัญญานี้แหละที่จะทำลายจิตให้เป็น จิตหนึ่ง
การที่จิตหยุดสร้างขันธ์ ในครูบาอาจารย์มักกล่าวว่า ให้จิตหยุดคิด หรือ ฮวงโปได้กล่าวว่า ให้หยุดปรุงแต่งเสีย
นี่เป็นสิ่งทียากยิ่งอีกอย่างของนักภาวนา จิตหยุดคิด เพราะนักภาวนาไม่รู้จัก จิตหยุดคิดเป็นอย่างไร ถ้านักภาวนาเพียงคิดว่า จะทำอย่างไรให้จิตหยุดคิด นั้นคือ เป็นการคิดแล้ว
ถ้านักภาวนาเพียงรู้ว่า นี่ลมหายใจเข้า นี่ลมหายใจออก นี่กินข้าวไปแล้วสิบคำ นี่ก็คือ การคิดแล้วเช่นกัน
จิตหยุดคิด ก็คือ จิตหยุดสร้างขันธ์ จิตที่ไม่สร้างขันธ์ ใน มโน จะใสกระจ่างแจ้ง
จิตที่กำลังสร้างขันธ์ ใน มโน จะขุ่นมัว ไม่สดใส
ในสภาวะแห่ง จิตหนึ่ง แสงแห่งจิต จะส่องสว่างขึ้นไม่มืดมัว เมื่อจิตส่องแสงสว่าง อันกิเลสต่าง ๆ ที่อาศัย โมหะ เป็นชนวนการเกิด ก็เกิดไม่ได้ เพราะ โมหะ ต้องกาศัยเกิดตอนจิตมืดมิด เมื่อ จิตส่องสว่าง ความมืดย่อมหายไป กิเลสจึงเกิดอีกไม่ได้เพราะเหตุนี้
นี่คือธรรมชาติของจิตที่ประภัสสร เปล่งกระกายออกมา แล้วกิเลสก็เกิดไม่ได้เอง
นี่คือวิถีแห่งมรรค
ขอกราบนมัสการหลวงปู่ดูลย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ธรรมะปฏิบัติตอน 5 โดย มนสิการ

DSC00094ผมเห็นมีเรื่องกาลามสูตรอยู่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ที่ผมอยากจะทิ้งมุมมองของผมในเรื่องพระสูตรนี้ให้ท่านพิจารณา ผมเชื่อว่า ท่านที่เป็นขาจร เมื่ออ่านบทนี้จบ จะมีหลายท่านที่อาจสบถออกมาก็ได้ว่า ช่างเป็นข้อเขียนที่ทำลายศาสนา
สำหรับท่านที่มีปัญญา บทความนี้อาจช่วยให้ท่านถึงฝั่งก็อาจเป็นได้
******************
ผมเชื่อว่า ไม่มีใครที่ชอบการถูกผู้อื่นหลอก ผู้ถูกหลอกนอกจากจะเสียรู้ให้แก่ผู้มาหลอกแล้ว ถ้าจะมองดี ๆ ก็จะได้ว่า ผู้ถูกหลอกช่างเป็นคนที่โง่เง่าเสียจริง ๆ จึงถูกหลอกได้สำเร็จ
ในโลกนี้ ไม่มีใครรู้ทุกสิ่ง ดังนั้น เรื่องการถูกหลอกจึงมีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป
ในการหลอกนั้น คน ๆ หนึ่ง นอกจากจะถูกคนอื่นหลอกแล้ว ยังมีการหลอกอีกอย่างหนึ่ง ที่คนถูกหลอกมักไม่รู้ว่ากำลังถูกหลอกอยู่ และมีการถูกหลอกอยู่ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้งเสียด้วย
ใครนะช่างเก่งจริง ที่เที่ยวหลอกคนอื่นได้ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง
ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ แต่มันคือ ความคิดของตัวเองที่หลอกตัวเองอยู่ร่ำไป
เมื่อคนรับการรับรู้ผ่านทางระบบประสาทเข้ามา ก็จะมีขบวนการทำงานของ สัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์ ขึ้น กลายเป็นความคิดออกมา
เมื่อความคิดออกมาแล้ว คนก็จะเชื่อทันทีว่า ความคิดนั้นมันเป็นของฉัน ฉันเป็นคนคิดมันเอง คนก็เลยเชื่อสนิทว่าความคิดนั้นมันเป็นเรื่องจริง เป็นอย่างนั้นจริง ๆ โดยไม่เอะใจเลยว่ากำลังถูกความคิดของตัวเองหลอกตัวเองอยู่
การถูกความคิดหลอกลวงนี้ นี่คือสิ่งที่พระพุทุธองค์ทรงค้นพบความจริงแล้วเรียกสิ่งนี้ว่า อวิชชา
เมื่อคนหลงไปในอวิชชาแบบไม่เอะใจ ก็หลงเข้าไปในกองทุกข์ที่ความคิดมันสร้างขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา
พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศอริยสัจจ์ 4 ซึ่งเมื่อใครได้ลงมือปฏิบัติตาม ก็จะพบกับความจริงของเรื่องการหลอกลวงเพราะความคิดของตนเองนี้ ซึ่งก็คือ วิชชา (สังเกต คำว่า .วิชชา. มี .ช-ช้าง. 2 ตัวสะกด)
วิชชา ทำให้ผู้ที่ปฎิบัติตามได้เห็นขบวนการทำงานของ.สังขารขันธ์.และการเป็นไตรลักษณ์ของความคิด ที่มันปรุงออกมา และเข้าใจในขบวนการของความคิด ทีมี.สัญญาขันธ์.เป็นตัวเสริม ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจอาการหลอกลวงของความคิดนี้ได้ว่า อันว่าความคิดมันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา มันมีเหตุให้เกิด มันก็เกิด
ในทำนองเดียวกัน อวิชชา อันเนื่องด้วย สัญญาขันธ์ บวกกับการเรียนรู้และประสบการณ์ทางโลก ทำให้มีการแปลความหมายของความคิดออกมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นเราเป็นเขา
วิชชา นี้ไม่อาจที่จะคิดออกมาได้เอง เพราะเมื่อลงมือ.คิด. ก็หลงเข้าไปในการหลอกลวงของอวิชชาทันที แต่ วิชชา นี้จะผุดออกมาจากการรู้ของ.จิต.ที่ไปเห็นความจริงเข้าเท่านั้น
ดังนั้น วิชชา จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจสอนให้เข้าใจได้เลย นอกจากสอนวิธีการปฏิบัติให้ลงมือปฏิบัติเอง ให้ผู้ปฏิบัติได้เห็นเอง เข้าใจได้เองด้วยตนเอง อันเป็นปัจจัตตัง
วิชชา นี้พูดมากไม่ได้ เพราะพูดไป ก็จะมีแต่คนที่บอกว่า ไอ้พวกนอกคอก พวกทำลายศาสนา
เพราะพูดไป ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะคนที่ยึดมั่นในคำสอนโดยไม่.โยนิโสมนสิการ. ก็คือพวกหลงเข้าไปในกับดักของ.อวิชชา.เสียแล้ว
การหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นใน.ความคิด. ก็เท่ากับการได้ทำลายเรือนแห่งอวิชชา แล้วผู้นั้น ก็จะหลุดออกจากการถูกอวิชชาหลอกลวง กลายเป็นผู้รู้แจ้งที่ไม่ทุกข์ในที่สุด
บทความนี้ จะเข้าใจยากสักหน่อยสำหรับคนทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าใครที่เห็นความคิดได้แล้ว ก็พอจะเข้าใจได้บ้าง แต่ผู้ที่เข้าใจได้อย่างดี ก็คือคนที่เข้าใจในการหลอกลวงของความคิดได้แล้ว
*****
เรื่องท้ายบท
1...ในพระไตรปิฏก มีการกล่าวถึงเรื่องหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องธรรมกับพระสารีบุตร
แล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสถามพระสารีบุตรว่า เชื่อหรือไม่
พระสารีบุตร ตรัสตอบว่า ท่านยังไม่เชื่อในทันทีจนกว่าจะได้พิสูจน์ให้เห็นจริงก่อน
****
นี่เป็นเรื่องราวที่คนที่อ่านพระไตรปิฏกอาจงงว่า ทำไมพระสารีบุตรจึงไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธองค์ในทันที
แล้วท่านละ เมื่ออ่านเรื่องในพระไตรปิฏก ท่านเชื่อโดยสนิทใจทันทีเลยหรือไม่
2...กาลามสูตร การไม่เชื่อ 10 ประการ
ทำไมในพระไตรปิฏก จึงมีเรื่องนี้ ไม่ให้เชื่อ 10 ประการ (ท่านหาอ่านเองใน google โดยค้นคำว่า "กาลามสูตร" ครับ )
เมื่อท่านอ่านบทนี้แล้ว ท่านคงได้คำตอบเอง
3...หลวงพ่อเทียน ท่านสอนให้ดูความคิด เพราะการดูความคิด จะทำให้เห็นการหลอกลวงของความคิดได้ ก็จะทำให้หลุดออกจากห่วงโซ่แห่งอวิชชาได้ เพราะการเห็นความจริงของการหลอกลวงนี้
เส้นทางแห่งมรรคที่ทำลาย.อวิชชา.... << อาตาปี สัมปชาโน สติมา >>
4...มีการเขียนไว้ถึงการบรรลุธรรมของพระอรหันต์ไว้หลายประเภท แต่แบ่งออกใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ เจโตวิมุตติ และ ปัญญาวิมุตติ
ในความเห็นของผม ผู้ที่เข้าใจได้อย่างดีว่า .ความคิด. ว่าเป็นสิ่งหลอกลวง เป็นผลงานของอวิชชาด้วยปัญญา ผู้นั้นจะเป็นพระอรหันต์ประเภท ปัญญาวิมุตติ
ส่วนพระอรหันต์ประเภท เจโตวิมุตติ จะเข้าใจการหลอกลวงของอวิชชานี้ โดยการเห็นการทำงานของขันธ์ 5 ในส่วนของ.สังขารขันธ์.แล้วจึงเข้าใจได้ และเกิดการตัดขาดแรงยึดติดระหว่างจิตและสังขารขันธ์ให้ขาดออกจากกันเมื่อเข้าใจแล้ว อันเป็นขบวนการทาง.เจโตสมาธิ. ดังเช่นที่หลวงพ่อเทียนได้บอกไว้ถึงอาการเชือกขาดนั้นเองครับ

ธรรมะปฏิบัติ ตอน 4 โดย มนสิการ

0003สรุป การบรรยายของวันกิจกรรม 31 ตุลาคม 2553

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 มีกิจกรรมการบรรยายที่บ้านหนังสือชินเขต1 ในเรื่องวิธีการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 มีเนื้อหาโดยสรุปได้ดังนี้

1..ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ในผู้ภาวนาต้องฝึกฝนการเจริญสัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดจิตที่ตั้งมั่นเสียก่อน เมื่อ จิตตั้งมั่นได้แล้ว จิตที่ตั้งมั่น นั้นจะเปรียบเหมือน ดวงตาปัญญา ที่ไปเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริงของกายและใจได้
2..หลักการฝึกสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดจิตตั้งมั่น
2.1 เพียงรู้สึกตัว อย่างสบาย ๆ อย่าได้มีความเครียด สายตามองตรงไปข้างหน้า อย่าได้จ้องมองสิ่งใด เพียงลืมตาขึ้นเฉย ๆ เท่านั้น การลืมตาขึ้นเฉย ๆ แบบนี้ นักภาวนาจะเห็นภาพที่ตามองเห็นเป็นมุมกว้าง ๆ แบบ panorama และ ภาพที่เห็นอาจจะไม่ชัดเจนนักก็ได้ หรือ ชัดเจนก็ได้ แต่ทั้งนี้จะไม่ต้องจ้องสิ่งใด
2.2 ให้ .จิต. ไปรับรู้ .เอง. ของอาการของกาย ที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงให้รับรู้ได้ เช่น
การรับรู้การสัมผัส คือ การรับรู้กายที่เป็น ดิน
การรับรู้การสั่นไหว สะเทือน คือ การรับรูุ้กายที่เป็น ลม
การรับรู้อุณหภูมิ คือ การรับรูุ้กายที่เป็น ไฟ
การรับรู้ การเปลี่ยนแปลงทางกายดังกล่าว เกิดขึ้นเอง เพราะกลไกทางธรรมชาติ โดยที่ผู้ภาวนาไม่ต้องอยากไปรับรู้เลย ถ้าเป็นการรับรู้ด้วยการจงใจ ต้องการไปรับรู้ เป็นการภาวนาที่ผิดทาง
3..ได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ให้รู้จักอาการของกายจริง ๆ โดยการ
3.1 เกาหลังมือ
3.2 ควงข้อมือแบบเชียรลีดเดอร์
3.3 ขยับขาแบบเตะลูกบอลล์ และ การกระทบพื้น
แนะนำอ่าน หลักการเบื้องต้นของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแบบชาวบ้าน
ประกอบ
4..บรรยายการทำงานของ จิตรู้ จิตลูกโป่ง อวิชชา ตัณหา กิเลส ของภาพข้างบน
5..สิ่งที่เน้นในการภาวนา
5.1 อย่าให้มีความเครียดในการภาวนา
5.2 อย่าให้มีความอยากในขณะภาวนา เพียงรู้สึกตัว จิตใจปรกติที่สบาย ๆ

ธรรมะปฏิบัติ ตอน 3

วัวแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้า แล้วชำเลืองดูลูกน้อย (วิธีภาวนาทำอย่างไร)

DSC00145หลวงพ่อโพธินันทะ ได้กล่าวถีงพระไตรปิฏกเล่มที 12 การปฏิบัติตามอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
โดยอุปมาถีง โคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้าแล้วชำเลืองดูลูกน้อย
ในบทนี้ ผมจะได้เขียนถีงวิธีการปฏิบัติ
1..คุณสมบัติของนักภาวนาทีจะปฏิบัติได้
พระสูตรนี้ ไม่ใช่สำหรับมือใหม่ในการภาวนา แต่ต้องเป็นมือเก่าทีมีความสามารถในการภาวนามาได้ในระดับหนี่งทีสามารถเห็น **ความคิด**ของตนเองได้แล้ว
2..ขบวนการทำงานของความคิด
ตัวจิตนั้น จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนทีเป็นสภาวะรู้ และ ส่วนทีเป็นตัวจิตทีจะแปรไปเป็นจิตปรุงแต่งได้เมื่อมีเหตุและปัจจัยเข้ามากระทบทีจิต
เมื่อมีเหตุและปัจจัยเข้ามกระทบทีตัวจิต ตัวจิตจะเกิดการไหวตัว ซี่งในการไหวตัวนี้จะออกมาเป็นพลังงานทีสั่นไหว ที่ผมจะเรียกว่า ความคิด
เมื่อนักภาวนาทีผ่านการภาวนามาได้ในระดับหนี่งมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิพอสมควร เมื่อจิตไหวตัวเป็นความคิด **สภาวะรู้ของจิตจะไปเห็นความคิด** นี้ได้
พอสภาวะรู้ไปเห็นความคิด ความคิดจะดับไปเอง เพราะนี่ธรรมชาติของความคิดทีมันเป็นไตรลักษณ์ จะเป็นแบบนี้
เมื่อนักภาวนาเห็นความคิดได้หลาย ๆ ครั้ง จะรู้เองว่า ตัวจิตทีเป็นส่วนทีจะแปรไปเป็นความคิด นั่นอยู่ทีใด แล้วจะไปดูความคิดด้วยสภาวะรู้ได้อย่างไร
3..วิธีการภาวนาแบบโคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้าแล้วชำเลืองดูลูกน้อย
เมื่อนักภาวนารู้ว่า จิตทีจะแปรเป็นความคิดได้อยู่ทีใด และ การดูความคิดด้วยสภาวะรู้ทำอย่างไร
วิธีการปฏิบัติก็คือ เมื่อนีกขึ้นมาได้ว่า ให้มองไปทีความคิด ก็มองไปทีความคิดทันทีแว๊บเดียวสั้น ๆ เพียงเสี้ยววินาที เมื่อมองไป นักภาวนาจะพบว่า จิตส่วนทีจะเป็นความคิดนั้นจะเป็นความว่างเปล่า ไม่มีความคิดอยู่
เมื่อหยุดมองความคิด นักภาวนาจะพบเองว่า สภาวะรู้ของจิตยังคงเห็นจิตส่วนทีจะแปรเป็นความคิดต่อไปได้เองโดยเห็นเป็นความว่างเปล่า โดยทีนักภาวนาไม่ได้ไปมองตรง ๆ เลย สภาวะนี้จะเรียกว่า คือ การชำเลืองมอง ซึ่งจะเป็นไปเองหลังจากทีมองตรง ๆ ไปแว๊บหนี่ง
แต่การชำเลืองมองนี้ จะค่อย ๆ สลายไปเอง แล้วจะมองไม่เห็นความว่างทีอยู่ตรงทีความคิดเคยเกิด พอนักภาวนานีกขึ้นมาได้อีกครั้งหนี่ง ก็ให้มองไปทีความคิดอีกแว๊บหนี่ง แล้วสภาวะแห่งการชำเลืองมองจะกลับมาอีก แล้วก็จางหายไปอีกเมือ่เวลาผ่านไปสักระยะหนี่ง
ให้นักภาวนาวนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กล่าวคือ พอนีกขึ้นมาได้ ก็มองไปทีความคิดแว๊บหนี่งก็พอแล้วปล่อยให้สภาวะของการชำเลืองมองทำงานต่อไปเอง
เมื่อฝีกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นักภาวนาจะพบเองว่า สภาวะแห่งการชำเลืองมองจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เอง

ธรรมปฏิบัติตอน 2 by มนสิการ

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง ภาค 2

DSC00147มีคำถามเข้ามาว่า........
มีข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติขอรบกวนสอบถามค่ะ คือ การฝึกโดยการเคลื่อนไหวที่คุณนมสิการชี้แนะให้นี้สามารถทำควบคู่กับการฝึกสมถะได้หรือไม่คะ หรือว่าควรจะทำแค่อย่างใดอย่างนึง คือปัจจุบันนี้ดิฉันอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังจับแนวทางไม่ถูกค่ะ
**********************
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้
ผมได้เคยเขียนเรื่อง สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง
ไว้ที่ ในตอนนี้ผมจะเพิ่มเติมเข้าไปจากบทความก่อน
++++ สมถภาวนา
จุดมุ่งหมายของสมถภาวนาจะมี 3 อย่าง อยู่ที่ใครต้องการแบบใดใน 3 อย่างนี้ มาดูกันครับ
***จุดมุ่งหมายที่ 1 .... ทำสมถภาวนาเพื่อต้องการให้จิตสงบจากนิวรณ์
( หมายเหตุ นิวรณ์ คือ อาการที่จิตกำลังดิ้นรน กระสับกระส่าย ไม่สงบด้วยอาการในจิต )
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นกันเพื่อให้เข้าใจ
ตัวอย่างที่ 1 ...สมมุติว่า ท่านเป็นคนกลัวผีมาก และ เผอิญต้องไปพักคนเดียวในโรงแรมเก่า ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีทางเลือกที่พักอื่น โรงแรมนี้สภาพก็เก่า แถมอยู่ห่างไกลเมืองและอยู่ใกล้กับวัดอีกด้วย แอร์ก็ไม่มี ต้องเปิดหน้าต่างนอน พอตกกลางคืน ก็มีเสียงสุนัขหอนขี้นมา ทำให้เกิดอาการกลัวผีมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็เลยทำสมถภาวนาเพื่อไม่ให้กลัวผี เช่น บริกรรม พุทโธ ตลอดเวลา เพื่อให้จิตไปจับยึดที่พุทโธ จะได้ไม่กลัวผี
ตัวอยางที่ 2 ... สมมุติว่าท่านเป็นชาย มีภรรยาแล้ว พอดีได้เลขาสาวสวยเข้ามาใหม่ เธอหน้าตาดี แถมแต่งตัวเปรี้ยวมาก ท่านเห็นเธอแล้วใจก็เกิดอาการไม่เป็นสุขทันที ท่านก็กลัวใจว่าจะห้ามไม่ไหว ก็เลยไปนึกถึงภาพคนตายที่กำลังขึ้นอืด น่ากลัวแทน เพื่อที่จะบังคับใจที่กำลังหวั่นไหวนั้นให้สงบลงไป
คงพอมองภาพออกนะครับว่า สมภภาวนาแบบนี้เป็นอย่างไร ใช้อย่างไร
***จุดมุ่งหมายที่ 2 ....สมถภาวนาโดยการบังคับจิตให้นิ่งสงบ เช่นฤาษีเขาทำกันในสมัยพุทธกาล การภาวนาแบบนี้ จิตใจของผู้ภาวนาไม่ดิ้นรนอย่างจุดมุ่งหมายที่ 1 แต่การทำเพื่อต้องการทำบังคับจิตนิ่งโดยการให้จิตไปจับยึดสิ่ง ๆ เดียว ไม่ยอมให้จิตหลุดไปไหนเลย
ที่นิยมกันตอนนี้ ก็จะมีการเพ่งกสิณ การภาวนาลมหายใจโดยจับลมที่ปลายจมูก หรือ บริกรรมเร็ว ๆ เพื่อให้จิตจับอยู่กับคำบริกรรมอย่างเดียว สมถภาวนาแบบนี้ ได้ผลคือจิตนิ่ง ตัวแข็งเป็นหิน ถ้าถึงฌาน จะมีความสุขมาก ( สุขมากจริง ๆ ใครที่ภาวนาถึงได้จะเข้าใจดีว่าสุขแบบหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว )
สมถภาวนาแบบนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเรียนมาก่อนกับดาบส 2 ตน แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า นี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
ภาวนาแบบนี้ คนที่ได้ฌานมักจะติดสุข และ มักจะเป็นคนโทสะร้ายได้ง่าย ๆ เวลาที่ไม่ได้ภาวนาอยู่
**** จุดมุ่งหมายที่ 3 ... สมถภาวนาเพื่อการพัฒนากำลังจิต เพื่อเป็นฐานสำหรับวิปัสสนาต่อไป เพราะว่า วิปัสสนาจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่มีกำลังพอ ที่ว่า จิตมีกำลัง หมายความว่า จิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ไม่ซัดซ่ายไปไหน และ จิตมีกำลังทีจะต่อสู้กับอาการจิตปรุงแต่งที่เกิดขึ้นมาได้ ( อ่านเรื่อง ชักกะเย่อ ที่ สำหรับเรื่องใน blog ของผมเช่นเรื่อง ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย
ก็เพื่อจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้
--------------------------------
+++ วิปัสสนาภาวนา
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้เห็นแจ้งความจริงในขันธ์ทั้ง 5 ว่า ขันธ์ 5 นั้นมันเป็น ไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเป็นอนัตตา
การที่จะเห็นความจริงแบบนี้ได้นั้น จิตของผู้ปฏิบัติต้องมีกำลังมากและตั้งมั่นอยู่ ซึ่งจิตจะตั้งมั่นอยู่ได้และมีกำลัง ต้องมาจากการฝึกฝน
สมถภาวนาแบบจุดมุ่งหมายที่ 3 มาแล้วเป็นอย่างดี
ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น ไม่มีกำลัง ไม่มีทางเจริญวิปัสสนาได้เลย เพราะจะไม่เห็นอาการของขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา เมื่อไม่เห็นอาการขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา มันก็ไม่เกิดการปล่อยวางขันธ์ 5
เรื่องนี้เขียนมากไม่ได้ เดียวผมจะมีเรื่องราวกับสำนักภาวนาหลายสำนัก
-----------------------------------------
บทความนี้ ผมหวังว่า ท่านที่ถามมาคงมองภาพออกนะครับว่า การเจริญวิปัสสนานั้น ต้องใช้ฐานรากจากสมถภาวนาแบบที่ 3 มาก่อนเพื่อให้จิตตั้งมั่น จิตมีกำลัง
เมื่อจิตตั้งมั่น มีกำลังแล้ว จิตรู้ จะแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้ ในที่นี้คือ ขันธ์ 5 แล้ว จิตรู้ เขาจะพิจารณาขันธ์ 5 เองอันเป็นอาการของวิปัสสนา ที่ต้องเกิดเอง เห็นเองด้วยจิตรู้ ไม่สามารถทำให้เกิดโดยการตั้งใจได้ จึงจะเป็นวิปัสสนา และได้ผลในการปล่อยวางขันธ์ 5 เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป
-------
ทีนี้มาถึงคำถามที่ถามมา ท่านที่ถามคงเข้าใจว่า สิ่งที่ผมเขียนใน blog จะไม่ใช่สมถภาวนา ตอนนี้คงเข้าใจแล้วนะครับว่า มันคือสมถภาวนาตามจุดมุ่งหมายที่ 3 ซึ่งนักภาวนาจะฝึกฝนสมถภาวนาในจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้อย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใน blog ที่ผมเขียน หรือ จะฝึกหลาย ๆ อย่างสลับไป สลับมา ก็ได้เช่นกัน
แต่ที่ผมเขียนแนะนำใน blog ก็เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่คนใหม่ ๆ จะได้อาศัยเป็นแบบฝึก เพื่อจะได้ฝึกได้ครับ
แต่ถ้าใครไม่มีเวลาฝึกตามแบบฝึก จะใช้วิธีการฝึกในชิวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน เพราะเพียงเข้าใจหลักการ ฝึกที่ไหนก็ได้ ฝึกอย่างไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจหลักการ ถึงแม้ฝึกตามรูปแบบ ก็จะไม่ตรงกับสมถภาวนาจุดมุ่งหมายที่ 3 ครับ แต่จะเป็นสมถภาวนาแบบอื่นไปเสีย
สิ่งที่ผมเขียนไว้ จะเรียกว่า การเจริญสติ ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons