วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

ผลที่ได้ของการปฏิบัติธรรม

ผลที่ได้ของการปฏิบัติธรรม


ผลที่ได้ของการปฏิบัติธรรม จะมี 2 อย่างคือ
.
1..ผลด้านสติ
.
ส่วนนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่า ได้ผล
ก็คือ ดูตอนทีตัวเรามีปัญหาชีวิต
ถ้าตอนไม่มีปัญหา สติจะไม่แสดงตัวออกมาเลย ทำให้เราไม่รู้ว่า สิ่งทีเราฝีกไปนั้น มันดีอย่างไร
.
ยกตัวอย่างปัญหาทีสติจะออกมาทำงานให้เห็นได้
.....โดนด่าอย่างแรง มีอารมณ์โกรธพุ่งชึ้นมาแล้ว แต่สติเกิดไปเห็นทันอารมณ์โกรธทีพุ่งขึ้นมาได้ อารมณ์โกรธจะดับลงไปทันทีทันใดให้เห็นกันจะจะ คาหลังคาเขาได้ทีเดียว
.
.....ขณะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายฉุกเฉิน เช่น กำลังขับรถ
แล้วมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น สติจะออกมาคุมไม่ให้ตกใจ สติจะช่วยให้มีการตัดสินใจทีเร็ว และ แก้ไขสถานการณ์ได้ พร้อมด้วยใจทีสงบ
.
....สิ่งทีสำคัญทีสุด ก็คือ วินาทีเข้าด้ายเข้าเข็มตอนทีเจ็บหนักใกล้ตายนี่แหละ ถ้าสติออกมาทำงาน เราจะสงบ และจากไปสู่ภพทีดี
.
.
อย่างทีกล่าวไว้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ขึ้นมา สติจะไม่ปรากฏตัว
แล้วนักภาวนาจะไม่เห็นประโยชน์ของสติ
.
2..ผลด้านปัญญา
.
การฝีกสติ จะทำ้ให้เห็นสภาวะธรรมได้ การเห็นได้นี้ จะเป็นปัญญาให้แก่ตัวจิต ทำให้จิตเข้าใจธรรมของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
.
ถามว่า ทำไมต้องเข้าใจธรรมของพุทธศาสนาอย่างแท้จริงด้วย
ก็เพื่อการคลายการยีดมั่นถือมั่นของจิตใจของคนเรานั้นเอง
ถ้ามีปัญญานี้เกิดการคลายการยีดมั่นถือมั่นได้
ถ้าตายลงไป สติแค่ไปสุขคติ ยังมีการเกิดได้อยู่
แต่ถ้ามีปัญญาประกอบ จะไปสุ่ระดับการตัดภพชาติ
ไม่มีการเกิดอีกต่อไป
.
.
ถามต่อว่า แล้วไม่มีผลของสมาธิหรืออย่างไร
สติ นั้น ถ้าฝีกไปได้ดีและถูกต้อง สมาธิ จะเกิดตามมาเอง
แต่ต้นตอการเกิดของสมาธินั้นจะมาจากสติทั้งสิ้น
.
ถ้าใครฝีกแต่สมาธิ อย่างนี้ ไม่ใช่แบบพุทธ
แต่เป็นแบบฤาษี จิตนิ่งเวลาฝีก
แต่ถ้าหยุดฝีก จิตจะยิ่งร้อนรนด้วยอัตตาทีเติบใหญ๋มากขึ้น
เพราะพลังของสมาธิทีไม่มีสติประกอบ
ชาวพุทธเราเป็นอันมาก ไม่เข้าใจสติ สมาธิ แบบพุทธ
ส่วนใหญ่หลงไปกับสมาธิจิตนิ่งแบบฤาษี

รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ - มุมมือใหม่

รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ - มุมมือใหม่  คำถามมีว่า
...รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ เช่น กำลังหั่นผัก ก็รู้ว่ากำลังหั่นผัก กำัลังเดิน ก็รู้ว่ากำลังเดิน กำลังนั่งก็รู้ว่ากำลังนั่ง และอื่น ๆ อีก เป็นต้น ...

คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีและละเอียดอ่อนมากครับ และ เป็นสิ่งที่พาคนฝึกใหม่หลงเข้าป่าไปมากต่อมาก จากที่ผมได้อยู่ในแวดวงกรรมฐานมานาน ผมพบว่า มีหลายสำนัก หลายอาจารย์ที่สอนกันอย่างในคำถามทุกประการ โดยการยกนำเอาพระไตรปิฏก สติปัฏฐานสูตร หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในเรื่อง อิริยาบทบรรพ มาเป็นข้ออ้างอิง

ผมเขียนอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผมกำลังโต้แย้งคำสอน โต้แย้งพระไตรปิฏก ผมไม่ได้โต้แย้งครับ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ผมกำลังจะบอกท่านมือใหม่ว่า ถ้าท่านเข้าใจเรื่องนี้ไม่ตรง ท่านจะปฏิบัติผิดทันทีครับ

มันจะผิดเหมือนกับ superman ที่ใส่กางเกงในไว้ข้างนอก แต่คนทั่วไปใส่กางเกงในไว้ข้างใน ถ้าดูตามเสื้อผ้า มีครบเหมือนกัน คือ มีทั้งกางเกงในและกางเกงนอก แต่ผิดที่ sequence ของการใส่กางเกงครับ 

ขอให้ท่านมือใหม่ ลองดูอย่างนี้ก่อนก็ได้ครับ
ถ้าท่านมือใหม่หั่นผักอยู่ และรู้ว่ากำลังหั่นผัก ท่านมือใหม่จะหั่นผักไม่ได้ดีเลย เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติครับ เช่นเดียวกัน ถ้าคุณมือใหม่กำลังเดิน แล้วรู้ว่ากำลังเดิน คุณมือใหม่จะเดินอย่างไม่เป็นธรรมชาติและจะมีการเกร็งขึ้นทันที

ขอให้คุณมือใหม่โปรดเข้าใจด้วยครับ การปฏิบัติธรรม ถ้าต้องไปทำอะไรที่ผิดธรรมชาติของคุณแล้วละก็ มันไม่ใช่ทางที่ตรงแน่นอนครับ

ผมจะขอกล่าวในแง่การปฏิบัติให้คุณมือใหม่ได้เห็นภาพครับ
ถ้าคุณมือใหม่กำลังทำอะไรอยู่ เช่น หั่นผัก เดิน อาบน้ำ ขอให้ทำด้วยความรู้สึกตัวก็พอครับ .... ไม่ต้องเกินเลยไปที่ว่า ... ให้รู้ว่า กำลังหั่นผัก ให้รู้ว่ากำลังเดิน ให้รู้ว่ากำลังอาบน้ำ นี่เกินเลยไปแล้ว มันไม่เป็นธรรมชาติเลยครบ และจะกลายเป็นพยายามที่จะไปจ้องการกระทำนั้นๆ อยู่

ทีนี้ คุณมือใหม่ก็อาจสงสัยต่อไปแล้ว ถ้ามันไม่เป็นธรรมชาติ แล้วทำไมในพระไตรปิฏก หรือ สำนักต่าง ๆ สอนกันอย่างนั้นละ
เรื่องนี้ ผมจะบอกคุณมือใหม่ว่า เมื่อคุณมือใหม่ฝึกฝนอยู่ ให้ฝึกฝนอย่างเป็นธรมชาติก็พอครับ แต่เมื่อคุณมือใหม่ฝึกฝนอย่างเป็นธรรมชาติไปมาก ๆ เข้า จะมีขบวนการเกิดขึ้นทางจิตใจ กล่าวคือ จิตรู้ เขาจะมีกำลังและแยกตัวออกมาจากสิ่งทีถูกรู้ ซึ่งอาการแยกตัวนี้ในตอนนี้คุณมือใหม่ยังไม่เกิดอาการนี้ขึ้นครับ 

ทีนี้พอจิตรู้เขาแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้แล้ว เจ้าจิตรู้นี้แหละครับ บางครั้ง (เป็นบางครั้งครับ ไม่ใช่เป็นทุกครั้ง ) เขาจะไปจ้องดูการกระทำของร่างกายเอง โดยที่คุณมือใหม่ไม่ได้สั่งเลย เมือร่างกายคุณมือใหม่ทำอะไร เช่น กำลังหั่นผัก กำลังเดิน กำลังนั่ง กำลังอาบน้ำอยุ่ จิตรู้นี้จะไปจ้องมองการกระทำของร่างกายเองโดยอัตโนมัติ ซึงการที่จิตรู้เขาดำเนินไปเองเช่นนี้ ก็จะตรงกับสิ่งทีกล่าวในคำสอน และในพระไตรปิฏครับที่ว่า เมื่อทำอะไรอยู่ให้รู้ว่ากำลังทำสิ่งนั้น ๆ อยู่ 
เมื่อจิตรู้ เขาดำเนินการรู้เอง โดยที่คุณมือใหม่ไม่ได้ต้องการ ไม่ได้สั่ง มันจะเป็นธรรมชาติของจิตรู้เอง

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562

สรรพสิ่งในโลกล้วนสั่นสะเทือน ล้วนเป็นพลังงาน


สรรพสิ่งในโลกล้วนสั่นสะเทือน ล้วนเป็นพลังงาน 
สัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร้ที่ติ ..... 
แต่นิพานไม่ใช่การสั่นสะเทือน
..... ไม่มีภาษาพูด
ไม่ได้เกิดจากการนึกคิด
แต่คือ หลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วง
กิเลส ความรู้ ความเชื่อ ความเห็น ภาษา และกาย จิต
เป็นความยึดเกาะทั้งหลาย จัดเป็น ระดับความถี่ต่ำ
ที่ปิดกั่นต่อ ความสว่างไสวแห่งแสง
หรือ แก่นแท้ดังอันเดิม นิพาน นิรันดร ปรมาตมัน
ในแง่ของแสงและจิตวิญญาณ
ระดับแห่งแสงก็แสดงถึง ภูมิจิต ภูมิธรรม
จิตที่ งม จม แช่ กับ ตนเอง กับโมหะทั้งหลาย
แสงสว่างจะน้อย มวลหนักก็เยอะ ภพภูมิตำ่
เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนในคลื่นความถี่ต่ำ
ในขณะเดียวกัน จิตที่มีความรัก ความกรุณา
ให้ความเมตตา การให้ การสละ คือการคลายออก
มวลหนักจะเบาขึ้นเรื่อย สู่ภพภูมิที่สูง ไร้มวลหนัก
จะเป็นความถี่ละเอียดหรือคลื่นความถี่สูง
ยิ่งคลายออกจากจิตจากสิ่งยึดถือจะมีความสว่าง
เข้าสุ่ภาวะดั่งเดิม ของแสงสว่าง
แก่นแท้ แห่งวัตถุธาตุคือแสง ไม่มีการไปและการมา
( อันแรกมีภาพและเสียง ฟังให้จบก่อนกดถูกใจนะ )

ท่านโพธิธรรมตั๊กม้อ

ท่านโพธิธรรมตั๊กม้อ เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ 1
สายจีน ผู้รับสืบทอดธรรมและอนุภาพที่ไร้คำพูด
ท่านหันหน้าเข้าผนังถ้ำ นั่งสมาธิตลอดวันตลอดคืน
โดยมีท่านซิ่งกวง (หรือท่านฮุ่ยเข่อ) ซึ่งติดตามมาด้วยความศรัทธาคอยเฝ้าปรนนิบัติ
คืนวันที่ 29 ค่ำ ปีไท่เหอที่ 10 ภิกษุซิ่งกวงยืนสงบอยู่หน้าถ้ำ ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักจนกระทั่งสูงท่วมถึงเข่า ท่านโพธิธรรมถามท่านว่า “ท่านมายืนตากหิมะตลอดคืน เพื่ออะไร?”
ภิกษุซิ่งกวงตอบว่า “ขอท่านอาจารย์โปรดเปิดประตูมรรคผล ชี้ทางพุทธะแก่ศิษย์ด้วยเถิด” และถามต่อว่า “หัวใจแห่งธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นสิ่งที่จะพูดหรือแสดงให้เห็นและฟังได้ไหม?”
ท่านโพธิธรรมจึงกล่าวว่า “เจ้าอาศัยความตั้งใจเพียงเล็กน้อยมาแสวงหา ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ศรัทธาของเจ้ามีแค่ไหนกัน?”
ภิกษุซิ่งกวงจึงตัดแขนซ้ายของตนเองขาดลงทันที ท่านโพธิธรรมเห็นท่านซิ่งกวงปลงตกใน สังขารอันไม่เที่ยงเพื่อแสวงหาโมกขธรรม จึงถามว่าธรรมะใดที่ภิกษุซิ่งกวงอยากรู้จากท่าน
“ขอให้อาจาย์ช่วยทำให้จิตของศิษย์สงบด้วย” ภิกษุซิ่งกวงบอกออกไป ท่านโพธิธรรมจึงสั่งให้ภิกษุซิ่งกวง ว่าเจ้าส่งจิตของตัวเองให้ข้าสิ
“ศิษย์หาจิตอยู่นานแต่ไม่พบ”
“ถ้าหาพบจะเป็นจิตของเจ้าได้อย่างไร…” ทันทีที่ท่านโพธิธรรมเอ่ยด้วยเสียงกังวานเช่นนั้น ฉับพลันท่านซิ่งกวงเกิดความสว่างไสว เข้าถึงความว่างเปล่าของจิตเดิม บรรลุธรรมทันที
“เราทำให้จิตของเจ้าสงบแล้ว…” ท่านโพธิธรรมกล่าว และตั้งฉายาให้ใหม่ว่า ฮุ่ยเข่อ แล้วถ่ายทอด บาตร จีวร สังฆาฏิ และธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้กับท่าน
ต่อแล้ว จนถึงรุ่นที่ 6 ท่านเหว่ยหลาง ทำไมถึงไม่มีการสืบต่อไป มีคำตอบในวีดีโอตอนท้าย
พระพุทธเจ้าทรงมอบบาตรสังฆฎิและอนุภาพ
ธรรมที่ไม่มีสามารถไร้คำ ได้มอบให้พระมหากัสสปะ
คนที่เผาสรีระ พระพุทธเจ้าเจ้าได้คือ พระมหากัสสปะ
และ ผู้ที่เผาสรีระ พระมหากัสสปะ ได้ คือ พระพุทธเจ้าศรีอริยะเมตไตย พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons