วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ตามหาแก่นธรรม 3

20131019_114543เหมือนฟ้าเป็นใจ ก่อนเข้าป่าห้วยขาแข้ง พระทั้งหลายเขาไปร่วมงานปริวาสกรรม เพื่อชำระศีลกันที่ วัดปากลำขาแข้ง อุโบสถวัดนี้แปลกดี หุ้มด้วยสแตนเลสทั้งหลัง ซึ่งเวลาออกปริวาส ก็มาบรรจบกับ เวลาการลาสมาทานธุดงค์ที่วัดท่าซุงพอดี ออกจากวัดท่าซุงแล้ว อาตมาจึงรีบไปสมทบ กับคณะพระเดินป่า จึงได้เดินรุกขมูลสมใจนึก ออกจากวัดท่าซุงวันที่ ๑๓ ธันวา โทรไปถามเขาว่า ออกปริวาสกันวันที่ ๑๕ ยังพอมีเวลา เลยแวะไปหาหลวงตาพวงก่อน ไปถึงอารามดีใจ ที่ไม่ได้เจอท่านเสียเกือบปี คุยกันนานสองนาน พอหมดเรื่องสารทุกข์สุกดิบ ก็เข้าเรื่องของการปฏิบัติ จากการเข้าปฏิบัติกรรมฐานที่วัดท่าซุง ก็เกิดความกังวลขึ้นว่า หลัง ๆ ไปชอบฟังธรรมะเสียเยอะ ฟังไม่เลือกสาย ไม่เลือกค่าย ถ้าเป็นธรรมะฟังได้หมด ฟังได้นาน ฟังไม่เบื่อ แต่พอให้นั่งสมาธินี่ ทำไมมันนั่งได้น้อยจัง นั่งแล้วทรมานด้วย นิ่งได้สัก ๑๐ นาที นานกว่านั้นมันฟุ้ง จนต้องเอาธรรมะขึ้นมาฟังต่อ อย่างนี้ฌานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่สมัยบวชใหม่ ๆ นั่งสมาธิได้นานที่สุดถึง ๑ ชั่วโมง นี่ปฏิบัติไป มันถอยหลังลงคลองหรือเปล่า

ท่านก็แนะว่า ก็อารมณ์ใจ ที่ฟังธรรมะรู้เรื่องนั่นไม่ใช่สมาธิรึ สมาธิคือจิตตั้งมั่น ถ้าไม่มีสมาธิ มันฟังไม่รู้เรื่องหรอก ก็ยังสงสัยต่อไปอีกว่า ก็ในเมื่อยังฟังเสียงธรรมะรู้เรื่องนี่ อย่างเก่งมันก็ไปแค่อุปจารฌาน หรือ ปฐมฌาน อย่างมากไม่เกิน ทุติยฌาน (ฌานที่สูงกว่านี้ มักจะฟังไม่รู้เรื่อง จะเอาแต่สงบท่าเดียว จนถึงขั้นหูไม่ได้ยินเสียงคือ จตุตถฌาน) ก็ในเมื่อ สังโยชน์ (สิ่งที่ต้องละ ๑๐ ประการเพื่อบรรลุเป็นพระอริยเจ้า) นั้นต้องละเสียซึ่ง รูปราคะอรูปราคะ - ความพอใจในอรูปฌาน (รูปฌานคือฌาน ๑-๔, อรูปฌานคือฌาน ๕-๘ รวมเรียกว่า สมาบัติ ๘) ซึ่งเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจ ถ้าไม่เคยได้ฌาน จะทราบได้อย่างไร ว่าไม่ติดฌาน ท่านก็วิสัชนาว่า ไอ้ฌานทั้งหลายนี่เวลาได้แล้ว เขาก็ต้องถอยออกมาที่ อุปจารสมาธิ มาพิจารณาจนเกิดปัญญา ไอ้ที่ว่าต้องได้ฌาน ๔ นี่ก็เพราะเวลาถอยออกมา จิตมีสภาวะ ปลอดกิเลส เนื่องมาจากกำลังของฌาน (ถอยออกจากฌานใหม่ ๆ กิเลสยังไม่ทันมีโอกาสแทรกได้) กิเลสมันถูกกดทับไว้หมด (อุปมาชีวิตประจำวันนี่ เหมือนการขับรถฝ่าฝน กิเลสเปรียบเหมือนฝน เหมือนโคลน ทำให้มองอะไรไม่เห็น การเจริญพระกรรมฐาน อย่างต่อเนื่อง เปรียบได้กับใช้ก้านปัดน้ำฝน แม้ไม่ใสปิ๊ง แต่ก็พอจะมองเห็นอะไรตามความเป็นจริง กำลังของฌาน ๔ เปรียบได้กับเอารถไปเข้าคาร์แคร์ ถอยออกจากคาร์แคร์มาใหม่ ๆ มันสดใสเห็นอะไร ๆ ชัดเจน แต่พอสักพัก ก็หมองเหมือนเดิม) ทีนี้อีตอนที่จิตมันว่างจากกิเลสนี่ ปัญญามันเกิดง่าย เขาเลยแนะนำให้ทำ แต่ตัวหลุดพ้นจริง เป็นตัวปัญญาที่เห็นความจริงในขันธ์ ๕ ว่ามันเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ที่เขาเรียกกันว่าวิปัสสนา ตรง วิปัสสนา นี่ไม่จำเป็นต้องทำให้ถึงฌาน ๔ และธรรมะของหลวงพ่อ แทบทั้งสิ้นก็จะลงท้ายด้วย วิปัสสนา เช่นนี้ถ้าเอาจริงเอาจัง ฟังไปเรื่อย ๆ แล้วคิดตาม ก็บรรลุได้เหมือนกัน ถ้าชอบปฏิบัติอย่างไหน ก็เอาอย่างนั้น ทำให้มาก ทำให้มันสุด ๆ ไปเลย - ความพอใจในรูปฌาน

โอ้โห.... เชื่อไหมว่าขนลุกวูบ ๆ หลายรอบ ไม่รู้ว่าใช่ ปีติ หรือเปล่า แต่ตอนนั้นมันบังเกิด ความมั่นใจในการปฏิบัติมาก สิ่งที่ท่านบอกมามันก็เหมือน ๆ กับที่ทราบมานั่นแหละ แต่พอท่านยืนยันแล้ว มันมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก พอไปนั่งสมาธิ มันทำท่าจะเข้าฌานง่าย ๆ ซะงั้น มานั่งพิจารณาแล้วพบว่า นี่ละคือ ๑ ใน ๕ ทหารเสือ นิวรณธรรม (เครื่องกั้นจิตจากความดี) ที่ชื่อ“วิจิกิจฉา”หรือ “ความลังเล สงสัยในผล ของการปฏิบัติ” ฟังดูเผิน ๆ ก็นึกว่าเราไม่มี ก็ตอนนั่งสมาธิ มันสนใจอยู่แค่ลมหายใจ มันจะไปสงสัยอะไร ที่ไหนได้ไอ้ความสงสัยน ี่มันซ่อนอยู่ลึก ๆ ในใจ ทำให้ไม่มีความมั่นใจในการปฏิบัติ ผลก็ไม่เกิด พลางนึกถึงตอนที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปโปรด เปสการีธิดา ในเมืองอาฬวี ในพระไตรปิฎกเขียนว่า พระองค์ทรงแผ่พระพุทธญาณไปในเวลาเช้า พบว่าเธอจะตายในบ่ายวันนี้ ถ้าตถาคตไม่ไปช่วย เธอจะมีคติไม่แน่นอน (อธิบายว่า คติไม่แน่นอนคือ มีที่ไปไม่แน่นอน) ถ้าตถาคตไปโปรด ตรัสถามปัญหาเธอ ๔ คำถาม สาธุการยืนยัน ๔ ครั้ง คติเธอถึงจะแน่นอน คือไปสวรรค์ ที่ว่าคติแน่นอน ก็คือความมั่นใจนี่เอง พระพุทธเจ้าสาธุการยืนยันว่า เธอคิดถูกแล้ว เธอคิดดีแล้ว จึงบังเกิดความมั่นใจ บรรลุ โสดาปัตติผล อีกประการหนึ่งก็คือ เราเรียนทฤษฎีมากไป พอปฏิบัติจริงไม่ได้อย่างในหนังสือ ก็เกิดความลังเลสงสัย ยิ่งมามั่นใจเพิ่มขึ้นอีก หลังจากได้ฟังเทป การฝึกอารมณ์ ให้เข้าถึงความเป็นพระอริยะแนว สุกขวิปัสสโก จากหลวงพ่อว่า แนว สุกขวิปัสสโก นั้นไม่เน้นฌาน ท่านจะอยู่กับอารมณ์คิดเสียเป็นส่วนใหญ่ คิดจนเกิดปัญญา หลุดพ้นด้วยปัญญาวิมุตติ ซึ่งตรงกับที่หลวงตาบอก ครั้นอยู่กับหลวงตาได้ ๒ วันก็ลาไปเข้าป่า

20131109_080615วันที่ ๑ หลังจากกบดาลอยู่ที่วัดปากลำขาแข้งอยู่หลายวัน เนื่องเพราะมีผู้ส่งข่าวมาว่า ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เขาไม่อนุญาตให้พระเดินเข้าไปในป่า หากเขาไปพบเขาจะเชิญออกจากป่าแน่นอน คณะเดินป่าราว ๒๐ รูป จึงได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูละครไปวัน ๆ อยู่ที่วัดปากลำฯ รอจนเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ตายใจ จะได้ย่อง ๆ เข้าป่าไป พอเขาเผลอพวกเราคณะ ๘ (มี ๘ รูป) ก็ใช้วิชาตัวเบา เข้าป่าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเข้าป่า คณะของอาตมาที่มาด้วยกัน ๔ รูป ได้ทราบกำลังใจของอีก ๔ รูปที่เพิ่งมาเจอกันที่วัดปากลำฯว่า เขาจะสมาทานธุดงค์กันอย่างเข้มข้น ไม่มีการแพ็คอาหารแห้งเข้าป่า (พระธุดงค์เขาไม่พกอาหารไปกัน) พวกเราเลยอาสา แบกอาหารแห้งไปเผื่อ (เลยหนักเป็น ๒ เท่า) เพื่อใส่บาตร ให้เขาได้อานิสงส์สมาทานธุดงค์ กันแบบเต็ม ๆ พวกเราจะยอมต้องอาบัติสะสมอาหารกันเอง การเดินในวันแรกก็เหน็ดเหนื่อยกันพอควร ด้วยสภาวะร่างกาย ยังไม่ปรับตัวเต็มที่ ให้รับกับการแบกสัมภาระ ซึ่งก็หนักพอดู อาตมาโชคดีที่ฝึกตน ด้วยการเดินบิณฑบาตตอนเช้าวันละ ๖-๗ กม.ทุกวัน ย่ามบิณฑบาต ก็หนักพอ ๆ กับสัมภาระนั่นแหละ เลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ เมื่อการเดินกะแรก มาสิ้นสุดที่น้ำตกแห่งหนึ่ง (น้ำตกสูงประมาณ ๒.๕ เมตร มีน้ำไหลกระปริดกระปรอย) ก็ลงหลักปักฐานที่มั่น ก่อกองไฟเพื่อต้มน้ำสำหรับฉัน และหุงข้าวในวันรุ่งขึ้น ราวห้าโมงก็ ร่วมกันทำวัตรเย็น เป็นการเริ่มต้นที่งดงาม ชื่นใจเป็นที่สุด พอทำวัตรเสร็จ ก็มานั่งเสวนาธรรมกัน รอบกองไฟ

หนึ่งในสี่รูปที่จะสมาทานธุดงค์ก็เปิดประเด็นด้วยคำถามที่ว่า เราเข้ามาธุดงค์กันทำไม ไม่ได้มาเดินเอาเท่ เอาลาภ เอายศ เอาสรรเสริญ เรามาเดินธุดงค์กันเพื่อละ สักกายทิฏฐิ (สังโยชน์ตัวแรก) หรือความรู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นของเรา เรามาตั้งใจปฏิบัติเพื่อความดีกัน ตามแนวที่พระพุทธองค์ ทรงสอนไว้ ว่าให้มีศีล สมาธิ ปัญญา เรามาปฏิบัติกันเพื่อมรรคผลนิพพาน และแนวการปฏิบัติเพื่อให้ บรรลุมรรคผล นั้นก็คือมรรคมีองค์ ๘ การที่พวกท่านแบกข้าวสารอาหารแห้งเข้ามาเดินธุดงค์นี่ท่านหวังอะไรกัน มรรคมีองค์ ๘ ข้อหนึ่งคือ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ อาหารที่พกเข้ามาค้างคืนแล้วก็ขาดประเคน ฉันเข้าไป ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกคำกลืน มันเป็นการเลี้ยงชีพชอบตรงไหน เมื่อมรรคไม่มี ผลมันจะเกิดได้อย่างไร อาหารที่ว่าพวกท่านจะใส่บาตรผมตอนเช้าหน่ะ ผมไม่เปิดบาตรรับนะ โดนหมัดชุดเข้าอย่างนี้ก็มึนไปเลย ด้วยวิสัยการแสดงธรรม ที่คล่องแคล่วแตกฉาน แสดงได้ตรงจุด ตรงประเด็นเช่นนี้ ก็ทราบได้เลยว่าพระรูปนี้ มิใช่ธรรมดา ซึ่งก็เปิดเผยให้ทราบ ในเพลาต่อมาว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอน อ.แกลง จ.ระยอง ด้วยวัย ๓๐ กว่าๆ บวชมา ๑๐ กว่าพรรษาเท่านั้น การแสดงธรรมของท่าน ได้เร้าให้คณะเรา ๒ รูป ปลงใจสมาทานธุดงค์ กับเขาด้วย พรุ่งนี้เขาจะไป บิณฑบาตกับต้นไม้กัน (การสมาทานธุดงค์มีข้อหนึ่งคือ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร) การสนทนายังดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน เร้าการปฏิบัติอย่างยิ่งว่า คนเราอดข้าว ๗ วันไม่ตายหรอก นี่เราเดินกันไม่เกิน ๗ วันก็ทะลุป่าแล้ว เจอฆราวาสให้เขาประเคน แค่นี้ศีลก็บริสุทธิ์แล้ว จะมามัวห่วงใย ขันธ์ ๕ เกินไปทำไม ต้องทำให้เห็นว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ถ้ายังยอมละเมิดศีล เพื่อรักษาชีวิตเช่นนี้ เมื่อไหร่ จะได้มรรคได้ผลเล่า มันต้องยอมตายดีกว่าศีลขาดซี จึงจะตรงตามที่ ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา ท่านพูดจน อาตมาเคลิ้มคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้เขาบิณฑบาตกับต้นไม้กันหมด อาตมาก็จะเอากับเขาด้วย

อย่างไรก็ตามหลวงพี่เอ (สหธรรมมิกของอาตมาเมื่อปีกลาย) ผู้คล้ายเป็นผู้นำในการเดินป่าครั้งนี้ เพราะเคยมาเดินแล้ว กลับแสดงความเด็ดเดี่ยวออกมาว่า อย่างไรก็จะฉันแม้จะต้องอาบัติ ไว้เมื่อท่านออกเดินรูปเดียวแล้ว ถึงจะสมาทาน ปฏิบัติตามที่พระอาจารย์แนะนำ ซึ่งอาตมาทราบมาว่าหลวงพี่เอนี้ ก็ฝึกสมถะมาอย่างโหดเหมือนกัน เรื่องการอดข้าว ๗ วัน นี่เป็นเรื่องเด็ก ๆ เบเบ๋สำหรับท่าน ก็ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด ท่านถึงไม่ร่วมการปฏิบัติอันเข้มข้นนี้ จะเป็นด้วยท่านตั้งใจจะบริโภค เพื่อฉลองศรัทธาญาติโยม ที่เขาถวายข้าวสารอาหารแห้งมา หรือจะเป็นด้วยท่านเห็นถึง ความยากลำบากของหนทางข้างหน้า ก็สุดจะทราบ ทราบแต่ว่าอาตมาก็จะฉันเป็นเพื่อนท่าน เพราะแต่แรกก็ตั้งใจมาดูลาดเลาเท่านั้น หลวงพี่เอจะได้ไม่ต้องอาบัติอย่างเหงาหงอยเพียงรูปเดียว (เฮ้อ... ข้ออ้างฟังเข้าท่าไหม จริง ๆ แล้วก็เลวอยู่ดี จงใจต้องอาบัตินี่หลวงพ่อเรียกว่า ใจด้าน เลวกว่าหน้าด้านอีก)

ขณะกำลังเสวนากันเรื่องจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน (การฝึกสติโดยการรู้จิต เป็นอารมณ์)พลันก็มีเสียงแมวใหญ่ร้องอยู่ใกล้ ๆ แว่วมาในความมืด พร้อมกับมีบางคนสังเกตเห็นมีอะไรบางอย่าง วิ่งไปมาใกล้กับสถานที่ที่เรานั่งคุยกัน ไม่มีใครกล้าทักว่านั่นเสียงอะไร อาตมารีบเช็คใจตนเอง (เพราะตรงกับเรื่องที่กำลังคุยกัน) ปรากฏว่ามันแสดงอาการกลัวอย่างเห็นได้ชัด นี่แหละน้าคนเรา เวลาไม่เจอของจริง ก็ปากกล้าว่าข้านี้ไม่กลัวตาย พอเจอของจริงก็ขี้หดขึ้นไปอยู่บนสมอง เวลาเดินออกจากกลุ่ม ไปชิ้งฉ่อง ก็ต้องสาดไฟฉายออกไปอย่างหวาด ๆ ปลดทุกข์อย่างรีบ ๆ ร้อน ๆ การเสวนาธรรมดำเนินไปจนถึงตี ๑ มีเรื่องราวต่าง ๆ น่าสนใจมากมาย จะนำมาบันทึกไว้ที่นี่ ก็สงสัยจะหลายหน้า จะละไว้ก่อน มีเรื่องที่อาตมา เก็บเอามาอเมซซิ่งส่วนตัว ก็คือ พระอาจารย์ที่ดังตฤณไปกราบ ในหนังสือ ๗ เดือนบรรลุธรรมนั้น แท้จริงคือ พระอาจารย์ ปราโมทย์ ปราโมชฺ โช แห่งสวนป่าสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นี่เอง อุบาสกนิรนาม สันตินันทอุบาสก อ.ปราโมทย์ คือคนคนเดียวกัน ได้ทราบถึงระดับมรรคผลที่ท่านได้ และประวัติการปฏิบัติ ของท่านอีกเล็กน้อย คือก่อนหลวงปู่ดูลย์ละสังขาร ท่านแนะว่าพยายามทำให้จบเสียแต่ในชาตินี้เลย ถ้าท่านมรณภาพไปแล้ว ให้ไปหา อ.มนตรี และเรียนรู้จริยาพระป่า จากหลวงตามหาบัว และใกล้ ๆ สำนักท่านยังมี หลวงพ่อธีอีกรูปหนึ่ง ที่น่าไปกราบ(ได้ยินว่าสอนเกี่ยวกับหลักอนัตตา) เคยได้ยินหลวงพ่อปรารภว่า การทำสังฆทาน หรือทอดกฐิน มีอานิสงส์มาก แม้อำนาจพระพุทธญาณ ยังไม่อาจเห็นที่สุดของผลบุญ ส่วนใหญ่ไม่ทันได้รับผลานิสงส์ครบถ้วน ก็เข้าพระนิพพานไปก่อน มาคราวนี้ได้ยินอีกด้านของเหรียญนั่นคือ “มิจฉาทิฏฐิ” (ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม) เป็นภัยร้ายแรงที่สุดในสังสารวัฏ แม้อำนาจพระพุทธญาณ ก็ยังไม่อาจเห็นเวลาสิ้นสุดที่เขาจะพ้นทุกข์ ประการสุดท้ายคือการประทุษร้ายผู้ไม่คิดประทุษร้ายตอบมีโทษมาก เช่น การประทุษร้ายพระอริยเจ้า บิดามารดา หรือผู้มีพระคุณ เป็นต้น

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว พระอาจารย์ก็จุดประกายการถือธุดงควัตรข้อ เนสัชชิฯ (ถือการนั่งเป็นวัตร) ขึ้นมาคุย เห็นว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้วอาตมาเลยนั่งเติมไฟสมาทานกับเขาคืนหนึ่ง

20131109_082752

edit @ 21 Jan 2009 16:37:27 by Dhammasarokikku

วิ่งหาแก่นธรรม ตอน 1

อาตมาไม่ใช่พระวิเศษวิโสอะไร ไม่มีคุณงามความดีอะไร ให้น่าสรรเสริญ บางคนคิดว่า เป็นพระแล้วต้อง มีฌาน มีญาณ มีคุณธรรมวิเศษ จึงจะน่านับถือ น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างหนังสือธรรมะหลายเล่ม ที่อาตมาได้อ่าน พระบางรูป บวชเพียงพรรษาเดียว หรือ ๓ เดือน กลับได้อะไรมากมาย ฆราวาสบางคน ปฏิบัติธรรมแค่ ๗ เดือน ก็บรรลุธรรม ส่วนอาตมา ตั้งใจปฏิบัติมาปีเศษแล้ว ก็ยังไม่บรรลุคุณธรรมวิเศษใด ๆ ยังคงเป็นพระปุถุชน คนหนาแน่น ไปด้วยกิเลส หรืออาจเป็นผู้ที่ ยังประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ จึงหาความเจริญในธรรม ไม่ใคร่ได้ ต้องอาศัยการปฏิบัติ ขัดเกลาจิตใจให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป บันทึกนี้เป็นบันทึก ของผู้ที่บวชมาอย่างธรรมดา ๆ เป็นคนธรรมดาอย่างที่สุด กรรมฐานก็ ไม่เป็นโล้เป็นพาย อย่างมโนมยิทธินี่ ฆราวาสเขาฝึกกันแป๊บเดียว ครั้งเดียวได้มโนมยิทธิ แบบเต็มกำลัง ส่วนอาตมานั้น แม้ฝึกมาเป็นสิบ ๆ ครั้ง เพียงครึ่งกำลังก็ยังไม่ได้ นั่งสมาธิสัก ๒๐ นาทีก็เหลว เอาแค่ อุปจารสมาธิ ก็ยังบ๊อท่า ปีติ สักตัวเดียวก็ไม่เคยเกิด

(ระดับความสงบของสมาธิ แบ่งเป็น ขณิกสมาธิ ๑=สมาธิขั้นต้น สมาธิประเดี๋ยวประด๋าว สมาธิในการทำงาน เช่น ตั้งใจเลื่อยไม้ให้ตรง เป็นต้น, อุปจารสมาธิ ๑=สมาธิตั้งมั่น ระงับนิวรณ์ ๕ ประการได้ เป็นสมาธิขั้นกลาง ในขั้นนี้จะมีปีติเกิดขึ้น ๕ ตัว มีอาการขนลุก น้ำตาไหล ตัวพองตัวใหญ่ เป็นต้น นิมิตทั้งหลาย จะเกิดในช่วงนี้, อัปปนาสมาธิ ๑=สมาธิขั้นสงบลึกแบ่งเป็น ๘ ลำดับ เรียกว่า สมาบัติ ๘ มีปฐมฌาน=ฌานที่ ๑, ทุติยฌาน=ฌานที่ ๒ เป็นต้น)

20130919_121133จะมีก็แต่ความเพียร ในการดูลมหายใจ อย่างกัดไม่ปล่อยเท่านั้น (ทราบมาว่ากรรมฐานกองนี้ ใช้เวลาฝึก ๕-๑๐ ปี กว่าจะเป็นโล้เป็นพาย) ที่บันทึกไว้ก็ เผื่อจะเป็นกำลังใจ ให้ผู้ที่เพียรปฏิบัติอยู่ ว่าทำไมปฏิบัติมานานแล้ว ไม่ได้อะไรสักที ไม่เห็นเหมือนในหนังสือที่อ่านมา ให้เขารู้ว่ายังมีพระธรรมดา ๆ อย่างอาตมา ที่เพียรปฏิบัติเช่นเขา แล้วก็ยังไม่ได้อะไรเหมือนกัน จะได้เพียรกันต่อไป อ่านแล้วอย่านึกรังเกียจ ว่ายังเป็น พระกิเลสหนาเลย ก็พยายามอยู่ ลองศึกษาหลาย ๆ แนว ลองปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ลองทุกอย่างที่เขาว่าดี ผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ขอให้เห็น เป็นเรื่องธรรมดาของพระตาดำๆ

การเดินทางปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ ก็ได้ไปพบเอาแก่น ของพระพุทธศาสนา และนิยามอันน่าสนใจของ บุญ และบาป กล่าวไว้ใน คิริมานนทสูตร และปกิณกะธรรมหลายอย่าง ดังจะได้อ่านในรายละเอียด ซึ่งคัดเลือกมาบางส่วน และแสดงความเห็นส่วนตัว ไว้ตอนท้ายของบันทึกนี้ ผู้สนใจ สามารถศึกษา คิริมานนทสูตร นี้เพิ่มเติมได้จาก พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๐ หน้า ๑๒๘-๑๓๓ มีเนื้อหาน่าสนใจโดยย่อดังนี้

บุญ คือ การละกิเลส ละกิเลสได้มาก เป็นบุญมาก บุญกับความสุข เป็นตัวเดียวกัน การทำทานไม่ใช่บุญ แต่การทำทาน ทำให้เกิดบุญ การทำทานคือการสละ ทำให้ละความโลภ ละความโลภได้มาก เป็นบุญมาก ไม่ใช่ทำทานมาก ได้บุญมาก จำนวนเงินไม่ใช่ตัววัด ตัววัดอยู่ที่ใจ

บาป คือ การพอกกิเลส เพิ่มกิเลสได้มาก เป็นบาปมาก บาปกับความทุกข์ เป็นตัวเดียวกัน แก่นของศาสนาพุทธ ไม่ใช่การทำความดี เข้าวัด ไหว้พระ ทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ เจริญพระกรรมฐาน บรรลุญาณหยั่งรู้ต่าง ๆ ใดใดทั้งสิ้น เหล่านี้ เป็นเพียง ใบ กิ่ง ก้าน เปลือก กระพี้ของพระศาสนา ล้วนเป็นเพียงคลอง ไปสู่พระนิพพาน

แก่นของพระพุทธศาสนาแท้จริงคือ การเข้าถึงพระนิพพาน การวางทั้งกุศลและอกุศล สุขและทุกข์ จนถึงความดับ ซึ่งกิเลสอย่างถาวร และเป็นสุขอย่างยิ่ง เหนือสวรรค์พรหมชั้นใดใดทั้งหมด ผู้ที่จะถึงพระนิพพาน ต้องปฏิบัติอริยมรรค ให้เต็มที่ ประกอบด้วยปัญญา ทำจิตตน ให้เป็นประหนึ่งแผ่นดิน คือไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ กระทั่งความตาย ที่สุดละเสียซึ่งบุญและบาป ในชั้นสุดท้าย จึงจะถึงพระนิพพาน ละกิเลส ๕ ประการ คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑และ ทิฏฐิ ๑ ได้เด็ดขาด ก็ถึงซึ่งพระนิพพาน

การละกิเลสใช้อาวุธสำคัญคือ สติสัมปชัญญะ (การระลึกได้, การรู้ตัว) หากไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็จะไม่รู้ว่า กิเลสเกิดขึ้นตอนไหน จะดับมันอย่างไร โดยทั่วไป ระยะแรก ของการปฏิบัติ ควรยึดศีลไว้ให้มั่น ต่อเมื่อศีลได้เพิ่มกำลัง สติสัมปชัญญะ ให้มากขึ้นแล้ว ก็ควรถือเอาการใช้กรรมฐานคู่ปรับ เข้าห้ำหั่นกิเลส เช่น ราคจริต (อารมณ์พอใจในสิ่งสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย) ใช้ อสุภกรรมฐาน (การพิจารณา ความไม่สวยไม่งาม ของร่างกาย) กับ กายคตานุสสติกรรมฐาน (การพิจารณาร่างกาย เป็นอาการ ๓๒ มี ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น เป็นอารมณ์) เข้าห้ำหั่น เป็นต้น ต่อเมื่อกิเลสเบาบางลงแล้ว ก็ใช้ มหาสติปัฏฐาน ๔ (การฝึกสติเอา กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นอารมณ์) เข้าช่วย โดยการดูเท่านั้น ตามรู้ไปเรื่อย ๆ จนถึงที่สุด ไม่ต้องใช้ปฏิภาคกรรมฐานเข้าสู้ หรืออาจจะดำเนิน ไปพร้อม ๆ กันเลยก็ได้ ซึ่งแนวการ ปฏิบัติเหล่านี้ จะแตกต่างกันไป ตามจริตบ้าง บารมีเดิมบ้าง ตามสภาพแวดล้อมบ้าง จะยึดเอาหลักใด เป็นหลักตายตัวมิได้เลย ต้องพิจารณา อย่างรอบคอบถ้วนถี่ว่า ปฏิบัติอย่างไรเหมาะกับตัว (อย่างอาตมา ก็ลองมาหลายอย่าง สุดท้ายก็พบว่า อานาปานุสสติ กับ เดินจงกรม เป็นกรรมฐาน ที่เหมาะกับจริตตัวเอง)

ธรรมที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่

_39_127_thumb[2]นั่งมอไซด์ไปฉันเพลวัดใกล้เคียงกัน ระหว่างนั่งไปก็คิดใคร่ครวญถึงความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ ธรรมใดหนอ แยกแยะผู้ใหญ่ออกจากเด็ก คงมิใช่เพียงอายุ เพราะเช้านี้ก็เพิ่งเจอคนอายุสามสิบกว่า ทำตัวเหมือนเด็กเล็ก ๆ จึงเป็นที่มาแห่งเอ็นทรี่นี้

ไปเปิดตำราปรึกษามหาโอ๊ต ท่านว่า ธรรมที่ทำให้คนเป็นผู้ใหญ่ คือพึงมี พรหมวิหาร ๔ กับพึงเว้น อคติ ๔ พิจารณาแล้วเห็นแต่ความสุขุมลุ่มลึกอีกแนวหนึ่งของคำว่า "ผู้ใหญ่" หรือนักบริหาร แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าประสบมาใกล้เคียงกับสัปปุริสธรรม ๗ ธรรมของสัตบุรุษมากกว่า เลยนำมาสังเคราะห์ให้เข้ากันเล่น ๆ มิได้เอาอรรถเอาธรรมกระไรดอก (อย่าไปถือเป็นจริงเป็นจังนะ)

๑. รู้จักยับยั้งชั่งใจ ทำไมผู้ใหญ่เล่นเกม ไม่เห็นมีใครว่า ทำไมเด็กเล่นเกม ถูกหาว่าไร้สาระ น่าจักไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า ทำไมผู้ใหญ่ดูหนังโป๊ รูปโป๊ สูบบุหรี่กินเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้ เด็ก ๆ ห้ามดู ห้ามกิน ห้ามสูบ ห้ามดื่ม ห้ามสังสรรค์ นอนดึกก็ไม่ได้ ตื่นสายก็ไม่ได้ ทำไม (ดูเหมือน) ผู้ใหญ่ทำได้ทุกอย่าง เด็ก (ดูเหมือน) ทำไม่ได้สักอย่าง ข้าพเจ้าคิดว่า ก็อยู่ที่ความรู้จักยับยั้งชั่งใจไม่ตามใจกิเลสตนเองมากเกินไปนี่แล รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่สมควร อะไรพอดี อะไรไม่พอดี อย่างคนที่นิสัยเหมือนเด็ก ลงได้เล่นกระไรที่ชอบใจ ก็จักเล่นอยู่นั่นแหละ เล่นไม่เลิก เล่นไม่รู้กาละเทศะ เล่นไปเสียทุกเรื่อง (รวมถึงการเมืองด้วยป่าวฟระ?) เข้าขั้นหมกมุ่น ความเป็นผู้ใหญ่จึงวัดกันที่นี่แหละ สมมุติว่า เด็กติดเกม แต่รู้ว่า ตัวเองต้องทำการบ้าน จึงเล่นแต่พอประมาณ สักชั่วโมง สองชั่วโมง แล้วหยุดเล่น (อีตอนหยุดเล่นนี่แล วัดความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ เพราะยากเหลือเกิน) รู้จักจัดการกับความอยากของตัวเอง หากหยุดเล่นได้ สามารถทำงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้เสร็จสมบูรณ์ เช่นนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นว่า ต้องมีอายุมาก ๆ ตัวโต ๆ เด็กคนนั้นก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ในภาษาบาลีน่าจักตรงกับคำว่า มตฺตญฺญุตาความเป็นผู้รู้จักประมาณ 

๒. รู้จักเกรงใจ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ ต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ คนเป็นเด็กจักไม่ค่อยสนใจสิ่งแวดล้อม คนรอบข้าง สนใจแต่ความสนุกสนาน ความพอใจของตัวเองเป็นหลัก ไม่มีใครใดในโลกเกิดมาเข้ากันได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซนต์ กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน เมื่ออยู่เป็นหมู่คณะตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เราจึงต้องมีความเกรงใจกันและกันบ้าง

อาศัยเด็กมักถูกตามใจถูกโอ๋มากกว่าผู้ใหญ่ เลยมีความเกรงใจน้อยไปด้วย ตราบใดที่ท่านยังไม่รู้จักเกรงใจผู้อื่นที่อยู่ร่วมกัน ท่านก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แม้จักแก่จนหัวหงอกแล้วก็ตาม ข้อนี้อาจตรงกับบาลีว่า ปริสญฺญุตา ความเป็นผู้รู้จักบริษัท รู้จักชุมชนที่เข้าไปอยู่ด้วย

๓. รู้จักยอมรับผิด รู้จักขอโทษ เด็กทำผิดแล้วจักวิ่งหนีไปครับ รวมถึงผู้ที่ไม่ได้วิ่งหนีไป แต่ทำเฉย ๆ เหมือนไม่มีกระไรเกิดขึ้น และผู้ที่ไม่ยอมรับผิดด้วย พยายามเอาสีข้างเข้าแถ แก้ตัวให้รอดไปวัน ๆ ส่วนผู้ที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ผิดจักยอมรับผิด รู้จักสารภาพผิด มิใช่ต้องรอให้เรื่องแดงขึ้นมา หรือถูกจับได้เสียก่อน และรู้จักกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ เมื่อตนทำผิด

๔. รู้จักฟังความคิดเห็นผู้อื่น คนนิสัยเป็นเด็ก จักมีโลกส่วนตัวสูง จนบางครั้งไม่สามารถออกมาจากโลกส่วนตัวได้ จึงเอาโลกส่วนตัวของตัวเอง ไปยัดเยียดให้คนอื่น ทุกคนต้องคิดตามเขาให้ทัน ต้องทำอย่างที่เขาต้องการ โลกต้องหมุนรอบตัวเขา  เขาเป็น the centre of universe

๕. รู้จักแยกแยะโลกแห่งความฝัน กับโลกแห่งความจริง ชีวิตในวัยเด็กทุกคนก็ย่อมมีความฝัน มีโลกแห่งความฝันกันทุกคน แต่ความเป็นจริงมิได้เป็นอย่างนั้น โลกในความฝัน เราอยากคิด อยากฝัน จักเพ้อเจ้อแค่ไหน ให้เป็นอย่างไร ก็เป็นไปได้ แต่ในโลกแห่งความจริง มิได้เป็นเช่นนั้น โลกของความเป็นจริง ทุกสิ่งก็เกิดจากเหตุ มีเหตุแล้วก็ย่อมมีผล ต้องพิจารณาให้เห็นเหตุและผล อยากได้ผล ก็ต้องทำเหตุให้มาก ผลมิได้มาจากความอยาก เช่น อยากได้ของเล่น ก็ต้องหมั่นเก็บเงินอดออมเงินค่าขนมไว้ซื้อ มิใช่อยากได้ของเล่น แล้วเลยลงไปกองดิ้นกับพื้นร้องกรี๊ด ๆ อยากได้ของเล่นกับผู้ปกครองกลางห้าง อันนี้มิใช่ทำตามหลักเหตุผล แต่ทำตามตัณหา หรือความอยาก ตรงนี้ถ้าผู้ปกครองไม่รู้จักสอนหลักเหตุผลให้เด็ก ก็จักกลายเป็นเหตุอันใหม่คือเด็กจักจำไว้ว่า ลงไปดิ้นกับพื้นแล้วได้ของเล่น พอโตขึ้นก็จักเอาแต่ใจตัวเอง ทำตามความอยากไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักเหตุผล ซึ่งที่สุดก็จักแยกแยะไม่ออกระหว่างโลกแห่งความฝัน กับโลกแห่งความจริง โลกแห่งความจริงมีเพียงพ่อแม่กับญาติเราไม่กี่คนเท่านั้นที่จักตามใจเราเช่นนั้น ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักยอมรับโลกแห่งความจริง ก็เหมือนเฒ่าทารกดี ๆ นี่เอง อันนี้ก็อาจสงเคราะห์เข้า ธมฺมญฺญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ และอตฺถญฺญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล

๖. รู้จักอดทน อดกลั้น รู้จักข่มความโกรธ ไม่แสดงออก ในแง่หนึ่งเด็กจักมีความใสซื่อ โกรธก็โกรธออกมาเลย อาละวาดออกมาเลย มีความสุขก็ยิ้มเลย หัวเราะเลย ไม่พอใจก็บอกออกมาตรง ๆ ไม่มีมายา ทำนองเดียวกันเด็กก็จักปล่อยอารมณ์ทั้งหลายออกมาตรง ๆ ทุกเมื่อทุกกาลโดยมิได้คำนึงถึงความเหมาะสม คนเป็นผู้ใหญ่มิใช่ว่า เก็บเก่ง อดทนเก่ง เลยเป็นผู้ใหญ่ แต่รู้ว่า เวลาใดควรอดทน เวลาใดควรปลดปล่อย รู้จักจัดการกับอารมณ์ของตน อย่างนี้เป็นต้น ข้อนี้น่าจักสงเคราะห์เข้า กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล

๗. รู้ว่าตนมิใช่คนที่เก่งที่สุดในโลก ไม่ว่าในเรื่องใดใด คนเป็นผู้ใหญ่ กรำโลกมาเยอะ มักถ่อมตัวอย่างที่สุด เพราะแม้ในเรื่องที่เขาคิดว่า เขาเก่งที่สุด ก็มักมีคนที่เก่งกว่าเขา มาทำให้เสียเซ้ว ทำนองเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือมาม่ามีไวไว (เหนือจังไรมีนักเลือกตั้ง 5555+) แต่พวกนักเลงกระดูกอ่อน นักเลงหน้าจอและแป้นพิมพ์ ไม่เคยชะโงกออกจากกะลาไปดูโลกภายนอก จึงคิดผยองว่า ตนเก่งที่สุดในโลก ไม่มีใครเก่งเกิน ฉะนั้นเวลาฟังใครคุยโวอวดโม้เรื่องใดก็ตาม จักให้ความรู้สึกเหมือนคุยกับเด็กเมื่อวานซืน ข้อนี้อาจคล้ายกับคำว่า อตฺตญฺญุตาความเป็นผู้รู้จักตนเอง

๘. รู้จักบุคคล อันนี้นำสุดยอดของทุกข้อมาไว้รวมกัน เพราะการรู้จักบุคคล ก็จักรู้ว่า ใครน่าคบ ใครไม่น่าคบ เราควรทำตัวเช่นไรกับเขา ควรเรียกร้องกระไร กับใคร ได้แค่ไหน หรือควรให้กระไรใครบ้าง หากทำได้อย่างพอเหมาะพอสม ก็ย่อมได้รับความเคารพจากคนทั่วไป ข้อนี้มีภาษาบาลีว่า ปุคคลปโรปรัญญุตา

เอ็นทรี่นี้จักไม่เกิดขึ้นเลย หากเขาเพียงรู้จักว่า่ ข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร โต ๆ กันแล้ว ก็ไม่อยากพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ เพราะข้าพเจ้านั้นลงได้พูดแล้ว เป็นประเภทปากน้องหมา กรรไกรตัดผ้าเรียกพี่เสียด้วย เลยเอามาบ่นบนบล็อกแทนนี่แล ย้อนมองตัวเอง บางทีบางเวลาเราก็ยังเป็นเด็กอยู่เลยนะเนี่ยะ...KissKissKiss

อนึ่งคนเป็นเด็กก็มีข้อดีที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยสามารถทำได้เช่นกัน คือความเป็นคนมองโลกในแง่ดี ช่วยเหลือ จริงใจ ตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ครูบาอาจารย์สอนให้ข้าพเจ้ามองหาส่วนดีของแต่ละคนให้เจอ นั่นละ มีค่าที่สุดแล้ว

ขอทุกท่านจงมีความเป็นผู้ใหญ่ ทุกกาลทุกเมื่อ เทอญ ฯ

edit @ 27 Jun 2011 21:32:48 by Dhammasarokikku

ทำแท้ง เป็นวิบากของใคร?

20130919_112231เฮ้อ... ว่าจักไม่ข้องเกี่ยวเรื่องประเภทนี้แล้ว โดนมหาโอ๊ตส่ง ems. มาลากให้ไปออกความเห็น เรื่องทำแท้งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนทีเดียวของสังคม ข้าพเจ้าไม่อยากฟันธงลงไปหรอกว่า ผิด หรือ ถูก ควร หรือ ไม่ควร เพราะนั่นเป็นอัตตโนมติ ความเห็นของคนคนเดียว

ข้าพเจ้าอยากชี้ให้เห็นแค่ประเด็นทางธรรม ก่อนจักพาให้หลงประเด็นกันไปไกล

ในทางธรรมแล้ว สิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ปัญหา คือ บุญกับบาป อยู่คนละบัญชีกัน ครับ และหักล้างกันไม่ได้

ว่ากันโดยศีลแล้ว มันชัดเจนซะไม่รู้จักชัดยังไง ท่านว่า ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการฆ่าสัตว์ การทำแท้งอย่างไรก็เป็นการฆ่าสัตว์ ไม่ว่าเหตุผลมันจักน่าสงสาร ป้องกันปัญหาสังคม เข้าท่า ไม่เข้าท่า เพียงไร แค่ไหนก็ตาม ผลของมันก็คือความเป็นคนอายุสั้น เจ็บป่วยเป็นประจำ แยกเรื่องศีลออกมาเรื่องหนึ่ง จักได้ไม่สับสน

มีคนเคยถาม อ.เล็กว่า สัตว์ที่มันเจ็บป่วยทรมานมาก เราจึงฆ่าเสีย เพื่อให้มันหายทรมาน (เขาเรียกการุณฆาตใช่ไหม?) หรือญาติที่ป่วยทรมานมาก ขอร้องให้เราฆ่าเขาเสีย ดึงสายอ็อกซิเจนออกที หรือฉีดยาให้เขาหลับไปตลอดกาลให้หน่อย เราสมควรทำอย่างไร เป็นปาณาติบาตไหม ผลจักเป็นเช่นไร

ท่านใช้ปฏิปุจฉา ถามกลับว่า แล้วคุณมีสิทธิ์อะไร ไปกำหนดอายุขัยของเขา .... ตะดึกตึกโป๊ะ

เป็นปาณาติบาตไหม เป็นแหงม ครับ ครบองค์ประชุม สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต มีจิตคิดฆ่า พยายามฆ่า และสัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น คงไม่มีใครที่คิดถอดท่ออ็อกซิเจนออกแล้วหวังให้เขาหายใจได้เอง จักได้มีชีวิตอยู่เองแน่นอน ครับ

เรื่องนี้ฉิวเฉียด "อนันตริยกรรม" ทีเดียวเชียวแหละ ถ้าคนไข้คนนั้น เป็นพ่อเป็นแม่เรา ยกเว้นว่า หมอลงความเห็นว่า "brain dead" อย่างนี้ตายไปแล้ว ครับ ที่หัวใจยังเต้นอยู่ หายใจได้ ก็ด้วยเครื่องช่วย ครับ ไม่นับเป็นอนันตริยกรรม

ก่อนจักหลุดออกจากวงโคจรเรื่องทำแท้ง ย้อนกลับมาดูเรื่องบุญบาปกันหน่อย

เวลาทำบุญ ท่านว่า อย่าให้บาปแม้สักนิดเกิดขึ้นก่อนบุญ แม้ไข่มีเชื้อสักฟอง ก็ไม่ให้ตอก ทางที่ดีก็ไปซื้อเขามา ครับ ปลอดภัยที่สุด มิฉะนั้น บุญนั้นญาติโกโหติเกือก จักโมทนาไม่ได้ เพราะอกุศลมันครอบงำ

เหมือน ๆ กับการปฏิบัติธรรม ถ้าเราเริ่มปฏิบัติโดยมีโลภเจตนา อยากพ้นทุกข์ไว ๆ อยากได้มรรคผลนิพพานไว ๆ มีกิเลสครอบงำ สติตัวจริงอันเป็นมหากุศลจิต ไม่มีวันเกิด ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่นี้ ข้าพเจ้าขอวิเคราะห์ในแง่กลับกันบ้างหล่ะ (ข้าพเจ้าไม่ได้ฟันธงหรอกนะ ครับ อาจจักเป็นอย่างที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์หรือไม่ใช่ก็ได้) หากเป็นงานบาปบ้างเล่า เกิดมีบุญสักนิดเดียวเกิดขึ้นก่อน บาปนั้นก็ส่งผลไม่เต็มตื้น ถูกไหม?

จิตคิดฆ่าเด็ก กับจิตที่ไม่อยากให้เขาเกิดมาเป็นปัญหาสังคม มาทำร้ายสังคม เป็นผลร้ายต่อสังคมอีกมาก เป็นจิตคนละดวงกัน ครับ ให้ผลชนิดฟ้ากับเหว แต่ในเมื่อมันเกิดใกล้กันมาก ก็ยากจักบอกได้ว่า อย่างไหนเกิดก่อน ผู้ที่คิดจักทำ ต้องไปพิจารณาเอา หากจิตที่คิดมีเมตตาต่อสังคม ต่อตัวเด็กเอง เกิดขึ้นก่อน บาปที่จักทำต่อไปก็มีกำลังน้อย (ไม่ได้บอกว่าไม่มีผลนะ แค่ผลมันอาจถูกบั่นทอนกำลังลงด้วยอำนาจของเมตตาพรหมวิหาร) กลับกัน ถ้าจิตคิดฆ่า เพราะกลัวตัวเองลำบากมาก่อน เหตุผลกุศลจิตที่ตามมา จักกลายเป็นเพียงข้ออ้าง แล้วมีกำลังต่ำ เวลารับผลก็ซาบซ่านยิ่งกว่าซาสี่

เรื่องของจิตที่เป็นเรื่องปัจจัตตังมาก ครับ คนทำเท่านั้นถึงจักรู้ว่า เขาคิดยังไง มีเจตนาอย่างไร และไม่ต้องห่วงว่า เขาจักโกหกเลย ครับ คนเราโกหกคนได้ทั้งโลก แต่โกหกตัวเองไม่ได้เด็ดขาด ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ฉะนั้นไม่ต้องไปตัดสินแทนเขาหรอก เขาจักตัดสินตัวเขาเอง เวลาไปนรก ไปสวรรค์ ไม่มีใครพาไปหรอก เราไปของเราเอง นรก สวรรค์ไม่เคยเต็ม เพราะเราสร้างนรก สร้างสวรรค์ของเราเอง

มีตัวอย่างเทียบเคียงอีกกรณีหนึ่ง มีคนถามหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ถึงการที่ทหารต้องฆ่าข้าศึกศัตรู จักมีผลเป็นประการใด

บาป เขาแปลว่า ความชั่ว บุญ เขาแปลว่า ความดี ทหารที่ต้องฆ่าข้าศึก จะว่าไม่ชั่วเลยมันก็ไม่ได้ มันก็มีชั่ว แต่ว่าการฆ่าสัตว์ ที่พระพุทธเจ้าตรัส การฆ่าสัตว์ มันก็ฆ่าเขาเหมือนกัน แต่ว่าเจตนาการฆ่าอย่างหนึ่ง แล้วก็สิ่งที่เราฆ่าอย่างหนึ่ง มันบาปมากหรือชั่วน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าฆ่าสัตว์ตัวเล็ก มีโทษน้อยกว่าสัตว์ใหญ่ เพราะใช้กําลังใจน้อยกว่ากัน และประการที่สอง ฆ่าสัตว์ที่มีคุณ มีโทษมากกว่า ฆ่าสัตว์ไม่มีคุณ ทีนี้ก็สําหรับทหารฆ่าข้าศึก เราไม่ได้ฆ่าเพื่อส่วนตัว อย่าลืมว่า ทุกคนอยากมีความสุขใช่ไหม ถ้าเรานอนอยู่กับบ้าน เรามีความสุขกว่าที่ไปอยู่ชายแดน ถ้าเราอยู่ชายแดนนอนอยู่เฉยๆ ดีกว่าไปยิงกับข้าศึก นี่ว่ากันตามความรู้สึกของใจ เอาความสบายกันนะ แต่ว่าทุกคนก็เต็มใจทํา ไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ที่พึงได้รับก็คือ

-_16_390[4] ปวงชนชาวไทย ๔๗ ล้านคน จะได้เป็นเอกราช
- พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ เป็นที่สักการะของปวงชนชาวไทย พระองค์จะทรงมีความเป็นอยู่เป็นสุข
- พระศาสนาจะทรงอยู่ได้
- ชาติจะทรงความเป็นเอกราช

นี่รวมความว่า การที่เราทํานี่ไม่ได้มีเจตนาทําเป็นส่วนตัว ทําเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และเพื่อปวงชนชาวไทย ถ้าจะถามว่า ฆ่าข้าศึกบาปไหม ก็ต้องตอบว่า บาป ถ้าจะถามว่า บาปมากหรือบาปน้อย ก็ต้องตอบว่าน้อย ทั้งนี้เพราะอะไร? เพราะว่า

๑. เราไม่มีความโกรธกับเขาเป็นส่วนตัว
๒. เราไม่ได้ทําเพื่อส่วนตัว เราทําเพื่อให้ส่วนรวมอยู่เป็นสุข เพราะว่าข้่าศึกมารุกรานประเทศไทย เราจําจะต้องรักษาไว้ ไทยทั้งชาติอาจจะต้องเป็นทาสเขา ถ้าเราหาความสุขคนเดียว แต่ว่าพี่น้อง ๔๗ ล้านคน จะมีความลําบาก
ทีนี้ ทหารที่มีความเสียสละ เป็นบุคคลส่วนน้อย ทหารนี่มีไม่มาก ถ้าใช้กําลังกันจริงๆ ถ้าจะเทียบกับบุคคลชั่วอยู่เบื้องหลังมีมากกว่า แต่ว่าเราทั้งหมดพยายามเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปวงชนชาวไทย อันนี้เป็นความดี

รวมความแล้ว ทหารที่ต้องต่อสู้กับข้าศึก บางคราวอาจจะต้องตาย ที่เราทําอย่างนั้น เพราะอาศัยจิตเมตตา ทีนี้ตัวเมตตานี่ เป็นตัวดีเป็นตัวบุญ นี่คุณ…เป็นอันว่าทั้งสองอย่างเราทํามันก้ำกึ่งกัน

๑. เราฆ่าข้าศึก คือว่าเป็นบาป
๒. เราให้คนไทยที่อยู่เบื้องหลัง ๔๗ ล้านคน เป็นสุขนี่เป็นบุญ

ฉะนั้นการที่ทหารฆ่าข้าศึก จะถือว่าบาปไหม ก็ต้องถือว่าบาป แต่ว่าบาปของทหารมันมีนิดเดียว เพราะไม่ได้โกรธแค้นกันด้วยเรื่องส่วนตัว ถ้าเรื่องส่วนตัวเราคุยกันสบายๆ แต่นี่มาล่วงล้ำอธิปไตยของเรา เรายอมไม่ได้ในเมื่อเรายอมไม่ได้ เราต้องรักษาอธิปไตยของเรา นี่จะว่าบาปมันก็บาป นี่เป็นเรื่องของทหาร เรื่องของชาติเรื่องของบ้านเมือง แต่เรื่องของพระศาสนาก็เป็นเรื่องของพระศาสนา

คัดจาก หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓

ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาเอาเองละ ครับว่า กุศลจิต กับอกุศลจิต บุญ กับบาป อย่างไหนมาก่อนมาหลัง อย่างไหนมีแรงมากกว่ากัน

สำหรับผู้ที่ยังไม่ท้อง ก็ขอเตือนว่า อย่าประมาท ครับ ชีวิตไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

ส่วนผู้ที่ท้องแล้ว ก็ต้องบอกว่า ไม่ว่าใครจักว่าอย่างไร เหตุผลจักดีร้ายประการใด สุดท้ายคนที่ตัดสินใจ และลงมือทำ คือตัวเราเอง เราต้องเป็นคนรับผลกรรมนั้นเต็ม ๆ ไม่มีใครมาช่วยเราได้ ฉะนั้น ก็ขอให้จงตัดสินใจให้ดี คิดให้รอบคอบ ครับ

แม้ข้าพเจ้าเอง ก็เคยแอบฟังคนที่เขามีประสบการณ์ทำแท้งมาแล้ว บรรยากาศให้ห้องทำแท้งเถื่อนนั่น มันสยึ๋มกึ๋ยมาก ครับ ขนาดผู้ชายเข้าไปยังเสียวสันหลังวาบ ไฟในห้องจักทึม ๆ เหมือนหนังผียังไงยังงั้น อุปกรณ์การทำก็ไม่รู้ได้สุขอนามัยหรือเปล่า ผ่านจิมิ๊ของใครมาแล้วบ้างก็ไม่ทราบ มีกามโรคติดอยู่บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ แจ็คพ็อตอาจได้โชคสองชั้น เจ็บตัวแล้วอาจได้กามโรคกลับมาด้วย ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง โปรเขาแรงจริง ๆ

แล้วเขาก็เอาท่านไปแปะไว้บนขาหยั่งสแตนเลสเย็น ๆ สักพักใหญ่ ๆ ให้ท่านรู้สึกสยดสยองเล่น มันคงไม่ค่อยสนุกหรอก ที่เอาเราไปถ่างแข้งถ่างขาโชว์จิมิ๊อยู่บนนั้น จากนั้นก็เอาเหล็กสแตนเลสหน้าตาเหมือนอาวุธโบราณเย็นชืดละเลงด้วยเจลหล่อลื่น จิ้มเข้าไปในจิมิ๊ของท่าน ควาน ๆ ขูด ๆ เอาเด็กที่แปะติดอยู่กับมดลูกออก ท่านกำลังอยากจะร้อง หมอทำแท้งที่หน้าตาเหมือนฆาตกรโรคจิต (เพราะหมอที่ทำอาชีพนี้ ไม่ค่อยเห็นมีหน้าตาดี ๆ นะ) ก็ทำหน้าไร้ความรู้สึก เข้ามาใกล้แล้วกระซิบข้างหูท่านด้วยเสียงเยียบเย็นว่า "ทีทับไม่ร้อง ทีท้องก็อย่าบ่น ทนไป อยู่เงียบ ๆ ไม่งั้นจักเจ็บกว่านี้" ท่านจักอ้าปากร้อง แต่มันเจ็บเสียจนร้องไม่ออก ได้แต่อ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น นี่ไม่ได้ขู่เลยนะ เหตุการณ์จริงทั้งนั้น หลังการทำแล้ว ยังระบมช้ำในไปอีกหลายวัน ตกเลือดแล้วไปตายทีหลังก็มี และการทำก็ใช่ว่า จักให้ผลร้อยเปอร์เซนต์ บางทีขูดไม่ออกก็มี ค่าทำมีตั้งแต่ไม่กี่พัน ไปจนหลักหมื่น ยิ่งเด็กโตมาก ค่าทำยิ่งแพง

เข้าสู่ประเด็น คิดว่า เป็นวิบาก (ผลของกรรม) ของใคร ก็คิดว่า เป็นวิบากของทั้งสองฝ่าย อ.เล็ก เคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลวหรอก ทุกคนล้วนถูกวิบากกรรมในอดีต บีบบังคับให้ทำนั่นทำนี่ ยามใดกุศลวิบากให้ผล เขาก็จักทำทุกสิ่งถูกต้องไปหมด ยามใดอกุศลวิบากให้ผล เขาทำอะไรก็ผิดไปหมดเช่นกัน 

เรื่องเด็กที่เกิดมา แล้วถูกทำแท้ง จักโกรธแค้นตามราวีผู้เป็นแม่หรือไม่ ก็ต้องถามกลับ ครับ สมมุติว่า ท่านพยายามมาเกิดเป็นคนอย่างมากมาย ผ่านการเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ทำทุกวิถีทาง สิ้นเวลาสักแสนปี แล้ววันหนึ่งท่านก็ทำสำเร็จ มาจุติปฏิสนธิในท้องของผู้หญิงสักคน แต่ยังไม่ทันมีโอกาสลืมตาดูโลก เป็นมนุษย์อย่างที่ใฝ่ฝันและพยายามมาแสนนาน วันดีคืนดีก็ถูกคุณแม่มือใหม่ ทำแท้งเสีย แทนที่จักได้เป็นคน ก็กลายเป็นสัมภเวสี ไม่มีที่อยู่ ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องเร่ร่อนไป จนกว่าจักหมดอายุขัย ท่านจักรู้สึกอย่างไร เด็กที่ถูกทำแท้งก็รู้สึกอย่างนั้น และความจริงมันไม่ใช่แค่แสนปีเสียด้วย ครับ ส่วนใหญ่ถ้าขึ้นมาจากนรก ก็ใช้เวลาเป็นกัป ๆ ความแค้นก็คงทวีคูณตามกาลเวลาที่พยายามมาเกิดนั้น ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ที่เขาว่า ทำแท้งแล้ว ทำมาค้าไม่ขึ้นจริงหรือ? ขอยืนยันว่า "จริง" ครับ ถามว่า ทำไมเด็กเขาไม่ไปราวีกับพ่อ? ตอบว่า เพราะแม่จักเป็นคนสุดท้ายที่ตัดสินใจทำ ครับ

หากทำไปแล้ว ก็คงต้องทำบุญอุทิศให้บ่อย ๆ ครับ อย่าคิดว่า ทำใหญ่ ๆ ครั้งเดียวแล้วเลิกกัน ทำครั้งหนึ่งไม่ต้องมากก็ได้ แต่ทำบ่อย ๆ คิดถึงเขาบ่อย ๆ มันก็เหมือนง้อแฟนนั่นแหละ ง้อนาน ๆ เข้า เขาก็ให้อภัยไปเอง

เอาละ มหาโอ๊ทให้ไปเม้นท์หน่อยเดียว ล่อไปซะหนึ่งเอ็นทรี่ยาว ๆ เอวังแค่นี้ดีฝ่า

ถ้าไม่จำเป็น อย่าได้ไปเกี่ยวข้องกับการทำแท้งกันเลย ครับ ทุก ๆ คน ฯ

edit @ 14 Jan 2011 13:02:44 by Dhammasarokikku

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons