วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ชุดปลิกใจ ตรัสรู้


วิธีทำบุญของวัดป่าหนองหิน บ้านบงเหนือ ต.บงเหนือ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร นานเป็นปีๆที่แอ๊ดมิน ไม่ได้โพส์อะไรให้ทุกๆท่านทราบความเคลื่อนไหวมาวันนี้จะทำนำไฟล์วิดีโอที่แอ๊ดมินไปพบกับวิธีทำบุญใหญ่มาฝากทุกๆท่านที่ปรารถนาจะเข้านิพพานแบบ โบราณ ซึ่งมีมีอุปกรณ์ในการทำคือ ดอกบัว 1000 ดอก ยินส์ levi's 1ชุด และการเชื้อมญาณของพระรัตนตรัย ท่านสามารถดูได้จากวิดีโอชุดนี้อาจมีคำตอบแก่ท่านได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม วีดีโอนี้เหมาะสำหรับท่านที่จะเข้านิพพานในชาตินี้ เพราะมันอาจแตกต่างจากความเข้าใจเรามาแต่เดิม เหตุผลของแอ๊ดมินอยากให้ท่านที่ติดตามเพจนี้ได้รับข้อมูลการปฏิบัติธรรมแบบเส้นตรง เหมือนโยมแม่ลูกจากจังหวัดตรังได้รับเท่านั้นเอง วิธีนี้ ม้วนเดียวจบกิจเลย นี้คือชุดตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ



วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี - มุมมือใหม่ป้ายแดง ต้อนที่ 1


มีผู้ขอให้ผมแนะนำวิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า จะให้ปฏิบัติอย่างไร
สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วน ๆ ที่ผมจะฝากไว้ท่านมือใหม่ ที่ล้มเหลวอยู่เสมอในการปฏิบัติธรรมไว้พิจารณาผมอยากจะบอกท่านที่เข้ามาอ่านก่อนว่าถ้าท่านยังติดหนึบเนียวแน่นดังกาละแมติดฟันในตำราละก็ อย่าอ่านต่อเลยครับ เพราะจะทำให้ท่านมีอคติกับผมไปเปล่า ๆ เมื่อท่านมีอคติอย่างเดียวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าท่านปรามาสต่อผมต่อ นี่ซิครับ ผมไม่ต้องการให้บทความต่าง ๆ ที่ผมเขียนเพื่อให้ท่านดับทุกข์ กลับนำท่านลงสู่ทุกข์เสียเอง สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็จะมีโทษมหันต์เช่นกัน ถ้าใช้ไม่เป็นเชิญเข้าเรื่องได้ครับ สำหรับสาธุชนมีใจเป็นกลางที่อยากทราบประสบการณ์ของผม
**************************** 1. วิปัสสนาจะไม่ได้ผลอะไรเลย ถ้าไม่มี .จิตรู้. ที่แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 เป็นผู้สังเกตการณ์ความไม่เที่ยงในขันธ์ 5
>> นี่คือกุญแจหลักสำหรับการเริ่มต้นการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ครับ สิ่งแรกสุดที่ท่านต้องกระทำ คือ ศีกษาให้เข้าใจก่อน ว่าวิธีการที่จะฝึกฝนเพื่อให้ .จิตรู้. แยกตัวออกจากขันธ์ 5 นั้นมีวิธีการปฏิบัติฝึกฝนอย่างไร ไม่ใช่ว่า ท่านเห็นเขา นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ เดินจงกรม บริกรรมพุทโธ แล้วก็ปฏิบัติลงไปเลยโดยที่ท่านไม่เข้าใจเลยว่า การปฏิบัติที่ท่านเห็นเขาทำกันนั้น อย่างไรจึงได้ผล
ผมไม่อยากนำคำว่า สมถะ วิปัสสนา มาพูดให้ท่านสับสนในการฝึกฝนการปฏิบัติว่าอย่างไรคือสมถะ อย่างไรคือวิปัสสนา แต่ผมขอนำคำว่า การปฏิบัติคือการฝึกฝน สัมมาสติ ให้ตั้งมั่นจนเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อตั้งมั่นได้แล้ว จิตรู้ เขาจะแยกตัวออกมาสังเกตขันธ์ 5 ของเขาเองโดยที่ท่านไม่มีสิทธิไปบงการอะไรในตัว .จิตรู้. ได้เลย เมื่อ .จิตรู้.ออกมาสังเกตอาการของขันธ์ 5 เอง นี่แหละครับ วิปัสสนา ได้เริ่มต้นแล้ว
2. แล้วจะปฏิบัติอย่างไรให้ .จิตรู้.แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 ได้
>> ท่านต้องฝึกฝนครับ ฝึกฝนสิ่งที่ผมเรียกว่า สัมมาสติ นั้นเองหลักการฝึกฝนสัมมาสติ ก็คือ 2.1 การที่รู้สึกตัว ที่สบาย ๆ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เป็นธรรมชาติเวลาฝึกอย่าให้มีความรู้สึกว่าต้องทำ แต่ให้ฝึกด้วยความรู้สึกว่า กำลังลองทำเล่น ๆ 2.2 ไม่ต้องการอยากรู้อะไร ท่านอ่านถึงข้อ 2.2 ก็จะเกิดแอบงงได้ เพราะสำนักต่าง ๆ ที่มีสอนการปฏิบัติธรรมทั่วไปในประเทศไทย บอกว่า ต้องรู้ ต้องกำหนด แต่ผมกลับบอกว่า ไม่ต้องการอยากรู้อะไร ผมเขียนผิดหรือเปล่าผมขอเรียนท่านว่า ไม่ผิดหรอกครับ แต่ขอให้ท่านอ่านต่อไปและทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดีมาก ๆ สักหน่อย อ่านซ้ำหลาย ๆ รอบก็ยิ่งดีครับ
ในข้อ 2.1 ผมบอกว่า ท่านต้องรู้สึกตัว ที่สบาย ๆ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เมื่อท่านรู้สึกตัวอยู่ สิ่งที่ท่านจะพบต่อมาก็คือ ตาท่านจะมองเห็นอยู่ หูก็จะได้ยินอยู่ ร่างกายก็รู้สัมผัสได้อยู่ และอื่น ๆ ในระบบปราสาทในร่างกายของท่านทำงาน ทั้งหมดนี้ ต้องเป็นการรู้ที่เป็นไปเอง (ย้ำชัด ๆ นะครับ ว่า ต้องเป็นการรู้ที่เป็นไปเอง ) ทีเป็นดังนี้เพราะท่านรู้สึกตัวอยู่นั้นเอง ผมจะใช้คำว่า การรู้ที่เป็น multitasking ก็ได้ (เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบันที่ทำงานพร้อมกันได้หลาย ๆ อย่างในขณะเดียวกัน ) (แต่ถ้าท่านยึดตำรา ตำราว่า การรู้จะรู้ได้ทีละอย่าง นั้นคือตำรา ที่ผมบอกแล้วว่า ถ้าท่านยึดติดตำรา อย่าเข้ามาอ่านเลย )
ผมขอให้ท่านทดลองด้วยตัวเองก็ได้ในตอนนี้ ขอให้ท่านรู้สึกตัวอยู่อย่างสบาย ๆ ตาท่านมองเห็นใช่ใหม่หูท่านก็ได้ยินใช่ใหม ถ้ามีลมพัดมา หรือ ท่านเปิดแอร์หรือพัดลม แล้วลมพัดมาโดนกาย ท่านก็รู้สึกได้ใช่ใหม ท่านจะเห็นว่า การรู้ที่เกิดขึ้นนั้น ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่รู้สึกตัวธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง และรู้ได้พร้อมกันหลาย ๆ อย่างในคราวเดียวกัน
ผมขอให้ท่านสังเกตต่อไปว่า การรู้ที่มาจากการรู้สึกตัวนี้ จะเป็นการรู้ที่เบา ๆ และก็บางทีก็รู้ บางทีก็จะไม่รู้ แสดงว่าการรู้ของท่านยังไม่ต่อเนื่อง นี่เพราะท่านยังเป็นมือใหม่ที่มีกำลังสัมมาสติอ่อนนั้นเอง แต่ถ้าท่านฝึกฝนต่อไป จนสัมมาสมาติมีกำลัง การรู้ของท่านจะต่อเนื่องได้มากขึ้น
ปัญหาของมือใหม่ที่เกิดเสมอ ๆ เพราะได้รับคำสอนว่า การรู้ต้องรู้ชัด มือใหม่ก็จะใช้วิธีการจ้องไปยังจุดที่ต้องการจะรู้ชัด เช่น ผู้ที่ฝึกลมหายใจ ก็ได้รับคำสอนว่า ให้ไปจ้องที่ปลายจมูกเพื่อจะรู้ลมให้ชัด ผู้ที่เดินจงกรมก็จะจ้องที่เท้าเพื่อที่จะรู้การกระทบที่เท้าให้ชัด นี่เป็นการขัดแย้งกับข้อ 2.2 ที่ผมเขียนไว้อย่างจัง เพราะการอยากรู้โดยการจ้องที่ปลายจมูก หรือ ที่เท้า ล้วนเป็นกระทำด้วยความอยาก อันเป็นตัณหา ในอริยสัจจ์ 4 ข้อ 2 พระพุทธองค์ก็สอนไว้ชัดว่า ตัณหา คือต้นเหตุแห่งทุกข์ ต้องละ มัน แต่นี่ท่านที่ไปจ้องปลาย จ้องเท้า การจ้องเป็นการไม่ได้เดินตามคำสอนนี้เลย
เมื่อท่านเป็นมือใหม่ ที่เริ่มต้นด้วยการฝึกรู้ลมหายใจ จะเป็นสิ่งทียากลำบากมากที่จะรู้ลมหายใจ โดยการไม่จ้องลมส่วนมากคนใหม่ ๆ ที่ผมแนะนำการปฏิบัติ ผมจะให้เขาฝึกด้วยกายานุปัสสนาที่ไม่ใช้ลมหายใจ เพราะการรู้ลมหายใจโดยไม่จ้องลม เป็นสิ่งที่รู้ได้ยากกว่าวิธีอื่น ผมมีเขียนเรื่องการฝึกกายานุปัสสนาไว้ที่เรื่องเมื่อท่านมือใหม่ ฝึกกรรมฐานอื่นที่ไม่ใช่ลมหายใจไปมาก ๆ เช่นสัก 1 ปี กำลังสัมมาสติของท่านจะแข็งแรงขึ้น และสามารถรู้ลมหายใจได้เองโดยไม่ต้องจ้องลมหายใจเลย ท่านก็สามารถฝึกลมหายใจได้เองต่อไป
3. ทำไม ผมจึงให้เริ่มที่กายานุปัสสนา ไม่ใช่การดูจิต อย่างทีตอนนี้กำลังนิยมกัน
>> อย่างที่ผมได้เขียนไว้ข้างต้นแล้ว การปฏิบัติจะได้ผล ก็ต่อเมื่อ .จิตรู้. เขาแยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 แล้วเท่านั้น ถ้าท่านเป็นมือใหม่ที่จิตรู้ยังไม่แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 แล้วท่านไปดูจิต มันจะไม่ได้ผลครับเพราะท่านจะไม่เห็นอาการของจิต เพราะการเห็นอาการของจิตนั้น จะต้องเป็นการเห็นด้วย .จิตรู้. จึงจะได้ผลแห่งวิปัสสนาถ้าการรู้อาการของจิตที่ไม่ใช่ จิตรู้ จะเป็นการนึกคิดเอา อันเป็นสัญญาและสังขาร
การฝึกกายานุปัสสนาที่ถูกต้องตามหลักการที่ผมให้ไว้ในข้อ 2 เมื่อฝึกไปบ่อย ๆ ฝึกมาก ๆ ก็จะมีขบวนการภายในที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ที่ท่านมองไม่เห็น นั้นคือ สัมมาสติมีการพัฒนากำลังมากขึ้น และ จิตรู้ ก็พร้อมจะมารู้เห็นการทำงานของขันธ์ 5 ได้ตามความเป็นจริง อันเป็นการเจริญวิปัสสนาด้วย จิตรู้
แนะนำอ่านเรื่อง ทำไมผมสอนแต่กายานุปัสสนา ไม่สอนการดูเวทนา ไม่สอนการดูจิต ไม่สอนการดูธรรม แล้วจะครบสูตรได้อย่างไรถ้า "จิตรู้" ยังไม่เกิด จะไม่เห็นไตรลักษณ์ที่แท้จริงกายานุปัสสนา ทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง
4. จะวัดผลแห่งการปฏิบัติได้อย่างไรว่าได้ผลแล้ว
>> เมื่อ จิตรู้ แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 แล้ว จิตรู้ เขาจะทำงานของเขาเอง ใหม่ๆ จิตรู้ ยังไม่มีพลังมากพอ การรับรู้ขันธ์ 5 ของจิตรู้ก็อาจดีบ้าง ไม่ดีบ้าง อันเป็นธรรมดา ขอให้ท่านฝึกฝนต่อไป แบบเดิม ที่ผมเขียนข้อ 2 เพื่อให้จิตรู้มีกำลังมากขึ้นไปอีก ยิ่งฝึกมากแบบข้อ 2 จิตรู้ ยิ่งตั้งมั่น ยิ่งมีกำลังมากขึ้น เมื่อจิตรู้ยิ่งมีกำลัง การที่จิตรู้พิจารณาขันธ์ 5 เองยิ่งถี่มากขึ้น ( ผมขอให้ท่านเข้าใจว่า คำว่า พิจารณาขันธ์ 5 นี้ ต้องเป็นการพิจารณาเองด้วยจิตรู้เท่านั้น จึงจะได้ผล การทีท่านไปคิดเอาเองว่า นี่เป็นไตรลักษณ์ ด้วยการใช้ความคิด ไม่ใช่การพิจารณาธรรมอันเป็นขบวนการแห่งวิปัสสนา ) เมื่อ จิตรู้ พิจารณาขันธ์ 5 เองบ่อย ๆ จิตรู้ ก็จะมีความรู้มากขึ้นเอง
แต่ท่านจะรู้ด้วยตัวเองว่า ทุกข์ท่านได้ลดลงไปจากเดิมซึ่งผมขอแนะนำให้ท่านวัดผลการปฏิบัติด้วยวิธีที่ผมเขียนไว้คือการวัดผลอีกอย่างหนึ่ง ที่ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเองก็คือการที่ท่านเผลอสติที่ลดลงไปกว่าเดิม ยิ่งท่านฝึกยิ่งมากการเผลอสติก็ยิ่งลดลง จนประหนึ่งว่า ท่านมีสติตลอดเวลาในขณะที่ท่านตื่นอยู่ ท่านทำอะไร ก็มีสติอยู่เสมอ นั้นเองยิ่งท่านมีสติต่อเนื่องมากเท่าใด ทุกข์ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ นี่เป็นผลจากปัญญาที่เกิดขึ้นในจิตใจของท่านที่ลดละ ตัณหา อย่างเป็นอัตโนมัตินั้นเอง
5. บทสรุป ผมหวังว่า สิ่งที่ผมเขียนนี้ จะทำให้เท่ามองภาพออกถึงการปฏิบัติว่าท่านจะดำเนินตัวเองอย่างไร เพื่อให้เข้าสู่ทางแห่งการพ้นทุกข์ผมได้เขียนเรื่องการปฏิบัติที่เป็นพืนฐานไว้มากมาย หลายเรื่องในการธรรมปฏิบัติ ขอให้ท่านทยอยอ่าน และยิ่งเมื่อท่านได้ฝึกฝนไปเป็นระยะและมาอ่านทวนเป็นระยะ จะทำให้ท่านเข้าใจการปฏิบัติได้มากขึ้น
ผมขอเน้นย้ำแก่ท่านมือใหม่ว่า การปฏิบัติในข้อ 2 นั้น ท่านไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้่น ท่านฝึกสัมมาสติไปได้แก่กล้าแค่ไหนก็ตาม ท่านก็ยังคงใช้การฝึกแบบข้อ 2 อยู่ดีอนึ่ง เมื่อท่านฝึกไปเรื่อย ๆ จะมีสภาวะธรรมบางอย่างปรากฏขึ้นแก่ท่่านให้รู้ได้เป็นระยะ ๆสภาวะธรรมเหล่านี้ ถ้าท่านเกิดหลงไปว่า ฉันได้ก้าวหน้าแล้ว การปฏิบัีติต้องไปปรัีบเปลี่ยนวิธีการในข้อ 2 และจะก้าวหน้าต่อไป ถ้าท่านคิดอย่างนี้แล้วละก็ผมขอบอกท่านว่า ท่านหลงทางครับ เพราะนั้นจะเป็น วิปัสสนูกิเลส ที่เกิดขึ้นแก่ท่านท่านเกิดหลงมันว่ามันเป็นจริง
ธรรมแห่งองค์พระศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นี่คือความจริงแท้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ท่านจะยิ่งเข้าใจคำนี้มากขึ้นทุกขณะจิต ยิ่งท่านมีกำลังสัมมาสติยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปทุกที ทุกทีธรรมปฏิบัิติ ไม่เหมือนเลี้ยงเด็กอ่อน ที่ต้องเปลี่ยนชนิดของนมผง ชนิดอาหาร ตามอายุเด็กธรรมปฏิบัตินั้น ความเป็นปรกติธรรมดาของจิตใจ ที่ไร้กิเลส ตัณหา แต่อุดมด้วยสัมมาสติของแท้มีอย่างเดียว ไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างไรทั้งสิ้นในการฝึกฝนฝึกเพื่อให้เป็นปรกติของจิตใจ

วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี - มือใหม่ป้ายแดง ตอนที่ 2


ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย
ผมได้เน้นอยู่ในหลายบทความที่ผ่านมา นี้ว่าจิตที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิและ.จิตรู้ เกิดแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นเหตุเริ่มต้นให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งได้อย่างแท้จริง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญวิปัสสนาที่จะได้ผลต่อไปจนเกิดสภาวะการปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เพื่อการหลุดพ้นแห่งวงจรทุกข์ได้
มีผู้ถามว่า แล้วจะฝึกอย่างไรกันละ เพื่อให้ จิตมันตั้งมั่น ไม่เผลอนาน และ จิตรู้ เกิดได้ ซึ่งผมขอเฉลยว่า ต้องฝึกการรู้กาย ครับผมมีเขียนบทความใน นี้เรื่อง กายานุปัสสนาทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง ลองอ่านเพิ่มเติมได้ครัย
การฝึกกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีหลายวิธีการในการฝึก เช่นการนั่งสมาธิดูลมหายใจ การเดินจงกรม เป็นต้น ซึ่งท่านผู้อ่านจะสามารถหาอ่านได้มากมายใน internet
สำหรับบทความนี้ ผมจะนำเสนอวิธีการฝึกเพื่อการรู้กาย อันเป็นวิธีการที่ผมเคยนำไปสอนผู้ปฏิบัติใหม่ เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย ๆ สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีโอกาส จะนั่งท่าไหนก็ได้ ขอให้นั่งให้สบาย จะฝึกตอนว่าง ตอนดู TV ตอนฟังวิทยุก็ยังได้ ตอนเข้าห้องน้ำกำลังถ่ายก็ฝึกได้ ตอนอาบน้ำก็ฝึกได้ ขอให้ฝึกให้มาก ๆ ครับ วิธีฝึกขอให้ดูจากรูปข้างล่างนี้
หลักสำคัญในการฝึกมีอยู่ 2 อย่างที่ละเลยไม่ได้เลย ก็คือ
1 ในขณะฝึก อย่าใจลอย อย่าพูดคุยกับใคร แต่ฟังเขาพูดได้ นั่นคือให้รู้สึกตัวอย่างเป็นธรรมชาติ และสบาย ๆ อย่าได้เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จำไว้นะครับ ต้องเป็นธรรมชาติและสบาย ๆ
2 ในขณะที่กำลังเคลือนมือไปมาเพื่อการฝึก เมื่อฝึกใหม่ ๆ ท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ามือได้ ท่านไม่ต้องไปกังวลใจในเรื่องนี้ แต่ผู้ฝึกไม่ว่าจะใหม่เพียงใด ต้องรู้สึกถึงการลูบของฝ่ามือกับแขนได้อย่างแน่นอน การรู้สึก ก็เพียงรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ขอให้ลองดูง่าย ๆ ดังนี้ ให้ลองเปิด TV ดูแล้วลูบแขนไปด้วยในขณะดู TV ถ้าท่านยังรู้สึกได้ถึงการลูบการสัมผัสนี้ที่เกิดขึ้น ก็ใช้ได้แล้ว ขอเพียงให้รู้สึกก็พอ ไม่ต้องไปคิดว่า รู้สึกอย่างไร ถ้าท่านฝึกแล้วรู้สึกได้และรู้สึกด้วยว่าเป็นธรรมชาติ นั่นแหละใช้ได้แล้ว
การฝึกนี้สมควรฝึกบ่อย ๆ ฝึกทุกวัน ทุกโอกาสที่ทำได้ ถ้าท่านมีเวลาสั้น ๆ เข่น 5 - 10 นาที ก็ขอให้ฝึก แต่ขอให้ฝึกจำนวนครั้งให้มากเข้าไว้ ถ้ามีเวลาว่างมากเช่นกำลังดู TV ก็ควรฝึกไปด้วยได้นาน ๆ เพราะการฝึกนี้จะเป็นการสะสมกำลังความตั้งมั่นให้เป็นสัมมาสมาธิ และการเกิดขึ้นของ .จิตรู่. ได้
อย่าลืมนะครับ ว่า การฝึกตั้งสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ รู้สึกตัว และรู้สึกถึงการลูบการสัมผัสได้ ง่ายไหมครับวิธีนี้
ตอนนี้ ถ้าท่านเป็นมือใหม่ในการฝึก อย่าเพิ่งไปดูจิตในตอนนี้ เอาเป็นรู้สึกถึงกายก่อน ให้ฝึกไปมาก ๆ เอาเป็นว่า สัก 3 เดือนขึ้นไป แล้วทีนี้ท่านจะฝึกควบคู่ไปด้วย ทั้งรู้กาย ทั้งรู้จิต ก็พอจะได้แล้วครับ
**** เวลาลูบ ให้ลูบอย่าง นุ่มนวล ทนุทถอมเหมือนกำลังลูบเด็กอ่อนอันเป็นที่รักของเรา ลูบเบา ๆ แต่ให้สบาย ๆ อย่าเกร็ง อย่าสักแต่ว่าลูบแบบผ่าน ๆ ไปชนิดว่าขอไปที อย่างนี้จะไม่ได้ผลดีสำหรับคนฝึกใหม่ *****
ขออภัยด้วยครับ รูปไม่สวยเท่าใด ผมทำได้แค่นี้เอง

ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ฝึกก้าวหน้าแล้วขอให้ท่านสังเกตดูครับว่า เมื่อท่านฝึกไปเรื่อย ๆ ท่านจะเริ่มรู้อาการของกายก่อน เช่น เวลากระพริบตาก็จะรู้ได้ เวลาอ้าปากเคี้ยวอาหารก็จะรู้ได้ว่าปากมันขยับไปมา เป็นต้น นี่เป็นการบอกว่า ท่านกำลังฝึกได้ผลแล้วครับ ขอให้ฝึกต่อไป ฝึกต่อไปนะครับ แล้วผลที่ได้จะยิ่งมากขึ้น มากขึ้น เพราะเป็นการสะสมของสัมมาสมาธิ นั้นเอง
*********** ถ้าลูบมือแล้วเมื่อย จะใช้.ลูบขา.ก็ได้เช่นกัน หรือจะลูบท้อง หรือ อะไรก็ได้ ที่สดวกและสบาย
********************** ตัวอย่างที่ 2
ท่านอาจใช้การฝึกโดยวิธีกำมือ-แบบมือ ฝึกไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ แทนการลูบแขนก็ได้ วิธีนี้ สามารถใช้ในหลาย ๆ สถานที่ ที่คนเขาไม่สังเกตเห็นได้ เช่น ขณะนั่งรถเมล์ ในขณะเข้าประชุมในบริษัท ขณะรอคิวซื้อสิ้นค้า ในขณะที่กำลังนอนแต่ยังไม่หลับจำไว้นะครับ ต้องสบาย ๆ ค่อย ๆ ทำ และรู้สึกตัว และรู้ความรู้สึกเมื่อมีการกำมือ แบบมือ
******************
ตัวอย่างที่ 3 การเดินจงกรม การเดินจงกรม ก็คือ การเดินกลับไปกลับมาและฝึกฝนการมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิไปด้วยในขณะเดิน วิธีเดิน ก็คือ เดินธรรมดาแบบที่ท่านกำลังเดินเป็นปรกติอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องช้าเป็น slow motionแต่ขอให้เดินแบบสบาย ๆ เหมือนท่านเดินสูดอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ ท่านไม่ต้องรีบเร่งในการเดินเดินไปช้า ๆ สบาย ๆ ในขณะที่เดิน ตาท่านยังคงมองเห็นภาพดีอยู่ แต่ท่านไม่ต้องจ้องมองอะไรเป็นพิเศษหูคงได้ยินอยู่ ขอให้ท่านสังเกตว่า ในขณะที่ท่านกำลังเดินนั้น จะมีความรู้สึกสั่นไหวที่กล้ามเนื้อขาด้วยในขณะที่เดินจงกรมอยู่ขอให้เดินแบบนี้กลับไปกลับมา บ่อย ๆ ในการเดินจงกรมนั้น ท่านสามารถใช้ฝึกในชิวิตประจำวันได้ด้วย เช่น ขณะเดินไปทำงาน เดินในที่ทำงาน เดินไปรับประทานอาหารกลางวัน หรือ เดินซื้อของกินของใช้
ทีนี้ ท่านอาจเคยฝึกสายวัดป่า ที่เดินจงกรมพร้อมบริกรรมพุทโธ ท่านจะบริกรรม หรือ ไม่บริกรรม มันไม่สำคัญครับแต่ที่สำคัญก็คือ ท่านต้องเดินอย่างมีความรู้สึกตัว พร้อมรู้ความรู่สึกจากการทำงานของระบบประสาทต่าง ๆ ของร่างกายของท่านไม่ยากเลยใช่ใหมครับการเดินจงกรม ********************* ตัวอย่างที 4
ใช้ปลายนิ่งโป้ง และ นิ้วชี้ สัมผัสแตะ - ปล่อย แตะ-ปล่อย เบา ๆ เป็นจังหวะ ไป ขอให้ทำอย่างสบายๆ อย่าเครียด อย่าเกร็ง เมื่อท่านแตะนิ่ว ก็จะรู้สึกถึงการสัมผัสที่เกิดขึ้นจากการแตะ เมื่อนิ้วไม่แตะกัน ความรู้สึกนั้นก็หายไป ท่านี้จะดี เพราะคนอื่นเขาจะไม่รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ จึงไม่เป็นที่สังเกตของคนอื่น
*********************
ตัวอย่างที่ 6
ท่านไปหาซื้อพัดมา 1 อ้น ไม่ต้องแพง ราคาสัก 20 -30 บาท ในขณะทีท่านกำลังนั่งรอพระเพื่อใส่บาตร หรือ นั่งดู TV ที่บ้าน ก็ใช้พัดที่ซื้อมานี้ครับ พัดไปมาเบาๆ เพื่อคลายร้อน หรือ เพื่อไล่ยุง ในขณะที่พัดอยู่ ขอให้ท่านพัดอย่างสบาย ๆ ในขณะที่ท่านพัดอยู่พร้อมดัวยความรู้สึกตัว ท่านจะรับรู้ลมทีมากระทบผิวหนังของท่านได้ ตาท่านก็ยังเห็นอยู่ หูท่านก็ยังได้ยิน เมื่อมื่อท่านส่ายไปมาในขณะที่พัด ท่านก็รู้สึกถึงการเคลื่อนการไหวของมือได้ด้วย
เมื่อท่านใช้พัด ท่านก็ลดการใช้พัดลมได้ เท่ากับประหยัดไฟฟ้าที่ใช้ แถมยังเป็นการฝีกฝนกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไปในตัวทีเดียว
วิธีใช้พัดนี้ ดีมากสำหรับประเทศไทยทีมีอากาศร้อน เมื่อท่านฝึกใช้พัด มันจะเป็นธรรมชาติและคนที่เห็นท่านจะไม่รู้ว่าท่านกำลังฝึกอยู่ ดังนั้น ท่านใช้ในการฝึกยังสถานที่ต่าง ๆ ในทีชุมชนได้เป็นอย่างดี
*********************** ตัวอย่างที่ 7 ถ้าท่านมีเศษกระดาษที่ใช้เขียนแล้วไม่ใช้ หรือ ถุงอลูมิเนียมบาง ๆ ที่เขาใส่กาแฟ หรือใส่ครีมใส่กาแฟ ท่านเอามา 1 แผ่น แล้วขยำให้มันเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอเหมาะ ให้ท่านลองกำลูกกลม ๆ นี่ในมือขอให้กำได้สบาย ๆ ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป เนื่องจากกระดาษ หรือ ถุงอลูมิเนียมจะมีความแข็งเล็กน้อย เมื่อท่านขยำเป็นก้อนกลม มันจะไม่เรียบ ผิวของมันจะขรุขระ เมื่อท่านกำในมือจะรู้สึกได้ดีในการฝึกในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะดูทีวี ก็กำลูกกลม ๆ นี้เล่นไปมา ตาก็ดูทีวีไปด้วย มือก็กำลูกกลมนี้เล่นไปด้วยอย่างสบาย ๆ
******************
ตัวอย่างที่ 8 ท่าฝึกของท่านเอง สำหรับที่ท่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างมากและมีความขยันหมั่นเพียรในการฝึก เช่น ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปแล้ว ในการฝึกในระดับนี้ ท่านสามารถประยุกต์ท่าฝึกต่าง ๆ ขึ้นมาได้เอง เพราะท่านจะเข้าใจว่า การฝึกที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ขอให้ท่านหาท่าฝึกที่เหมาะกับท่าน แล้ว ให้ท่านฝึกท่าของท่านเอง
*********************** **หลักการและเหตุผล**

วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี มือใหม่ป้ายแดง ตอนที่ 3


ทำไมผมสอนแต่กายานุปัสสนา ไม่สอนการดูเวทนา ไม่สอนการดูจิต ไม่สอนการดูธรรม แล้วจะครบสูตรได้อย่างไร
ถ้าท่านติดตามอ่านบทความของผมในบล๊อกนี้และมีความสงสัยว่า ทำไมผมสอนแต่กายานุปัสสนา ไม่สอนการดูเวทนา ไม่สอนการดูจิต ไม่สอนการดูธรรม แล้วจะครบสูตรของสติปัฏฐาน 4 ได้อย่างไรซึ่งเรื่องนี้ ผมขออธิบายดังนี้
สิ่งที่ผมอธิบายการฝึกฝนการลูบแขนอันเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ก็เพราะว่า การฝึกกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเพื่อให้ท่านเกิด สติสัมปชัญญะ ก่อน เป็นสิ่งทีฝึกได้ง่ายสำหรับคนส่วนใหญ๋ ใคร ๆ ก็ฝึกได้ ไม่ต้องรู้อะไรมาก ฝึก ๆ เข้าไปนั้นแหละ แล้ว สติสัมปชัญญะของท่านก็จะเกิดได้เอง แต่มีข้อแม้ว่า ต้องฝึกอย่างถูกต้อง และต้องฝึกบ่อย ๆ สมำเสมอเท่านั้นเอง
เมือสติสัมปชัญญะของเท่านเกิดแล้ว และท่านยังฝึกต่อไปอีกอย่างสม่ำเสมอ ต่อไป จิตรู้ ของเท่านจะเกิดขึ้น เมื่อฝึกต่อไปอีก จิตรู้ ที่เกิดจะตั้งมั่นมากขึ้น ปรากฏการรู้ได้นานขึ้น ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา ก็จะเห็นได้เองด้วย .จิตรู้. อันเป็นครบทั้ง 4 สูตรของสติปัฏฐาน 4 นั่นเองแต่ถ้าจิตรู้ ยังไม่เกิด ยังไม่ตั้งมั่น ไม่มีทางเลยที่การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 จะครบถ้วนอย่างแท้จริง
สำหรับท่านที่ฝึกมาในแนวอื่น ถ้าการฝึกของท่านก่อให้เกิดความตั้งมั่นแห่งจิตรู้ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าท่านฝึกมาเนินนาน แล้ว ยังไม่รู้เลยว่า จิตรู้ เกิดนี่เป็นอย่างไร ท่านสมควรจะมองการฝึกของท่านเสียใหม่ เพราะค่อนข้างแน่นอนครับว่า มันจะไม่ตรงทางตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ซะแล้วครับ
ถ้า "จิตรู้" ยังไม่เกิด จะไม่เห็นไตรลักษณ์ที่แท้จริง
ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อย่างถูกต้องถูกทาง และขยันหมั่นเพียรแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนในจิตใจของผู้ปฏิบัติก็คือ " จิตรู้ " ก่อตัวขึ้น
เมื่อ "จิตรู้" ก่อตัวขึ้น ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นได้ของการแปรเปลี่ยนของจิตใจ โดยจะเริ่มจากการแปรเปลี่ยนที่เป็นของหยาบๆ ก็คือ ความโกรธ ก่อนเมื่อผู้ปฏิบัติเห็น ความโกรธ ที่เกิดขึ้นได้ ใหม่ ๆ แต่สัมมาสมาธิยังไม่ตั้งมั่นพอ ความโกรธ ที่จิตรู้ เห็น ก็อาจไม่ทนทานอยู่ได้ และจิตรู้จะหายไป ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงไปกับความโกรธที่เกิดขึ้นนั้นแทน
แต่เมื่อเขาได้มีความเพียร หมั่นเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิอยู่เสมอ สัมมาสมาธิของเขาจะตั้งมั่นขึ้น และ จะสามารถคงอยู่ต่อไปเมื่อ ความโกรธ เกิดขึ้น การตั้งมั่นของสัมมาสมาธิ นอกจากจะเห็นความโกรธเกิดขึ้นแล้ว เขาจะเห็น การหยุดและสลายไปของความโกรธอีกด้วย นี่คือการเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งอย่างแท้จริงที่ผู้เจริญวิปัสสนาต้องเห็นอย่างนี่ จึงจะเกิดปัญญาทางพุทธศาสนาได้
ถ้า จิตรู้ ของเท่านยังไม่เกิด หรือยังไม่ตั้งมั่น ท่านจะไม่เห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งอย่างแท้จริง แต่ท่านกำลังคิดเอาเองว่าท่านเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเป็นอย่างนี้ ปัญญาทางพุทธศาสนาจะไม่เกิดแก่ท่าน
การเห็นไตรลักษณ์ของจิตตสังขารอย่างแท้จริงด้วย จิตรู้ อยู่บ่อย ๆ อยู่ เนื่อง ๆ ยังเป็นปัญญาขั้นต้นในพุทธศาสนา ที่เห็นความไม่เที่ยงแห่งจิตตสังขารได้ ต่อเมื่อ การเห็นไตรลักษณ์ที่แท้จริงด้วยจิตรู้ อยู่เสมอจนจิตเข้าใจและยอมรับ จะเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นในระยะต่อมา และเกิดความรู้ในอีกระดับหนึ่งที่สูงขึ้น อันเป็นปัญญาในพุทธศาสนา ปัญญาในพุทธศาสนา ไม่มีการคิดเอาเอง ต้องเห็นด้วยจิตรู้ จึงจะถูกต้อง และเมื่อเกิดปัญญาในพุทธศาสนาแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ ทุกข์ทางใจจะเริ่มลดน้อยลงไปเอง
ของดีในพุทธศานาอยู่ตรงนี้ เราได้มาพบคำสอนที่ประเสริฐแล้ว ถ้ายังจะหวังรอพระศรีอารยเมตไตรอยู่อีก ก็เท่ากับเราเสียไปเปล่า ๆ 1 ชาติหรือพระพุทธองค์ได้บอกว่า ท่านเป็นเพียงผู้บอกทาง แต่เราต้องเดินเองตามทางที่ท่านบอก จึงจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ แต่ว่า ท่าน... เริ่มเดินหรือยังครับ

วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี มือใหม่ป้ายแดง ตอนที่ 4

กายานุปัสสนา ทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง
ความสำคัญของกายานุปัสสนา ไม่ใช่อยู่ที่เป็นหมวดแรกของสติปัฏฐาน 4 แต่อยู่ที่รากฐานความมั่นคงของการฝึกสติสัมปชัญญะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มาฝีกใหม่ หรือ ผู้ปฏิบัติเก่าแต่สติสัมปชัญญะง่อนแง่นเหมือนฟันผุจะหลุดออกจากเหงือกแล้ว
จิตที่พร้อมสำหรับการเจริญวิปัสสนา คือ จิตที่เป็นสัมมาสมาธิตั่งมั่นอยู่ ถ้าใครที่จิตยังไม่ตั้งมั่นพอ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้คือกุญแจที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน
ถ้าเราเข้าไปอ่านดูในพระไตรปิฏกในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะเห็นว่ามีหลายหมู่ ( ตามตำราเรียกกันว่า "บรรพ" ) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาสมควรเลือกใช้ให้ถูกต้องกับสภาพจิตของตนว่า ในขณะนี้ จิตเราเป็นอย่างนี้ สมควรใช้บรรพใหนในการเจริญสติปัฏฐาน เรื่องการเลือกบรรพ เปรียบเหมือนการเลือกยา ไม่มียาที่ดีสำหรับทุกข์โรค แต่ผู้กินยาต้องรู้อาการแล้วฉลาดในการเลือกยาให้ถูกกับโรคที่เป็นอยู่
ในบทความนี้ ผมจะไม่บอกว่า บรรพใหนดีอย่างไร เพราะทุกบรรพดีหมดสำหรับสภาวะจิตแบบหนึ่ง ๆ บ้างก็อ้างตำราว่า อาณาปานสติ ดีที่สุดที่พระพุทธองค์ทรงยกย่อง แต่อาณาปานสติ ไม่ใช่ของง่ายสำหรับผู้ฝึกใหม่ ถ้าท่านเป็นผู้ฝึกใหม่และไม่มีครูอาจารบ์ที่รู้จริงแนะนำสั่งสอนอาณาปานสติ ผมแนะนำว่า อย่าได้เริ่มด้วยบรรพนี้ เพราะท่านจะปฏิบัติผิดอย่างแน่นอน กลายเป็นอาณาปานไร้สติ เสียเวลาเปล่า และท้อแท้ หมดกำลังใจไปได้
สำหรับผู้ที่กำลังอกหักรักครุดเสียใจกับความรัก คงหนีไม่พ้น หมวดอสุภกรรมฐาน หรือ ความไม่งดงามแห่งกาย มองเข้าไป แล้วอาจทำให้หายอกหักได้
แต่สำหรับคนปรกติที่มาใหม่ กำลังของสติสัมปชัญญะยังอ่อนนัก แถมไร้อาจารย์ที่รู้จริงเป็นผุ้ฝึกสอน ผมก็ขอแนะนำให้เข้าหาสำนักสอนที่มีอยู่หลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งแต่ละสำนักก็จะมีดีกันคนละอย่าง ผมจะไม่ขอเอ่ยอ้างสำนักใดเป็นพิเศษ แล้วแต่วาสนาของท่านในเรื่องนี้ ถ้าท่านไปพบสำนักดี เข้ากับจริตของตนได้ ก็จะไปได้ดี ถ้าท่านเผอิญไปพบสำนักที่ไม่เข้ากับจริตของตน ก็คงต้องวนเวียนหาเอาใหม่ให้เหมาะกับจริตต่อไป
ปัจจุบัน วิชาดูจิต กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่ถ้าท่านยังไม่มีกำลังพอในสติสัมปชัญญะ ท่านจะล้มเหลวไม่เป็นท่าในการดูจิต เพราะกิเลสที่เกิดในจิตจะดึงท่านเข้าไปคลุกอยู่กับมัน ทำให้ท่านหลง ท่านโกรธ ท่านโลภ ไปกับมันด้วย ทางเดียวก็คือ ท่านต้องกลับมาที่กายานุปัสสนาสติปัฏฐานก่อน ให้ฐานมันแน่น มันแกร่ง จนกำลังของจิตตสังขารดึงจิตท่านเข้าไปคลุกไม่ได้นั่นแหละ ท่านจึงจะใช้วิชาดูจิตอย่างได้ผล
ขอสรุปสรรพคุณกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไว้สั้น ๆ สำหรับผู้มาฝึกใหม่ดังนี้ 1 ไว้เป็นสมถกรรมฐาน แก้อาการจิตตก จิตไม่ผ่องใส 2 ไว้เป็นสมถกรรมฐาน สำหรับเพิ่มกำลังแห่งสติสัมปชัญญะ
นักมวยไม่หมั่นฝึกซ้อม ย่อมถูกน๊อคคาเวทีฉันใดนักปฏิบัติไม่หมั่นเจริญกายานุปัสสนา ก็จะถูกกิเลสน๊อคได้ฉันนั้น เช่นกัน
2 การกลับมาเป็นปกติของใจได้เร็ว คือ การวัดผลการปฏิบัติุ
เมื่อวานได้ไปพูดคุยกัยญาติธรรมเรื่องการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ มีคำถามทีน่าสนใจถามมาว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า การปฏิบัติเดินมาถูกต้อง ถูกทางแล้ว
ในขณะที่ท่านกำลังฝึกฝนการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ ท่านสังเกตเห็นได้ไหมว่า จิตใจท่านจะเฉย ๆ ไม่มีอะไรภายใน นี่คือสภาพที่เป็นปกติของจิตใจ ท่านจะดูเหมือนว่า ท่านฝึกฝนมา 1 หรือ 2 ขั่วโมง ไม่เห็นได้อะไรเลย นี่คือความจริงครับ ที่ท่านจะรู้สึกแบบนั้นเสมอ ๆ เมื่อท่านลงมือฝึกฝน
แต่ถ้าท่านได้กลับเข้าสู่โลกแห่งชีวิตของท่านจริง ๆเมื่อไร ขอให้ท่านคิดถึงอดีตซิครับ ท่านจะเห็นว่า ท่านมีเรื่องราว มีปัญหาปวดหัว ที่เข้ามาในชีวิตของท่านวันหนึ่ง ๆ เป็นสิบ ๆ เรื่อง ทีเดียว เวลาท่านมีปัญหาขึ้นมา จิตใจท่านจะไม่เป็นสุขเลย นี่คือความเป็นจริงของชีวิตทีท่านไม่อาจหลักเลี่ยงได้ที่ต้องพบ ทุกคนมีปัญหาชีวิตทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน ถึงต้องกลับมานอนอีกครั้งทีนี้ขอให้ท่านเทียบระหว่างตอนที่ท่านกำลังฝึกฝน ที่จิตใจปกติ เฉย ๆ ไม่มีอะไร กับ ตอนที่ท่านพบปัญหาชีวิตซิครับว่า ท่านว่าอย่างไรจะน่าเป็นมากกว่า ท่านคงตอบได้ดีกว่าใคร
การฝึกฝนการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์นั้น ในขณะที่ท่านฝึกอยู่ ท่านจะได้ผลแห่งจิตใจที่เป็นปกติ คือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ผลแห่งการฝึกนั้น เมื่อท่านฝึกจนชำนาญ จิตใจท่านจะมีความสามารถอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ก็คือ ความสามารถในการหยุด แห่งสภาวะที่จิตใจที่กำลังแปรปรวนให้กลับมาเป็นปกติได้ ยิ่งท่านฝึกมายิ่งชำนาญ ท่านยิ่งหยุดได้เร็ว ท่านลองพิจารณาดูครับว่า ถ้าจิตใจท่านกลับมาปกติแบบตอนที่ท่านกำลังฝึกฝนได้เร็ว มันจะทำให้ท่านคลายทุกข์ได้เร็วและดีสำหรับท่านแค่ไหน เมื่อจิตใจท่านดี เป็นปกติ ท่านก็ทำงานทำหน้าทีของท่านได้ดี จริงไหมครับ นี่คือสิ่งที่ท่านจะได้ในการฝึกฝน
เมื่อท่านฝึกใหม่ ๆ การคลายทุกข์ในจิตใจ จะยังไม่ได้ผล หรือ ได้ผลแต่น้อย นีเพราะกำลังแห่งสัมมาสติ ท่านยังไม่แข็งแกร่งพอ ท่านต้องหมั่นฝึกฝนต่อไป แล้ว จิตใจท่านจะยิ่งแข็งแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งฝึกยิ่งแข้งแกร่ง ฝึกจนวันหนึ่ง ท่านจะรู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมาทะลวงเข้าไปในจิตใจท่านได้อีก จิตใจท่านจะปกติอย่างนี้ตลอดไปนี่คือการวัดผลแห่งการปฏิบัติครับ
ท่านจะเห็นว่า ในตำราได้กล่าวถึงระดับพระอริยบุคคลไว้ 4 ประเภท นั้นคือตำรา ผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ แต่สิ่งทีผมแสดงไว้ในการวัดผล ท่านสามารถประเมินศักยภาพ ประเมินประสิทธิผล แห่งการปฏิบัติของท่านได้เองด้วยตนเอง ไม่ต้องไปหาใครมาประเมินให้ท่านเลย เพราะท่านจะรู้ได้ด้วยตัวท่านเองครับ นี่คือ สิ่งที่รู้ได้เฉพาะตนจริง ๆ ได้จริง เห็นจริง พิสูจน์ได้จริง

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons