วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

อานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาติ

อานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาติ

1024 

ความเชื่อในการที่ได้บูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ๑๐๐๐ พระคาถา มีดังนี้

อานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาติ  การตั้งใจฟังเทศน์มหาชาติให้จบเพียงวันเดียวครบบริบูรณ์  ทั้ง ๑๓ กัณฑ์จะเป็นเหตุให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการดังนี้       
๑.  เมื่อตายจากโลกนี้แล้ว  จะได้สมบัติ ๓ ประการ คือจะได้มนุษย์สมบัติ  สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ หมายความว่า เกิดชาติใหม่จะไม่ต่ำกว่ามนุษย์ และจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมีทั้งมีความสุข ความรวย ความสวย ความดี เรียกว่าเกิดชาติใหม่จะไม่ยากไม่จน
๒.  เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์  จะเสวยทิพยสมบัติมโหฬาร
๓.  เมื่อตายไปแล้วรับประกันได้ว่าจะไม่ตกลงไปในอบาย หรือที่เราเรียดกันว่าจะไม่ตกนรก ยกเว้นแต่ทำกรรมอย่างหนัก เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ดังนี้เป็นต้น
๔.  เมื่อถึงยุคพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ศรีอริยเมตไตย  เทพบุตร เทพธิดา ที่เคยฟังเทศน์มหาชาติเหล่านั้น จักได้จุติลงไปเกิดเป็นมนุษย์ พร้อมด้วย ลาภ ยศ พบแต่ความสุขนิจนิรันดร์ จะได้ฟังพระธรรมเทศนาต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์นามว่าพระศรีอริยเมตไตย   ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนา ก็จักได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริบุคคลในพระบวรพุทธศาสนาในอนาคตกาล

            ตรงนี้เป็นคำกล่าวของพระศรีอริยเมตไตยเทพบุตร ที่บอกกับพระมาลัยเถระว่าถ้าใครอยากจะพบศาสนาของโยมจงหมั่นฟังเทศน์มหาชาติ ให้ครบ ๑๓ กัณฑ์ ๑๐๐๐ พระคาถา เพราะภายภาคหน้านอกจากจะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ แล้ว หากปรารถนาจะพบศาสนาพระศรีอริยเมตไตยก็จะได้พบสมความปรารถนา จึงถือว่าการฟังเทศน์มหาชาติจนครบ ๑๓ กัณฑ์ เป็นบุญใหญ่ได้กุศลแรงซึ่งเป็นการทำบุญที่ทำได้ยาก   

นอกจากอานิสงส์โดยรวมในการฟังเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์  แล้ว ในแต่ละกัณฑ์ยังมีอานิสงส์แยกย่อยออกไปอีก ซึ่งในแต่ละกัณฑ์ก็มีอานิสงส์แตกต่างกันไป เรียกว่าแล้วแต่ใครอยากจะได้อานิสงส์ของกัณฑ์ไหนก็บูชากัณฑ์นั้นไป ดังนี้

DSCN2312

ผู้ใดบูชากัณฑ์ทศพร จะได้อานิสงส์ดังนี้ จะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา  ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีเป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ ถ้าเป็นบุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์ ทั้งจะได้บุตรหญิงชาย เป็นคนว่านอนสอนง่าย มีรูปกายงดงาม มีความประพฤติดี กิริยาวาจาเรียบร้อยทุกประการ

ผู้ใดบูชากัณฑ์หิมพานต์ จะได้อานิสงส์ดังนี้  ย่อมได้ในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ครั้นตายไปแล้วจะได้ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์  เสวยสมบัติอันโอฬาร มีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิจ  ครั้นจุติจากสวรรค์แล้วจะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาล หรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคาร บริวารมากมายนานาประการ  เช่น โค กระบือ ช้าง ม้า รถ ยานพาหนะ นับประมาณมิได้  ประกอบด้วยความสุขกายสบายใจทุก ๆ อิริยาบถ

ผู้ใดบูชากัณฑ์ทานกัณฑ์ จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทอง ทาส ทาสี และสัตว์สองเท้าสี่เท้า ครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกามาพจรสวรรค์ มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมาย  เสวยสุขอยู่ในปราสาทแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ

ผู้ใดบูชากัณฑ์วนปเวสน์ จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า จะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีปเป็นผู้ทรงปรีชา  เฉลียวฉลาด  สามารถปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไป

ผู้ใดบูชากัณฑ์ชูชก จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์  ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่าชนทั้งหลายจะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต  แม้จะได้สามีภรรยาและบุตรธิดา ก็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย

ผู้ใดบูชากัณฑ์จุลพน จะได้อานิสงส์ดังนี้  แม้จะบังเกิดในภพใด ๆ  จะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์บริวาร  จะมีอุทยานอันดารดาษด้วยดอกไม้หอมตลบไป  แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยปทุมชาติ  ครั้นตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพย์สมบัติในโลกหน้าสืบไป

ผู้ใดบูชากัณฑ์มหาพน จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะได้เสวยสมบัติในดาวดึงส์เทวโลก  และจะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล  มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมาก  มีอุทยานและสระโบกขรณีเป็นที่ประพาส เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป  อีกจักได้เสวยอาหารทิพย์เป็นนิจนิรันดร

   ผู้ใดบูชากัณฑ์กุมาร จะได้อานิสงส์ดังนี้ ย่อมประสบความสำเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนาครั้นตายไปได้เกิดในฉกามาพจรสวรรค์  ในสมัย  ที่พระศรีอาริยเมตไตรยมาอุบัติก็จะได้พบศาสนาของพระองค์ จะได้ถือปฏิสนธิ

ในตระกูลกษัตริย์  ตลอดจนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์แล้วบรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง 4 ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว้

ผู้ใดบูชากัณฑ์มัทรี จะได้อานิสงส์ดังนี้ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใด ๆ ก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน

ผู้ใดบูชากัณฑ์สักกบรรพ จะได้อานิสงส์ดังนี้ จะได้เป็นผู้เจริญด้วยลาภ ยศ ตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง 4 ประการ ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล

ผู้ใดบูชากัณฑ์มหาราช จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะได้มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชา เมื่อจากโลกมนุษย์ไปก็จะได้ไปเสวยทิพย์สมบัติในฉกามาพจรสวรรค์  มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ่งชาติชรา พยาธิ มรณะ พ้นจากโอฆะทั้งสาม มีการโมฆะ เป็นต้น

ผู้ใดบูชากัณฑ์ฉกษัตริย์ จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะได้เป็นผู้เจริญด้วยพร 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละทุก ๆ ชาติแล

ผู้ใดบูชากัณฑ์นครกัณฑ์ จะได้อานิสงส์ดังนี้  จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงศาคณาญาติ  ข้าทาสชายหญิง  ภรรยาสามี  หรือบิดามารดา เป็นต้น  อยู่พร้อมหน้ากันโดยความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง  จะทำการใด  ๆ  ก็พร้อมเพรียงกัน  ยังการงานนั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

อานิสงส์การฟังธรรมตามกาล

  การฟังธรรมมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว มีเรื่องในชาดกเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งขณะ ที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่นั้น ปรากฏว่าคนฟังมีพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น นั่งหลับบ้าง มองท้องฟ้าหรือแหงนดูดาวบ้าง แหย่เพื่อน ๆ ขีดเขียนดินเล่นบ้าง ฟังธรรมด้วยความเคารพบ้างหลังจากจบพระธรรมเทศนา มีอุบาสกคนหนึ่งเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับพฤติกรรมคนเหล่านี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่นั่งหลับเวลาฟังธรรม ชาติก่อนเคยเกิดเป็นงูเหลือม เพราะงูเหลือมหลังจากกินอาหารเต็มอิ่มแล้วก็จะหลับ คนที่มองท้องฟ้าหรือแหงนดูดาว ชาติก่อนเคยเกิดเป็นหมอดู หรือนักพยากรณ์ดวงชะตาราศี คนที่ชอบแหย่เพื่อนเล่น ชาติก่อนเคยเกิดเป็นลิง จึงอยู่ไม่เป็นสุข แหย่คนโน้นทีคนนี้ทีตามสัญชาตญาณเดิมที่ติดตัวมาคนที่ขีดเขียนดินเล่น ชาติก่อนเคยเกิดเป็นไส้เดือน จึงมีอาการแสดงออกคล้ายจะหาที่อยู่เดิมของตน ส่วนคนที่ฟังธรรมด้วยความเคารพ ชาติก่อนเคยเกิดเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต จึงสนใจ และเอาใจจดจ่ออยู่กับการฟังตลอดเวลา มีความกระตือรือร้นในทางก้าวหน้าอยู่เสมอ จึงฟังด้วยความสุขใจ เอิบอิ่มใจอย่างยิ่ง

การฟังธรรมมีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ

         ๑. อัสสุตัง สุณาติ           ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟังและได้เรียนรู้สิ่งที่ยังไม่เคยเรียนรู้
         ๒. สุตัง ปะริโยทะเปติ      สิ่งที่เคยได้ฟังแล้วก็จะทำให้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
         ๓. กังขัง วิหะนะติ            สามารถแก้ข้อข้องใจ บรรเทาความสงสัยในเรื่องนั้น ๆ ได้
         ๔. ทิฏฐิง อุชุง กะโรติ      ทำความเห็นให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
         ๕. จิตตะมัสสะ ปะสีทะติ จิตใจย่อมผ่องใส คือสะอาด สงบ และสว่าง

เพื่อให้จำง่าย

           ได้ความรู้ใหม่ ได้วิจัยของเก่า  ได้บรรเท่าความกังขา ได้พัฒนาความคิด   จิตแจ่มใสใจเยือกเย็น

การฟังธรรมเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า ธัมมัสสวนมัย คือบุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม ขอให้ลองสำรวจดูตัวเองว่า เวลาฟังเทศน์ฟังธรรม เรามีพฤติกรรมอย่างไรในบรรดาพฤติกรรมเหล่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อันจะเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์ แห่งการฟังธรรมอย่างสมบูรณ์

ประเพณีการเทศน์มหาชาติ

1024

พระพุทธศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทุกคนให้ทำความดีละเวันความชั่ว เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุข และด้วยเหตุแห่งความนับถือศรัทธาและเชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนานี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กวีสร้างสรรค์ผลงานทางด้านพระพุทธศาสนาขึ้น เพื่อใช้สั่งสอนและสืบทอดคุณธรรมทางพระพุทธศาสนา

                ผลงานทางด้านพระพุทธศาสนาดังกล่าว มักนำไปใช้ในการเทศนาเพื่อโน้มน้าวจิตใจพุทธศาสนิกชนให้เกิดเลื่อมใสศรัทธา  ถ้อยคำที่ใช้จึงเรียบเรียงและร้อยกรองแล้วอย่างยิ่ง  โดยประสงค์จะยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น และเกิดความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาดังเช่นงานประพันธ์เรื่องใหาชาติฉะนั้น

หนังสือมหาชาติที่เก่าที่สุดที่ได้พบในเวลานี้ คือมหาชาติคำหลวงซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  มีรับสั่งให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตในกรุงศรีอยุธยาแปลและแต่งเมื่อพ.ศ. ๒๐๒๕  -๒๑๗๐วิธีแต่งก็คือเอาภาษามคธเดิมตั้งบาทหนึ่ง แล้วแปลแต่งเป็นคำประพันธ์ภาษาไทยวรรคหนึ่งสลับกันไป  ตัวอย่างในกัณฑ์มัทรี  เช่น

                                “ครั้นเช้าก็หิ้วเข้า                                  ชายป่าเต้าไปตามชาย

                ลูกไม้บทันงาน                                                    จำงายราชอดยืน

                                เป็นใดจึ่งมาค่ำ                                     อยู่จรหล่ำต่อกลางคืน

                เห็นกูนี้โหดหืน                                                     มาดูแคลนนี้เพื่อใด”

ทานกัณฑ์  เช่น

                                “ปางนั้นเจ้าพระยาแพศยัน                      ดรได้จอมขวัญ

                ชาลีพิลาศลักษณา                               

                                มัทรีมัทรราชธิดา                                 ได้แก้วกัณหา

                สององค์อุ้มองค์สองอร”

กัณฑ์จุลพน  เช่น

                                “ดอกไม้หลายแสงโสด                        บานช่วงโชติทั้งไพรพน

                พยงพื้นในนราดล                                               ดำกลดาษด้วยดวงดาว

                หนังสือมหาชาติคำหลวงไม่ได้แต่งสำหรับเทศน์  แต่แต่งสำหรับสวดให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในเวลาไปอยู่บำเพ็ญกุศล

ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  โดยสวดมหาชาติคำหลวงทำนองเก่าถวายขณะเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล

                พ.ศ. ๒๑๗๐  ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม มีการประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งกาพย์มหาชาติขึ้น ลักษณะกาพย์มหาชาตินั้นจะมีศัพท์ภาษามคธน้อย  แต่งเป็นร่ายยาวภาษาไทยมากเรียกว่ากาพย์มหาชาติ  แต่แต่งเป็นคำประพันธ์ร่ายยาว สันนิษฐานว่าแต่งไว้สำหรับพระเทศน์และการที่พระเทศน์เป็นทำนองต่างๆ  นั้นก็อาจจะมาจากการเทศน์อนุโลมตามลักษณะการสวดมหาชาติคำหลวงก็ได้

                ส่วนมหาชาติกลอนเทศน์  หรือร่ายยาวมหาชาตินั้น จะยกคาถาภาษามคธมาตอนหนึ่งแล้วนำความมาแปลเป็นภาษาไทย  แต่งเป็นร่ายยาว  แต่รวบรัดเรื่องให้สั้นเข้าสำหรับพระเทศน์ให้จบ๑๓ กัณฑ์ได้ในวันเดียว  เพื่อให้เป็นสวัสดิมงคลแก่การพิธี

                เทศน์มหาชาติมีประโยชน์นานับประการ  ได้แก่ทำให้เป็นผู้รู้จักสามัคคี มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอันที่จะประกอบกุศลกิจร่วมกัน  ทำให้เป็นผู้รู้จักเสียสละ  คือ เสียสละทั้งกำลังกาย  กำลังใจ  และกำลังทรัพย์  ลดความตระหนี่เหนียวแน่นในอุปนิสัยอันเป็นธรรมชาติของบุคคลเสียได้ทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาซึ่งจะเกิดจากการฟังสิ่งที่ประเสริฐและดีงาม เป็นการปฏิบัติธรรมตามมงคลอันสำคัญในพระไตรปิฎก  คือเป็นผู้ฟังธรรมตามกาล  เหล่านี้เป็นต้น

                ประเพณีการเทศน์มหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดกมีมากแต่โบราณกาล  เหตุที่นับถือกันว่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดกสำคัญกว่าชาดกเรื่องอื่นๆ ก็เพราะบารมีทั้งสิบอย่างของพระโพธิสัตว์จะปรากฏบริบูรณ์ในชาตินี้  จึงเรียกกันว่า  “มหาชาติ”  และถือกันว่าหากผู้ใดฟังเทศน์มหาชาติครบ๑๓ กัณฑ์ หนึ่งพันพระคาถาจบภายในหนึ่งวันแล้วจะได้ผลานิสงส์มาก  และนิยมกันว่าเป็น ศิริมงคล แม้น้ำที่ตั้งไว้ในมณฑลพิธีก็ถือกันว่าเป็นน้ำมนต์  อาจจะบำบัดเสนียดจัญไรได้  จึงเกิดประเพณีประชุมฟังเทศน์มหาชาติทุกๆ ปีทำเป็นการพิธีอย่างหนึ่งด้วย

                เทศน์มหาชาตินั้น  ยากที่จะกำหนดอายุแน่นอนว่ามีมาแต่เมื่อใด  แต่น่าจะก่อนสมัยอยุธยา  หรืออย่างน้อยก็ในสมัยอยุธยา เพราะในสมัยนั้นยังมีหลักฐานปรากฏให้เชื่อได้ว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวงขึ้นไว้ และยังใช้สวดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามตราบจนทุกวันนี้

                ความนิยมในการจัดเทศน์มหาชาติ  เกิดขึ้นเพราะความเชื่อในกุศลทานบารมีอันบุคคลจะได้รับจากการฟังเทศน์มหาชาติ  ซึ่งมีความเชื่อมาแต่โบราณกาล ๓ ประการ  พอประมวลความได้ว่า

                ประการแรก  เชื่อกันว่าคัมภีร์มหาชาติ เป็นพระพุทธวัจนะซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานเทศนาแก่พระภิกษุสงฆ์พุทธบริษัท  ณ นิโครธาราม  กรุงกบิลพัสดุ์ หากผู้ใดได้สดับย่อมเกิดสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลเป็นกุศลบุญราศีสืบไป

                อีกประการหนึ่งเชื่อกันว่า  พระศรีอาริยเมตไตรยเทพบุตร ซึ่งจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต  ได้มีเทวโองการสั่งพระมาลัยมหาเถระ  ให้มาบอกแต่มนุษย์ทั้งหมายในโลกว่า

ถ้าผู้ใดปรารถนาประสบกับศาสนาของพระองค์ก็ให้ผู้นั้นฟังเวสสันดรชาดกอันประดับด้วยพระคาถาหนึ่งพันพระคาถาให้จบภายในวันเดียว  ให้บูชาด้วยประทีป  ธูป เทียน  ธง  ฉัตร สารพันดอกไม้  ดอกบัว  ดอกอุบล จงกลนี  ราชพฤกษ์  ให้ครบจำนวนสิ่งละพัน  ผลานิสงส์จะทำให้ได้พบศาสนาของพระศรีอาริย์

                ประการสุดท้ายการฟังเทศน์มหาชาตินี้ องค์พระธรรมกถึกผู้แสดงธรรมจะใช้กระแสเสียงเป็นทำนองอันไพเราะต่างๆ  เป็นที่ครึกครื้นรื่นเริง  ทำให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาเกิดความปีติซาบซึ้งใจแก่ผู้สลัดเป็นอย่างยิ่ง  ผู้สดับจะได้ทั้งความรู้และความรื่นรมย์  จึงมักจะเกิดทานบริจาคเป็นอันมากและผู้บริจาคทานนั้นก็จะได้รับเสียงแซ่ซ้องสาธุการ  เกิดความปีติอิ่มเอิบใจ เหมือนมีผลทานเกิดขึ้นทันตาเห็นจึงเป็นที่ชื่นชม  ชื่นชอบ ของผู้ฟังโดยทั่วไป

                ความในพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการพระราชกุศลเทศนามหาชาติในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า  การพระราชกุศลเทศนามหาชาตินี้  ถือว่าเป็นเทศนาสำหรับแผ่นดิน แต่เดิมนั้นมีการกำหนดเครื่องกัณฑ์คล้ายบริขารกฐิน  คือมีผ้าไตรแพร, เงิน ๑๐ ตำลึง  และขนมต่างๆ

                สถานที่สำหรับเทศน์มหาชาติหลวงในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น เทศน์บนพระที่นั่งเศวตฉัตรในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแห่งเดียว เว้นแต่มีพระบรมศพอยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  จึงจะยกไปเทศนาบนพระแท่นมุกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในแผ่นดินพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยยกไปเทศน์ที่พระที่นั่งอนันตสามาคม  แต่ฝ่ายในพังไม่ได้ยินจึงได้ย้ายไปที่พระที่นั่งทรงธรรมข้างใน  ข้าราชการที่เข้าไปในการเทศนานั้น  เฉพาะแต่เจ้านาย  เจ้าพนักงานกรมพระตำรวจและมหาดเล็ก  บนพระที่นั่งทรงธรรมจึงเป็นฝ่ายในทั้งสิ้น

                ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ย้ายกลับมาเทศน์ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยและพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทตามลำดับ

                การตกแต่งเครื่องบูชาเทศน์มหาชาติหลวงเช่นที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  หลังพระที่นั่งเศวตฉัตรผูกกิ่งไม้ มีดอกไม้ร้อยห้อยย้อยเป็นพวงพู่ผูกตามกิ่งไม้ทั่วไปบนพระแท่นถม  ตั้งพานพุ่มดอกไม้  พานทองสองชั้นขนาดใหญ่ขนาดเล็กเรียงสองแถว  ตะบะถมตั้งหญ้าแพรก  ข้าวตอก ดอกมะลิ  ถั่ว  งา และมีพานเครื่องทองน้อยแก้วห้าสารับ ตั้งตะเกียงแก้วแทรกตามระหว่างเครื่องทองน้อย  ตรงหน้าพระที่นั่งเศวตฉัตรออกไปตั้งหมากพรม  พานทองมหากฐินสองพาน  หมากพนมใหญ่ พานแว่นฟ้าสองพาน  แล้วพานนี้เปลี่ยนเป็นโคมเวียน มีต้นไม้เงินทองตั้งรายสองแถวกระถางต้นไม้ดัดลายคราม  โคมพโอมแก้วรายตลอดทั้งสองข้าง  หน้าแถวมีกรงนกคีรีบูนซึ่งติดกับหม้อแก้วเลี้ยงปลาทองตั้งปิดช่องกลาง  ปลายแถวตั้งขันเทียนคาถาพัน  ตามตะเกียงกิ่งที่เสาแขวนฉากเทศน์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์  หน้าท้องพระโรงมีซุ้มตะเกียง ๔ ซุ้ม  มีราชวัตรฉัตรธงผูกต้นกล้วยต้นอ้อยตามธรรมเนียม

                เล่ากันว่าเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นเวลาเล่นเครื่องแก้วเครื่องแก้วกำลังมีตาคามาก ในห้องฉากซึ่งเป็นที่ประทับในพระเฉลียงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยนี้ตั้งเครื่องแก้วเป็นเครื่องมนัสการโต๊ะหมู่  และมีเครื่องประดับต่างๆ  งดงามยิ่งนัก เจ้านายข้าราชการฝ่ายในก็มีตะบะเครื่องบูชาเป็นเครื่องแก้ว  เครื่องทอง เครื่องถม ประกวดประขันกันเป็นการสนุกสนานมาก แต่ในชั้นหลักมาในพระฉากมีแต่เครื่องมนัสการแก้ว  โต๊ะประดับกระจกสำรับเดียวเท่านั้น  แต่เจ้านายข้าราชการฝ่ายใน  ยังมีเครื่องบูชา  ถ้าผู้ที่อายุมากๆ  ก็จะใช้ตะบะอย่างเก่าๆ  ถ้าสาวๆ อายุน้อยๆ  ก็เป็นโต๊ะพานย่อๆ  ลงไป เล่นแต่สีดอกไม้ดอกไหล้ ไม่จัดทำแข็งแรงเหมือนอย่างแต่ก่อนแต่ถ้าเทศน์ที่พระที่นั่งทรงธรรม  จะจัดม้าหมู่ตรงหน้าธรรมาสน์มีเครื่องแก้วต่างๆ  ฝรั่งบ้าง จีนบ้างมากกว่าเทศน์ที่ท้องพระโรง แต่ไม่มีต้นไม้เงินทอง  แต่ไม่มีต้นไม้เงินทอง  มีแต่ต้นไม้สดตั้งรายยออกไปจนถึงที่ตั้งเครื่องกัณฑ์

เทศน์มหาชาติหลวงที่จัดเป็นการพิเศษในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีการเกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศนาซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี้น่าจะเห็นการพิเศษจริงๆ จะเห็นได้จากหลักฐานในประชุมจารึกวัดพระเชตุพน ในพระวิหารทิศพระโลกนาถมุขหลัวว่าด้วยเรื่องทรงสร้างวัดพระเชตุพนครั้งรัชกาลที่๑ ซึ่งกล่าวถึงการพระราชกุศลที่สร้างอันเกี่ยวข้องกับสัตตสดกมหาทานในพระเวสสันดรชาดกความว่า”…เปนพระราชทรัพย์ทิ้งทานต้นกรรมพฤกษ์ฉลากพิกัดค่าพระราชบุตรบุตรีพระภาคีไนยราชแลนางพระสนมราชกุญชร อุศดรนาวาฉลากละห้าชั่งสี่ชั่งสองชั่งเป็นเงินสามร้อยสามสิบแปดชั่งเงินใส่ผลมะนาวร้อยหกสิบแปดชั่วเข้ากันทิ้งทานห้าร้อยหกชั่งคิดทังเงินค่าผ้าทรงพระดอกไม้สดบูชา เลี้ยงพระสงฆ์กระจาดและโรงฉ้อทานเครื่องไทยทาน

                จะเห็นได้ว่าการพระราชกุศลที่จัดทำขึ้นเป็นการพิเศษในสมัยรัชกาลที่๑ นั้น ยึดแนวทางสัตตสดกมหาทานในมหาเวสสันดรชาดกเป็นแบบอย่างของทานบริจาคด้วยความเชื่อถือและศรัทธายิ่ง

                ในหนังสือวชิรญาณวิเศษเล่ม ๓ หน้า ๑๙๔ ได้กล่าวถึงการเทศน์มหาชาติว่า

                “ครั้นปีพ.ศ.๒๓๕๐ พระเทพมุนีวัดสังข์กระจายได้เข้าถวายเทศน์กัณฑ์ชูชกในรัชกาลที่๑ เจ้าจอมฝ่ายในรับกัณฑ์ชูชกของพระเทพมุนี วัดสังข์กระจาย การจัดเทศน์มหาชาติครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก”

                นอกจากนี้ในพระราชพงศาวดารฉบับพรราชหัตถเลขายังมีบันทึกว่ามีการเทศน์มหาชาติแผ่พระราชกุศลถึงพระเจ้าต่างกรมและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน เจ้าจอมพระสนมเอกมีกำลังพอได้ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติ ๑๓ กระจาด ตั้งกระจาดหน้ากำแพงมหาปราสาทรายมาถึงหน้าโรงทองนาฬิกาและข้างชานชาลาด้วย ประกวดประขันกันนักกระจาดคุณแว่นพระสนมเอก แต่งเด็กมีเครื่องแต่งหมดจด ถวายเป็นสิทธิขาดทีเดียวตามหลักฐานที่ได้พบว่ามีการเทศน์มหาชาติใหญ่ ๒ ครั้ง

                ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯผนวชเป็นเณรนั้น ทรงจำได้ว่าคราวเป็นเณรนั้นทรงจำได้ว่าคราวเป็นเณรได้ถวายเทศน์ ยังมีกระจาดใหญ่เป็นรูปเรือสำเภาซึ่งทำขึ้นที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสรรย์เป็นกัณฑ์เทศน์เฉพาะพระองค์ด้วย

                ในประเพณีการเทศน์มหาชาติพระนิพนธ์กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กล่าวถึงเครื่องกัณฑ์เทศน์ไว้ว่า “เครื่องกัณฑ์นั้นมักมีเครื่องสรรพอาหารผลไม้กับวัตถุปัจจัยคือเงินตราเราดีๆๆนี่และผ้าไตร อันนี้เป็นธรรมเนียมไม่ใคร่ขาดที่มีเครื่องบริขารอื่นต่างๆเพิ่มเติมอีกด้วยก็มีมากบริขารสำหรับมหาชาติที่ถือว่าถูกแบบแผนนั้น มักจัดเป็นจตุปัจจัย เสื่อสาด อาสนะและไม้กวาด เลื่อย สิ่ว ขวาน อนุโลมในเสนาสนะปัจจัย ยา และเครื่องยาต่างๆน้ำผึ้งน้ำตาล อนุโลมในคิลานะปัจจัยบริขาร”

                มีวรรณคดีสำคัญของคนไทยเรื่องหนึ่งกล่าวถึงประเพณีการเทศน์มหาชาติไว้อย่างชัดเจนที่สุดได้แก่วรรณคดีเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ซึ่งถือเป็นการบันทึกหลักฐานอันสำคัญยิ่งทางด้านวัฒนธรรมและประเพณีไทยเป็นการบันทึกความเป็นไปแบบชาวบ้านใช้ภาษาชาวบ้านซึ่งเข้าใจง่ายและมีความไพเราะด้วยรูปแบบของคำประพันธ์ที่ใช้เริ่มตั้งแต่บันทึกเกี่ยวกับช่าวเวลาในการจัดเทศน์มหาชาติ และวิธีการดำเนินการ คือ

                                “อยู่มาปีระกาสัปตศก                        ทายกในเมืองสุพรรณนั่น

                ถึงเดือนสิบจวนสารทยังขาดวัน                           คิดกันจะมีเทศน์ด้วยศรัทธา

                พระมหาชาติทั้งสิบสามกัณฑ์                              วัดป่าเลไลยนั้นวันพระหน้า

                ตาปะขาวเฒ่าแก่แซ่กันมา                                  พร้อมกันนั่งปรึกษาที่วัดนั้น”

                การปรึกษาหารือคงเริ่มตั้งแต่กำหนดวันจัดงานการจัดเตรียมสถานที่ การจัดหาเจ้าภาพ เพื่อเป็นเจ้าของกัณฑ์แต่ละกัณฑ์และการจัดเตรียมเครื่องกัณฑ์ไปร่วมกันเจ้าภาพคนอื่นๆเป็นต้น ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้

                                บ้างก็รับทศพรหิมพานต์                   บ้างก็รับเอาทานกัณฑ์นั่น

                ที่ลูกดกรับชูชกกัณฑ์กลางวัน                            ให้ยายศรีประจันกัณฑ์มัทรี

มหาราชพันชาติกัณฑ์กลางคืน                           ฟังพระหัวเราะครึกครื้นกันอึงมี่

ฉ้อกษัตริย์สงัดเงีบยเชียบดี                               ตาหมื่นศรีคนแก่แกรับไป

                นางวันรับกัณฑ์จุลพน เณรอ้นดีถนัดหัดขึ้นใหม่

                เทศน์กัณฑ์มหาพนชีต้นใจ                                ตาไทก็รับไปทันที

วนประเวศน์นั้นท่านวัดแค                                 เป็นกัณฑ์ของตาแพกับยายคลี่

                เออ!กัณฑ์หนี่งใหญ่ให้ใครดี                                ยากที่สัปปุรุษจะรับไป

                ออเออ!จริงแล้วกัณฑ์กุมาร                                ให้เจ้าขรัวหัวล้านบ้านรั้วใหญ่

                นายบุญคุ้นกันไปไวไว                                       ถึงขุนช้างยื่นให้ใบฎีกา

                จะมีพระมหาชาติสิบสามกัณฑ์                            วัดป่าเลไลยนั้นวันพระหน้า

                ตามแต่ใจหม่อมจะศรัทธา                                 พ่อขาทำบุญบ้างเป็นไร

                นางพิมศรีประจันกัณฑ์มัทรี                               กุมารยังหามีใครรับไม่

                ขุนช้างหัวร่ออ่อชอบใจ                                    ที่กัณฑ์ใหญ่ใหญ่เรายินดี

                จะคิดอะไรกับสิ้นยัง                                         ถึงสิ้นสักห้าชั่งเราเต็มใจ

                เกิดชาติใหม่ก็จะได้ไปมั่งมี                                ทำบุญอย่างนี้เราเต็มใจ

                 นายบุญยินดีรี่กลับมา                                      เผดียงพระเอาฏีกาไปส่งให้

                ครบทั้งสิบสามกัณฑ์เป็นหลั่นไป                          ชาวบ้านน้อยใหญ่ก็เตรยมการฯ

                เมื่อคณะกรรมการวัดได้บอกบุญแก่เจ้าภาพครบทั้งสิบสามกัณฑ์แล้วพอใกล้ถึงวันงานก็จัดเตรียมสถานที่ ประดับต้นกล้วย ต้นอ้อย ราชวัตร ฉัตร ธงฯลฯ เจ้าภาพที่รับกัณฑ์เทศน์แต่ละกัณฑ์ก็จะตระเตรียมเครื่องกัณฑ์ของตนด้วยความตั้งใจบางครั้งอาจดูวุ่นวายแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขในการทำบุญ ดังเนื้อความต่อไปนี้

                           ครานั้นเจ้าจอมหม่อมขุนช้าง                      น้ำใจกว้างขวางให้ฟุ้งซ่าน

                  เด็กเอ๋ยหาไม้อย่าได้นาน                                   จักสานกระจาดนั้นเตรียมไว้

                  เอาเงินตราไปหาซื้อสังเค็ด                                 บริขารเบ็ดเสร็จทั้งน้อยใหญ่

                  หาผ้าเนื้อดีมาทำไตร                                         ที่ผู้หญิงนั้นไปหาเครื่องกัณฑ์         

                  ข้าวแป้งระแนงตำทำเป็นผง                                มุกกลมขนมกงเร่งจัดสรร

                  สิ่งหนึ่งอย่าให้น้อยตั้งร้อยอัน                              อย่ากลัวเปลืองน้ำมันไปซื้อหา

                  ส้มสูกลูกไม้ใส่ของสวน                                     ให้ถี่ถ้วนถูกแพงก็ไม่ว่า

                  อย่าทำใจทมิฬเขานินทา                                     เขานับหน้าว่ากูเป็นผู้ดีฯ

                  คราวนั้นฝ่ายนางศรีประจัน                                   เรียกข้าด่าลั่นอยู่อึงมี่

                  แม่พิมพ์ช่วยแม่บ้านมาข้างนี้                                เข้ามานี่ช่วยกันทันเวลา

                 บ่าวไพร่ทำขนมประสมปั้น                                    ชุบแป้นทอดน้ำมันอยู่ฉ่าฉ่า

                 เฮ้ย!ไฟร้อนนักชักฟืนรา                                       อีคงควักตักมาว่าเกรียมดี

                 วางไว้ตามชะมดและกงเกียน                                 ฟั่นเทียนเรียงไว้อย่าให้บี้

                ขนมกรุบขนมกรอบเห็นทีชอบที                               คลุกน้ำตาลพริบพรีใส่ทีไว้

                 ข้าวเม่ากวนแป้งนวลชุบทอด                                  เอาไม้แยงหลอดใส่ยอดไข่

                มะพร้าวน้ำตาลหวานไส้ใน                                      สุกแทงขึ้นไว้อ้ายลูกโคก

                บ้างควักแป้งแบ่งปันช่วยกันหวา                                ฝูงเข้าอึงมี่ดังมีโขน

                ศรีประจันเร่งรัดร้องตะโกน                                      ค่อยส่งมาอย่าโยนจะยับไปฯ

       การเทศน์มหาชาตินั้นจะเริ่มกันตั้งแต่เวลาเช้าในกัณฑ์ทศพรนั้นมักจะนิมนต์สมภารเจ้าอาวาสเป็นผู้เทศน์เอาฤกษ์เสียก่อนจะว่าเป็นการเทศน์ต้อนรับญาติโยมที่มีศรัทธามาทำบุญที่วัดก็เป็นได้และมักจะลงท้ายด้วยนครกัณฑ์เพื่อส่งญาติโยมอีกเช่นกันเจ้าภาพกัณฑ์ทศพรจึงต้องตระเตรียมเครื่องกัณฑ์ขนมาที่วัดตั้งแต่เช้ามืด

                                ครานั้นเจ้ากัณฑ์ทศพร                                       ลุกขึ้นตื่นนอนแต่ก่อนไก่

                ขนของเครื่องกัณฑ์สนั่นไป                                                 ถึงวัดป่าเลไลยได้อรุณ

                เครื่องกัณฑ์ตั้งพานในการเปรียญ                                        จุดธูปเทียนไหว้พระอยู่กรุ่นกรุ่น

                ชีต้นให้ศีลบอกส่วนบุญ                                                     แล้วว่าจุณณียบทบาลีไป

ทศพร หิมพานต์ทานกัณฑ์                                             จบพลันกัณฑ์หลังขึ้นตั้งใหม่

                ถึงกัณฑ์มหาพนชีต้นใจ                                                     จบแล้วเธอก็ไปกุฏีพลันฯ

        เมื่อพระขึ้นธรรมมาสน์เทศน์หรือเมื่อเทศน์จบลงจากธรรมาสน์ ก็จะมีปี่พาทย์รับ ต้องใช้วงปี่พาทย์ เพราะเพลงบรรเลงล้วนเป็นเพลงหน้าพาทย์ทั้งนั้นจำเป็นต้องใช้ตะโพน กลอง เป็นเครื่องเคาะจังหวะ

           เพลงหน้าพาทย์เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบอากัปกิริยาของตัวโขนละคร เช่นเวลาจะไปไหนมาไหนก็มีเพลงเชิด จะร้องไห้เศร้าโศกก็มีเพลงโอด จะแปลงตัวก็มีเพลงตระนิมิตจะนอนก็มีเพลงตระนอน ตัวละครสำคัญจะเดินทางใกล้ก็เสมอ เช่น เสมอมาร เสมอตีนนกเสมอเถร ถ้าพระขึ้นธรรมาสน์เทศน์ต้องใช้เพลงสาธุการ เพื่อบบูชาพระรัตนตรัยและอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงมายังโรงพิธีเพื่อฟังพรธรรมเทศนาและเมื่อเทศน์จบต้องบรรเลงเพลงประจำกัณฑ์ตามจุดเด่นแห่งท้องเรื่องของกัณฑ์นั้นๆซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงประทานไว้ครบ ๑๓ กัณฑ์ คือ

๑. กัณฑ์ทศพร (๑๙  พระคาถา) เพลงสาธุการพระนางผสุดีพระมเหสีพระอินทร์ขอพร ๑๐ ประการ

๒. กัณฑ์หิมพานต์ (๑๓๔  พระคาถา) เพลงตวงพระธาตุโทณพราหมณ์เอาทะนานตวงพระธาตุแจกจ่ายกษัตริย์ เป็นเพลงฉิ่ง บรรเลงโดยใช้ตะโพน กลองประกอบจังหวะ จุดเด่นของกัณฑ์อยู่ที่การประทานช้างปัจจัยนาเคนทร์

๓. ทานกัณฑ์ (๒๐๙  พระคาถา) เพลงพยาโศกพระนางผสุดีเข้าไปกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษก็ไม่โปรดให้ พระนางและพระสนมคร่ำครวญ

๔. กัณฑ์วนประเวศน์ (๕๗ พระคาถา) เพลงพญาเดิน สี่กษัตริย์เสร็จดำเนินไปเขาวงกต

๕. กัณฑ์ชูชก (๗๙ พระคาถา)เพลงเซ่นเหล้า ใช้ประกอบอากัปกิริยากินเลี้ยงและมีการดื่มสุราเมามายหรืออาการเดินโซเซของภูตผีปีศาจจำพวกเปรต บางทีใช้ค้างคาวกินกล้วย

๖. กัณฑ์จุลพน (๓๕ พระคาถา)เพลงรัวสามลา หรือคุกพาทย์ ใช้ประกอบการแผลงฤทธิ์หรือการพิลึกพิลั่นต่างๆ

๗. กัณฑ์มหาพน (๘๐ พระคาถา)เพลงเชิดกลอง พระอัจจุตฤาษีชี้ทางให้ชูชกเดินทาง

๙. กัณฑ์มัทรี (๙๐ พระคาถา)เพลงทยอยโอด พระนางมัทรีตามหาสองกุมารจนสลบลง

๑๐. กัณฑ์สักกบรรพ (๔๓พระคาถา) เพลงกลม ประกอบการเหาะของพระอินทร์

๑๑. กัณฑ์มหาราช (๖๙พระคาถา) เพลงกราวนอก การยกทัพของฝ่ายมนุษย์

๑๒. กัณฑ์ฉกษัตริย์ (๓๖ พระคาถา) เพลงตระนอนหกษัตริย์พบกันทรงพระกันแสงจนสลบไปทั้งหมด

๑๓. นครกัณฑ์  (๔๘ พระคาถา) เพลงทะแยกลองโยน ใช้เปิงมารประกอบจังหวะเป็นเสียง เปิง – พรวด

      เมื่อสิ้นสุดงาน หากไม่มีวานอื่นๆอีก ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงกราวกรำต่อเป็นการอนุโมทนาบุญแก่ผู้ที่มาร่วมในการกุศลพระภิกษุสวดยถาสัพพีแล้วเป็นอันเสร็จสิ้นงาน

        จะเห็นได้ว่าพิธีกรรมพิธีการงานมหาชาตินั้นมีเป็นขั้นตอนเช่นต้องจัดสถานที่ ต้องมีคนไปนิมนต์พระ ต้องหาปี่พาทย์ ไม่เหมือนงานเทศน์ทั่วไปงานเทศน์ทั่วไปมีธรรมาสน์เทศน์ก็เทศน์ได้แล้วแต่เทศน์มหาชาติต้องมีธรรมเนียมปฏิบัติมากมายดังในเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นพระที่จะเทศน์แต่โบราณ ทายกผู้นิมนต์ก็ต้องคัดสรรมาตามความถนัดของท่านว่าท่านถนัดหรือมีความชำนาญในกัณฑ์ไหน สมัยก่อนกว่าจะหาพระเทศน์ได้ครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ผู้นิมนต์ก็ต้องใช้เวลากันนานพอสมควรเพราะทำนองเทศน์ของแต่ละกัณฑ์นั้นว่าไม่เหมือนกันคนฟังก็ต้องตั้งข้อสังเกตดูว่าเสียงที่ร้อง ทำนองที่ให้ ภาษาที่ใช้ถูกต้องหรือเปล่าทำนองมหาชาติแต่ละกัณฑ์มีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับความแตกต่างของเพลงหน้าพาทย์ทั้ง๑๓ เพลงในแต่ละกัณฑ์ ให้ลองตั้งข้อสังเกตกันดู ในแหล่ประวัติมหาชาติที่ว่าเกี่ยวกับทำนองของแต่ละกัณฑ์มีดังนี้

                     “ทั้งสิบสามกัณฑ์ สืบสานทำนอง                               สำเนียงเสียงร้อง ให้เดินสามสาย

              อักษรสามหมู่ควบคู่กันไป                                               แต่ทำนองใน นั้นว่าต่างกัน

              เสียงเล็กเสียงใหญ่จัดไว้เป็นหมู่                                        กลอนคี่กลอนคู่ อุโฆษขาน

               ฟังแล้วสำเริงเกิดความสำราญ                                         เสียงอ่อนเสียงหวาน ร้องไห้มีฮา”

                เมื่อฟังเสียงร้องทำนองที่ให้ ภาษาที่ใช้ว่าถูกต้องดีแล้วก็หันมาคิดถึงสารธรรมที่จะได้เทศน์มหาชาติมีธรรมะสาระมากมาย  มีศีล มีทาน  การบูชาและหน้าที่  คนไทยฟังกันแล้วก็เก็บเอาตัวอย่างในทางที่ดีนำไปประพฤติและปฏิบัติกัน  เช่น

                                “อันที่จริง  เรื่องเวสสันดร                                 ทุกวรรคทุกตอน  ในเนื้อหา

                มีศีลมีทาน  การบูชา                                                       ฟังแล้วก็น่า  ระทึกใจ

                มีทั้งพ่อแท้  แม่ที่ถูก                                                       หน้าที่ของลูก  จะเป็นไฉน

                มีทั้งผัวดี  มิดีอย่างไร                                                      ภรรยาเขาจึงได้  ปฏิบัติบูชา

                แต่ว่าเมียดี  เขาคงมีอะไร                                                ผัวจึงมอบให้  สมบัติห้า

                ฟ้าแล้วจะเห็นเรื่องเป็นมา                                                ในเรื่องพระยา  เวสสันดร”

                ครั้นฟังมาถึงตอนท้าย  นอกจากจะรู้ว่ามหาชาติ  มีทำนอง มีธรรมะแล้ว  ก็จะได้เห็นประเพณี  เรียกว่าถ้าฟังเทศน์มหาชาติจนครบ ๑๓ กัณฑ์หนึ่งพันพระคาถาแล้ว สิ่งที่เรารู้ก็คือมหาชาติ มีทำนอง  มีธรรมะ  และมีประเพณี ดังตัวอย่างของแหล่ตอนท้ายที่ว่า

                                “เท่าที่ทายก  และท่านสมภาร                          ได้จัดงาน  ให้มีเทศน์นี้

                ก็เพื่อฟื้นฟู  ประเพณี                                                      ให้คงที่  เหมือนอย่างเดิม

                คุณโยมที่ไป  นิมนต์ฉันไซร้                                             ช่างมีใจ  ช่วยส่งช่วยเสริม

                หลายคนหลายแรง  ช่วยริเริ่ม                                           ช่วยส่งเสริม  ประเพณี

                คุณโยมที่เป็น  เจ้าของกัณฑ์                                             มาร่วมงาน  สามัคคี

                นิมนต์หลวงน้า  หลวงอาหลวงพี่                                        มาเทศน์วันนี้  ด้วยจิตศรัทธา

“เทศน์มหาชาติจะอยู่ได้ต้องอาศัยเราทุกคนช่วยกันรักษา”

กัณฑ์สังกาสหลวง

กัณฑ์สังกาสหลวง

1024

               

ศรีศรีสิทธิพระพรสุมังคละอาคมพรหมวิหาร  ศรีสถานดวงวิเศษ เป็นเหตุเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายได้ตั้งอยู่สุขกระเสริมเติม คลองพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแห่งเฮา อันได้สร้างโพธิสมภาร นานมาเป็นประทัดเพื่อให้จักได้เลียงลัดตัดผญาสัพพญุตตะญาณการเป็นพระศรีทะสะ นะขะสะโมธาน ถวายน้อมนมัสการแก่พุทธะบัวระบาท  โอกาศสุกกะวิสัย กุสละไมตรี จงมีแก่นาคครุฑ มนุสฺสา กุมภัณฑ์  คันธพยักข์  อารักขา เทพดา สุราสุรินทร์  อินทร์พรหมยมราชาธิปติราชคนฝูงฉลาดนักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย จงฮ่ำเพิงหาหิตะนุหิตาประโยชน์  แก่ตนแลท่าน อย่าได้ขาด อย่าได้ประมาทจงตั้งใจฟังยังมหาสังกาสอันจักกาดยังปวระพุทธศาสนานานมีประมาณ ว่าได้ 5000 วัสสาแล ด้วยแท้พระพุทธเจ้าแหงเฮานี้ได้ละสังขาระธรรมแล้วแลบ่ฮู้เฒ่าบ่ฮู้เข้าพยาธิ แลบ่ฮู้ตาย บ่ฮู้เกิดตั้งกำเนิดในวัฏฏะสงสารเมื่อภายลุนเลยด้วยแท้ พระพุทธเจ้าแห่งเฮานี้ ได้สร้างโพธิสมภาร เสี้ยงกาละเหิงนานมีประมาณได้ 4 อสงไขย์ปลายแสนมหากัปป ผิดจักนับแต่เจ้าได้ลัทธะพยากรณ์แต่พระพุทธะบัวระบาท แห่งพระนอระราชทีปังกรเมื่อเจ้าได้เป็นรัสสีสุเมธรเจ้าจงได้เสวยศรีสมบัติใน บังคับผาสาทราชมณเฑียร มีประมาณว่าได้ 16 ขวบเข้าเจ้าจึ่งได้สืบราชศรีสมบัติเป็นเจ้ากษัตริย์แทนพ่อ นานประมาณว่าได้29 ปีสาวศรีนางนักสนม 6 หมื่นหน้าชื่นช้อยโสภามีนางยสุนทราพิมพาเป็นเค้า เจ้าจึ่งหลิงเห็นยังนางหนุ่มเหง้านักสนมบางพร่องนอนเปลือยตนเหยือยผมอยู่พี พาก บางพร่องนอนเบี้ยวปากแลขบฟัน เจ้าก็ยินอัศจรรย์ใจเจ้าอยู่บ่ปากบางพร่องนอนหยิ่งแข่วแลน้ำลายเหือยบาง พร่องนอนเปือยตนแลกายเนื้อ เจ้าก็คิดอ่วยเอื้อยินหน่ายสงสาร ในขันธะสันดานอยู่จีแจ้วๆ พระตนแก้วจึ่งหลิงเห็นยังคนทั้งหลายอันตายแลอันเฒ่าอันเข้าพระยาธิจิตตุบาท แลชรา จึ่งกล่าวว่า โอนอ สงสารนี้ตั้งเป็นอนาวาสบ่ห่อนคาดจากคำเฒ่าแลคำตายนอควรที่กูหนีไปขวนขวายหา ยังผญาสัพพญุตตะญาณดวงหยิ่งจึงควรแลด้วยแท้เจ้าคณิงในใจดั่งนี้แล้วเจ้าก็ จึ่งไลละปะเสียยังลูกแลเมียฮักอัคคะวอระราชมารดาบิดาแห่งตนเสียแล้วเจ้าจึ่ง เสด็จออกไปสถิตแทบประตูบังคับผาสาทแก้วแล้ว  เจ้าจึ่งอาณัติยังฉันนอามาตย์  ให้ไปห้างม้าแล้วยังม้าแก้ววอระคัณฐักมีฉันนะอามาตย์เป็นวระสหาย มีหมู่เทพนิกายทั้งหลาย อันมาแต่หมื่นโลกธาตุ พร้อมทุกภาคจักกาฬอันมีหมู่เทวดาทั้งหลายก็จึ่งมาฮับ จับโจมเอาแล้วยังตีนม้าแก้ววระคัณฐัก เจ้าจึงเสด็จลีลาคาพรากจากเมืองแก้วกบิลพัสด์บุรี เสี้ยงราตรีคืนฮุ่ง  ม้าแก้วพรุ่งผานผาย  ฝูงหมู่เทพนิกายทั้งหลายมาแห่แต่ทุกก้ามบุรีหนีไปบูชาแทบหริ่งน้ำอโนมานที พุ้นแล น้อยหนึ่งบ่มีนาน พระยามารก็จึ่งขึ้นขี่ช้างเมฆคะลามาอยู่ต่อหน้าจึ่งกล่าวว่าสิทฺธตฺถ ดูราเจ้าสิทธารถเอย เจ้ากูจงคืนเมือเสวยราชแทนเมืองพระบุญเฮืองตนพ่อท้อน้า ยังบ่นานประมาณว่าได้ 7 วันแล้วกรงจักรแก้วก็จักเกิดมาหาแลนา แต่นั้นเจ้าก็บ่อาลัยเจ้าจึ่งขี่ม้าไปสู่แม่น้ำอโนมานทีพุ้นแลแต่นั้นเจ้า จึงสถิตเหนือกองทรายอันดีวิเศษ แล้วถอดคันไซด้ามแก้วออกแล้วด้วยบารมีธรรมดวงหยิ่งฉินฺทิตฺวา เจ้าจึ่งตัดยังเกษเกล้าเกสีโมลี ชัดขึ้นเหนืออากาศด้วยราชอธิษฐานว่า ผิว่ากูออกบวชจักได้เป็นพระเจ้าแท้ขอให้เกษเกล้าแห่งกูอย่าได้ตกลงมาแทบแผ่น ดินจงบินบนอยู่เหนืออากาศ เมื่อนั้น  บั้นพระยาอินทาธิราชตนเป็นผัวนางน้อยนาถสุชาดาก็เอาหัวทูลกระอูบแก้ว ฮับเอาแล้วนำเมือฐาปนาตั้งไว้เหนืออากาศในชั้นฟ้าลาดตาวตึสาก็ปรากฏมาชื่อ ว่าธาตุเกษแก้วจุลลมณีก็มีมาเท่ากาละบัดนี้ด้วยแท้พระพุทธเจ้าแห่งเฮานี้ ทรงผนวชนานประมาณว่าได้ 6 วัสสาแล้วพระตนแก้วจึ่งเสด็จขึ้นสู่ข่วงศรีมหาโพธิ์แท่นแก้ว อันสูงได้ 18 ศอก เจ้าก็จึ่งอ่วยหน้าฮ่อต่อหนบัวระพาภาวนาอยู่เหนือแท่นแก้วพุ้นชะแลแต่นั้น น้อยหนึ่งบ่มีนาน พระยามารก็จึ่งไช้ลูกสาวมาลวงทั้งสามสาวอันงามชะแล้ม ๆ สองฝ่ายแก้มคือดั่งผิดคำจำให้นางทั้งหลายมากระทำมายาต้านต่อยิกคิ้วห่อเนือง นันเสียงจากันพีพาก เล่นหลายหลากมายา เอิ้นปากจาเชิ่งชู้ ตู่เตื้ออู่เอื้อกวยแขนอัศจรรย์เสียงหัวนันอะเห่ย  ปากจื้นเจ้ยเสียงเคลือ จับเจือกันจ่องนิ้ว ยิกคิ้วฟาดอยู่ลีลาเอิ้นปากจาอยู่จีแจ้ว ๆ ว่าพระยอดแก้วองอาจพระพุทโธเอย  สามิโกจอมมิ่งเจ้าก็บ่ต้านจักสิ่งจาดอมภริยาน้องแก้วบัดนี้พระผ่านแผ้วจอม ศรีเจ้าก็บ่มีอาลัยไมตรีฮักฮ่อ ก็บ่เตื้องต่อต้านการหมู่สงสารดอมอิตถีมารมากระทำมายาอาการต่อยิกคิ้วห่อ เนืองนันเพื่ออยากให้สัพพัญญูมีใจกระสันดอมตนสุทธะหยิ่งเมื่อนั้นบั้น สัพพัญญูเจ้าก็จึ่งกระทำกัตตุการแย้มหัวสะหน่อแล้วพระตนแก้วก็จึ่งกล่าวว่า ดูราอิตถียิงนี้เอยสูนี้ตั้งหากแม่นเชื้อชาติพระยามารแท้น้อมากระทำมายา อาการต้านต่อยิกคิ้วฮ่อเนืองนัน มีจิตกระสันดอมกูสุทธะหยิ่ง เพื่อว่าอยากได้องค์กูพระคถาคตะเมื่อเป็นผัวแก้วแทบเนื้อเทียมนอนสูแท้อันชะ ลือแต่นั้น บั้นพระภูธรกล่าวแล้วเจ้าก็ถ่มน้ำลายไปพีพาก ๆ เมื่อนั้นบั้นนางทั้งหลายลวดนั่งอยู่บ่ปากก้มหน้าหากละอายเลยกับกลายหายเป็น ย่าเฒ่าโฉมโชเศร้าชราการ เนื้อหนังยานดูกหลั่น ตีนมือปั่นไปมากก็จึงคืนเมือ หาพระยามารตนพ่อ ผู้มีใจหม่อบ่ทันพิจารณา  มีแต่ใจโกธากริ้วโกรธอยู่จีแจ้ว ๆก็จึ่งขึ้นขี่ช้างแก้วเมฆคะลา ผันผายมาลีหล่ายงวงบ่ายเบื้องอยู่ลีลัน ๆ เสียงสะทันนันหมี่ก้องงาช้างช้องสนสวน เต็มสถานข่วงเขตบางพร่องกับเพศเผี้ยงให้เป็นลัวบางพร่องฮวยคาถาให้เป็นม้า บางพร่องตบพกผ้าให้เป็นกวางแลเสือสางชองช่อ บีบติดต่อนังเนืองบางพร่องบังเกิดเป็นตาวเฮืองดาบเกล้า บางพร่องอ้าปากปิ้นแลบลิ้นออกขี่ตางลัว ทัว ๆแขนช้องช่อ บางพร่องแลบลิ้นต่อตามกัน เสียงนันเนืองทุกแห่งแก้ว ๆ แก่งกวยยิงบางพร่องบู๋ดำดินออกมาลี่หล่าย บางพร่องกดแก่งม้าวแลตาวแวง จาเสียงแข็งปากฮ้าย ล่าย  ๆ มืดมัวบนสน ๆ ลัวทั้งช้างว่าจักมาแป่ม่างเอ่าแท่นแก้วพระพุทโธ  สักโกเทวราชฝูงหมู่ท้าวมาดฟ้าแลอินทร์พรหม สนๆหนีลีหล้าวฝูงหมู่เทพท้าวลีลาหนี ทั้งนาคีแลครุฑนาคชะพาดพร้อมอนิจจัง  ก็บ่เหลียวหลังฮ่อแต่นั้นยังมีแต่พระพุทโธแก่นไท้ ไจ้ๆ ต่อบารมี อันเป็นดวงดีศรีดาบกล้าฟันแทงข้าฝูงหมู่พลมาร บ่มีนานแผ่นพื้นธรณี อันเป็นสักขีแท่นแก้ว อันได้ให้แล้วแต่ภายหลังอเนกชาติสํสารํ อันทำมาทุกชาติแก่พระมุนีศรีรัตนะตนแก้วโคดมบรมนาถพระชินะศาสดาฝูงหมู่บารมี 30 ดวงอันประเสริฐเกิดพร้อมทำมาปัญญาปารมีวัดแวดล้อม อฏิษฐานะบารมี อ้อมระวังดี  สีลบารมีเป็นหอกดาบเมตตาบารมี ผาบเป็นปืน เนกขัมบารมี ยืนตั้งต่อ    อุเปกขาบารมีก่อเป็นเวียง ทานบารมีเวียนระวังเป็นต้าย ขันตีบารมีกายเกิดเป็นหน้าไม้แลปืนไฟ  วิริยะปารมียายยังไปทุกแห่ง แกว่ง ๆ กวยยิง ถืกหัวมารทะลายเป็นเฝื่องฝูงบ่าวเบื้องก้ามฝ่ายผีมารทั้งผีสางฟ่ายเพทุกทีป บีปพ่ายพังหนี ธรณีควรอัศจรรย์ เขาสุเมรุผันอยู่คีค้วงๆน้ำสมุทรกว้างแตกตีฟองระนองระนอก บังเกิดเป็นเข้าตอกดอกไม้บูชาบังเกิดเป็นบุบผาบัวบานจีจุ่มจ่อ น้อยหนึ่งบานแบ่งสร้อยสังวาฬ  เต็มสถานเดียระดาษ ถวายบูชาพระบาทไท้ภูบาลแต่นั้นบ่มีนาน ปางเมื่อพระยามารมาเร็วเอาแท่นแก้วสัพพัญญูเป็นดั่งแผ่นธรณีหลวงจักผ่าพื้น เป็นสอง อันหนึ่งเป็นเสียงขวานฟ้าผ่าลงมาเสียงดังนันคีคื่น  นางธรณีตื่นเฮฮน  สนระวนใจคลีคล้อย ๆนางนาถน้อยสร้อยศรีธรีเจ้าจึงออกมาขอดมวยเกล้าเกษเกษี เป็นนทีไหลนองทีทาด ๆ  ช้างก้มขากระชัง งาสักดินก้นถั่งนทีดั่งฝันผายท่อพายหักทับท่าว พระยามารอ่านยินกลัว มือทูนหัวอยู่คลีคล้อย ๆ ก้มขาบไว้ประนมกร ยอมือแป๋ะวางคิ้วแทบเกษ เกษาถวายบูชาขาบไหว้พระแก่นไท้อนิจจัง ว่าพระพุทธังเอย ผายโผดข้าน้อยขออนุญาตโทษแท้ดีหลีแต่นั้น บั้นสัพพญูเจ้าก็บ่กลัวเกรงสังสักหยาดคือดังไกศรสีหราชตั้งอินทรีย์ พระก็นึกถึงเถิงบารมีธรรมเจ้าอยู่จีแจ้ว ๆเจ้าจึงได้เลียงลัดตัดผญาสัพพะญุตตญาณการเป็นพระ อฎฺฐงฺค เต สุริเยในเมื่อสายสุริยะตกต่ำพร้อมแพร่ฝูงหมู่พลมาร คือดังเสียงกระดานหลวงดังคลีคลึกคลีคลื่นพิลึกตื่นหนหวย ก็เอากันนองภายนอก มาอยู่อ้อมขอบจักกวาฬ  ในสถานอันนอกตั้งอยู่ขอบเขายุคันธรเพื่อว่าหาจักอุปมาบ่ได้ พระยอดไท้ตนบุญ  ในเมื่อสายอรุณพุ่งออกมาแล้วพระตนแก้วจึงได้เลียงลัดตัดผญาสัพพญุตตญาณ อัน เถิงนิรพานธรรมเจ้าอันบ่ฮู้เฒ่าบ่ฮู้เข้าพยาธิแลบ่ฮู้ตายบ่ฮู้เกิด บ่ฮู้ตั้งกำเนินในวัฏฏะสงสารเมื่อภายลุนเลยสิทธิสวัสดีสุรไมตรีจงมีแก่นาค ครุทมนุสสะกุมภัณฑ์คันธยักข์อารักขาเทพดา  สุราสุริน อินพรหม มหาราชาธิปติราชกับทั้งนางน้อยนาถราชธีตาเมฆลาเป็นเค้า เป็นเจ้าแก่ทั้งหลาย จึงโมทนาอ่อนน้อมทุกพร่ำพร้อมธรณีทั้งโลกีแลเถื่อนถ้องทุกทั่วท้องอ้อมขอบ จักกวาฬกับทังภูมิสถานที่นี้เป็นเค้าเป็นเหง้าแก่ทั้งหลายก็จึงมาโมทนา สาธุการอย่าได้ขาดแก่พระมุนีศรีรัตนมหาโคดมบรมนาถ พระชินศาสดามหาติโลกาจารย์ญาณสัพพัญญูเจ้าด้วยแท้สัพพัญญูเจ้าแห่งเฮา นี้      โผดปัณณสัตว์ทั้งหลายมีประมาณ 6 ล้านโกฏิปลายแสนโกฏิตัวสัตว์ทั้งหลายก็เป็นธรรมดาจารีตแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง หลายแต่ในกาละเมื่อก่อนพุ้น  สู่อันแล ด้วยแท้พระพุทธเจ้าแห่งเฮานี้โผดปัณณสัตว์ทั้งหลายบ่พอประทัดโดย ดั่งสัพพัญญูเจ้าล่วงไปเมื่อก่อน ก็จึงตั้งไว้ยังพระปวระพุทธศาสนานานประมาณ ว่าได้  5 พันวัสสาแล พระก็เยื่องโคมไต้ให้ฮุ่งเห็นหนทางแก่ปัณณสัตว์ทั้งหลาย พระก็ นำเอามายังรสธรรมเทศนาคือว่าโคมไฟไต้เบื้องประเสริฐ  เพื่อว่าให้สัตว์ทั้งหลายได้เมือเกิดในเมืองแก้วเลิศ     นีรพาน เจ้าก็ทรมานสั่งสอนสัตว์นิกรนานประมาณว่าได้  45 วัสสาแล้วพระตนแก้วจึ่งหลิงเห็นคนทั้งหลายอันข้องคาอยู่ในวัฏฏะสงสาร อันมีอาการแสนโศรกโทมนัสทุกข์ยากลำบากหนักหนาคือขันข์ทั้ง 5 แลโรคาอายตนะธาตุจิตตะมรณาตแล้วลวดเอาปฏิสนธิกำเนิดเกิดมาเป็นคนชราการเถิง ตนถ่อยเฒ่าโฉมโศรกเศร้าชราการเนื้อหนังยานดูกหลั่น ตีนมือสั่นไปมา มีทั้งหูหน้าตาหลงพงพาดพยาธิฮ้ายมีวิสัยแสนสิ่ง ไข่ขอดขึ้นผิวไฟ มีทั้งหืดสะไลไอสะหม่อง คอขดคล่อมก้มเป็นเวทนา แม่นว่าแสนเยียวยาก็บ่มีได้ แสนฮ้องให้ก็หากแควนดายแลนา แสนหนหวยน้ำตาไหลขี้มูกย้อยคล้อย ๆ ฮ่ำเฮฮน แม่นว่าแสนตีอกตีทวงก็บ่ห่อนคืนมาได้ ละคาบไว้เป็นหากลำบากดูดายหายชีวิตจิตวิญญาณ การมรเณตก็บ่ฮู้จักเหตุอันฮ้ายแล อันดีอันนี้ก็หากเป็นทุกข์ในวัฏฏะสงสารหลายหลาก อัน 1 นั้น 2หากฮักหากมักกันแล้ว เล่ามาอยู่พรากข้างเป็น 2 เป็นคลองทุกข์อันล้ำหยิ่ง ในห้องโลกโลกาการยากให้สะอื้นพรากจากคำฮักกันนั้น ก็บ่พรรณาได้ แม่นว่าแสนฮ้องไห้ฮ่ำเฮฮน สนลนตาเหลือกค้างตีนมือด่างขดโขทั้งตนโตแลเนื้อทุกข์อยู่เฮื้อสงสาร บ่มีสุขสำราญสักหยาด แม่นว่ามรณาตเมี้ยนเสี้ยงเขตอิทรีย์ตายเป็นผีเน่านูมเนื้อ ทุกข์เฮื้อสงสาร บ่มีนานเปื้องเป้งนิททะเหน่งเนานอนสาระมรณ์คอน ๆ ใจจักขาดไปช้อย ๆ ขี้มูกย้อยทังเหื่อหลามไหล  เสโท เม โท ไคเนืองเนต เสด็ดพุ้งขึ้นอือทือ ตีนมือแข็งกระด้าง   ค่าง ๆงั้งหลั่งไหล โมโหแลหูหิ้วหน้าหิ้วและตาหลุบ ทังคางหยุดแลแปลปั่น อกแค้นคลั่งเฮฮน พระทศพลแลเห็นแล้วพระตนแก้วจึงเสด็จเข้าสู่เขตเมืองแก้วกล่าวคืออมุตตะมหา นครนีรพาน เจ้าก็ทอดตนนอนเหนืออมระมัญจัง ในระหว่งไม้ฮัง 2 ต้นอันดีวิเศษ อันมีในประเทศเขตเมืองแก้วกุสินาราเจ้าก็จึงต้านจารจากับดอมมหาอานนท์ตนเป็น ลูกศิษย์แก้วแห่งตนว่า อนนฺทดูราอานนท์เจ้าอย่าได้จงใจแวนประมาทชาติห้องโลกีย์สัตว์ทั้งหลายเกิดมา ลางเทื่อมีลางเทื่อไฮ้ ลางเทื่อได้มาแล้วช้ำผัดเหล่าพลอยเสียเป็นผัวเมียกันอย่างได้เพิ่งใจเชื่อ ลางเทื่อนั้นเขาเบื่อใจชังด้วยโลภะโทสะโมหะจับจ่องบ่มีส่องเห็นอันฮ้ายมาถืก ตนแลนาเจ้าก็ท่อฮู้ขวนขวายเอาสัตว์ทั้งหลาย ข้ามย่านน้ำกว้างกล่าวคือวัฏฏะสงสาร   อันเห็นดั่งกูพระตถาคตนี้  ก็หาบ่ได้มีเลย อานนฺท  ดูราอานนท์เอย ในเมื่อกูพระตถาคตนีรพานไปแล้วนั้น  ท่อยังจักตั้งไว้ยังกองแก้วอันได้ 8 หมื่น 4 พันขันธ์ไว้ให้เป็นครูสั่งสอนแก่ปัณณสัตว์ทั้งหลาย เมื่อภายช้อยพุ้นชะแล อานนฺทดูราอานนท์เอย เมื่อศาสนากูพระตถาคตล่วงไปได้ 5  ฮ้อยวัสสาหากภิขุณีสงฆ์อันจักทรงจตุปาริสุทธิศีล  ตามระบินพุทธวาสตั้งเป็นบาทวินัย ก็หาบ่มีได้เลย ในเมื่อศาสนากูพระตถาคตล่วงไปได้พันวัสสาหาอรหันตาขีณาสาวกเจ้าตนประเสริฐ อันได้ให้บังเกิดยังอภิญญาณฌาณนิโรธโผดสัตว์นิกรนั้นก็หาบ่ได้เลยในเมื่อ ศาสนากูพระตถาคตล่วงไปได้ 2 พันวัสสา หาภิกขุสงฆ์  ตนจักทรงไตรปิฎกอันเป็นคำสอนพุทธวาส ตั้งเป็นบาทวินัยให้จบนั้น ก็หาบ่มีได้เลยในเมื่อศาสนากูพระตถาคตล่วงไปได้ 3 พันวัสสา หาภิกขุสงฆ์อันจักลงมาประสุมชุมชุมกันให้ถ้วน 4 ให้ฮู้ที่แจ้งว่าสังฆกรรมมีต้นว่าอุโบสถให้ผากฎว่าจตุตถะสีปัณณะรัสสี สามัคคีนั้นก็หาบ่ได้ ในเมื่อศาสนากูพระตถาคตล่วงไปได้ 4พันวัสสา หาภิกขุสงฆ์อันทรงไว้ยังไตรจีวรผ้าสังฆาผืนพิเศษเป็นคุณอติเรก อเนกกะโยคา ตามบุพพาจารย์เจ้านั้นก็หาบ่ได้ อานนฺทดูราอานนท์เอย ในเมื่อศาสนากูพระตคาถาล่วงไปได้ 5 พันวัสสา  มาตว่าบุคคละผู้ใด ได้ผ้าเหลืองน้อย ๆห้อยบ่าคั่วไปมา คนทั้งหลายเขาก็สมมติว่าบุคคลผู้นั้นเป็นภิกขุภาวะก็มีในกาละเมื่อนั้นแล ด้วยแท้ศาสนาพระตถาคตะก็โคมรพจบอยู่  5  พันวัสสาผิจักสังขยาเป็นเดือนได้  6 หมื่น ก็บ่มีคา ผิจักจากเป็นศีลน้อย ได้สองแสน 4 หมื่นก็บ่มีแผก ผิจักแจกเป็นวันอุโลสถได้สองแสน 4 หมื่น วันอุโบสถผิว่าจักกดเป็นฤดูได้หมื่น 5 พันฤดูมาปูเป็นประทัดผิว่าจักจัดเป็นวัน ได้ล้านแปดแสนวัน ผิดจักปันเป็นยาม ได้ 2ตื้อปลายแปดล้าน 8 แสนยามชะแลด้วยแท้ผิจักให้หมดศาสนาพระตถาคตก็จักหมดไปในปีชวดมุสิกะไทยยะ ภาษาว่าปีไจ้กดเข้าในคิมหันตะฤดูเดือน6 เพ็ญ วันพุธบริสุทธิ์มื้อเต้ายี่มีในนักขัตตะกฤษ์หน่วยชื่อว่าวิสาขายามแถใกล้ ฮุ่งพรุ่งเห็นหน้าอรุโณทัยไขรัศมีพีผ่าย ใสงามดูสะอาดแต่นั้นสัพพะสาริกธาตุเจ้าทั้งหลาย อันยายยังอยู่ทุกหมู่ไม้ไพรพะนอมจอมเข้าหิมะเวสทุกเขตด้าวกู่สังฆาทั้งมหา สุมทรอันเป็นที่อยู่แหง่ผีเชื้อน้ำแลผีเชื้อบก  นาคะภิพบตะหลบเมืองแมนแดนสวรรค์ก็มีแล  พระสารีริกะธาตุเจ้าทั้งหลายจึงเสด็จเข้ามาประสุมชุมนุมกันเหมือนดั่งพระ สุริยะเพศเสด็จย้ายหย่างลีลาขึ้นเหนือแท่นแก้ว แทบเค้าไม้ศรีมหาโพธิ์แล้วก็กลับพะแนงเช้งตะเกิงพระกายงาม 18 ศอกพระก็เล่งเปล่งออกยังรัศมี แต่ปฐเภณีพุ่งขึ้นเถิงอกนิฏฐพรหมพุ้นชะแล  ภายลุ่มทั่วพื้นน้ำมหาสมุทร นิลุทธะปัพพะตามีวัณณะวัณณา  วัคคะวัคคา ยามมะยามมาวระวราหลายหลากเหมือนโอภาสรัศมีผายแผ่ล้อม รัศมีล้อมระวังเวียน รัศมีมีเลียนทุกแห่งรัศมีแบ่งไปไกล ยังเล่ามาระวังระไวเวียนคอบ บ่ฮู้กี่ฮ้อยฮอบตนพระองค์  รัศมีทรงยียับยีหยั่ง  เป็นดั่งน้ำคั่งใส่ไตคำ ทันทีเขียวก็เขียวยียับๆ เหมือนดั่งปลีกแมงคับเหลื่อมยีเยืองทันทีเหลืองก็เหลืองหลายหลากคือดั่ง ไกรศรดอกมูลนาถน้อยสร้อยสุระภี จำปาปีกรรณิกาก้านเกษ บานพวงเพดอะโนชา ทันทีขาวก็ขาวดีสุทธะหยิ่ง พรรณเพี่ยงสิ่งสังขารคือดั่ง บุชชะบัวบานผิวผ่อง คือดั่งมุกแก้วส่องกายา ยังเล่ามาระวังไวเวียนคอบบ่ฮู้กี่ฮ้อยฮอบตนพระวงค์ ทรงสีปะแปบคือดั่งสายฟ้าแมบเฮืองฮวยคือดั่งสุวรรณะหงษ์คำผายพิลาศคือดั่งสุว รรณาเกี้ยวกาดพลันแดง  รัสมีแสงผายแผ่  แต่ทุกก้ามแวดวงยังยายองค์ทุกแห่งงามพ้นแพ่งเฮืองศรี ทันทีดำก็ดำงามยีหย่อง ๆ คือดั่งมุกแก้วส่องใสแสงทันทีแดงก็แดงงามสุดขนาดคือดั่งหงษ์สะบาดเพี่ยงบัว ใข  รัศมีไหลเหลืองอ่อนเป็นหมู่พร้อมกันอยู่สอนลอนทันทีอ่อนก็อ่อนแกมสิ่วขึ้น เหนือหว่างคิ้วเท่าฮอดเกษาอันนี้ก็พอแต่จะเป็นอุปมาเทียมเหตุจักให้หมด อุปเทศแท้  ก็ยังย่อมเหลือหลายรัศมีผันผายแผ่ คือดังเกิดแต่ฟ้าเกี้ยกล่อมคำแดง อมุตตะพ่ำเพ็งรัตนานิคมฮ้อยฮอบคือดั่งพระจันทร์แจ้งจอดเมืองแมน แสนดวงดาวเดียระดาษ คือดั่งพระสุริยาหยาดโอกาสผายผันฮุ่งเห็นกันมีวรรณงามเฮืองฮุ่ง งามเผี้ยงพุ่งกายาเหมือนดังสุวรรณะดาราเฮืองฮุ่ง ฮุ่งทั้งฟ้าแลทั้งดิน ทั้งอินทร์พรหมยมมะนาคแลอิศวร ชวนกันมาทุกภาค ถือธุงกระดาษและธุงไชย ธุงทองกวยและประธูปประทีปไต้ต่อตามเทียนบอระเวียนหลายหลากภาคเพี้ยงเล่นหลาย ประการเสพสังขารมวลหมี่ชะโพนพร้อมปี่ห่อและบั้งชอ ขับขานทอทุกทีปต้องต้อยติ่งตีสายเสพสวนเนระนาดมีทั้งพิณพาดพร้อมปี่ห่อเม็ง ระบำตระขิงโขนฟ้อนลำนำทุกเยื่อง ดวงแก้วแก่งอัศจรรย์เขาสุเมรผันคลีค้วง ๆ น้ำสมุทรกว้างแตกตีฟอง ระนองเป็นเข้าตอกดอกไม้ หว่านไหว้บูชาพระแก่นไท้ชินะศาสดา แล้วจึ่งขอโอกาสราธนาพระสัตถาโคดมบรมบพิตรเพื่อจักให้ประวุตติธรรมเทศนา อันเป็นที่สุดที่ช้อย เมื่อนั้นพระยอดสร้อยสัพพัญญูยังจักได้เป็นครูสั่งสอนแก่ปัณณะสัตว์ทั้งหลาย นานว่าได้ 7 วัน7 คืน พระตนแก้วจึงม้างยังพระหรึทัย ไขกระอูบแก้ว อันเต็มไปด้วยน้ำอมุตตะเสลาหวานช้อยโชตินิโรธเฮืองฮวย ผายไปเป็นรสสาธรรมเทศนา ลีลาไขสังโสดลีโลดเฮืองฮดหดทั้งอินทร์พรหม นาคครุฑ  มนุสสา แลอิศวรชวนกันมาโมทนาชมชื่นตื่นเต็มจักรวาฬ ก็หายบาปหายกรรมอันได้ทำผิดทุจริต 3 ประการ คือกายทุจริต วจีทิจริต โมโหกริ้วโกรธโสดเสียหมด  เหตุว่าตนได้ดูดกินยังน้ำอมุตตะเสลาใจหวานชื่นช้อย เมื่อนั้นพระยอดสร้อยสัพพัญญูท่อว่าได้เป็นครูแก่คนแลเทวดาทั้งหลายหมายว่า ได้ 7 วัน7 คืนแล้วพระตนแก้วจึงม้างยังปัญจะขันธ์สุวรรณะ ฮูป สูปจิตหนีไปทางใดก็บ่มีฮู้ฮอด ท่อว่าแยงยอดแก้วกล่าวคืออมุตตะมหานีรพานพุ้นชะแลด้วยแท้  จตฺตาโร ธมฺมา วุฑฺฒิธรรม 4ดวง มีอายุยืนยาววิเศษเป็นเหตุให้แล้วกิจการ ปฏิภาวนาถ้วน  5 อาโรคยา ถ้วน 6 อธิปเตยยะถ้วน 7 จงจำเริญองค์สมเด็จอัคคะวรราชครูเจ้าตนเป็นเหง้ากับทั้งเจ้าปวระลิสสา ตนทรง ศีลาธิคุณคามมากอดเยื้อนยากค่อยกระทำเพียร ใจเสถียรเถิงขนาดองอาจด้วยปัญญายังไปแก่ยังผงแผ่บารมี  มุฑิตาอุปกขาผายแผ่ล้อมจบไตยะเพทพร้อมฏีกา  โย  ชนา ไขอัตถาเฮียงฮาบ ขอให้ได้ผาบแพ้ฝูงหมู่พระยามาร คือว่าโพยภัยพิษพยาธิฮ้ายขอให้ผาบแพ้แล้ว ค่อยอยู่สวัสดีขอให้มีอายุยืนยาวอย่าน้อย ขอให้ได้ฮ้อยยี่สิบวัสสา ให้ได้น้ำมุทธาภิเศกอติเรกดีวันเสฏฐีอมุตตะโชคสิทธิโยคพร้อมลักขณา  สาธุ  สาธุ อนุโมทามิ โอกาสะ โอกาสะ ทานปารมีหลวงทุกแง่เงื้อมจักรวาฬ เจ้าจึ่งอฏิษฐานว่าสาธุเนอ  ผิว่าผู้ข้าจักได้เป็นพระแท้ขอจงให้ไตรคำอันนี้ ไหลขึ้นเมือเหนือแม่น้ำเนรัศธร จึงไปชอนอยู่เหนือหัวท้าวไกศรอันนอนไปทันตื่น คันว่าท้าวตื่นแล้วจงให้ท้าวช่วงเวลากับทั้งนางธรณีผู้ผิวงามอ้อนแอ้น กับทั้งนางธรณีหลวงกับทั้งพระยาบุญยวงทูลมือห้องนางแก้ว มารฮู้แล้วจึ่งมาเร็ว นางคาญเร็วมาฮอดน้ำผมออกเฮื่อฮวย พลมารหลายขะจัดพ่ายคอช้างฮ้ายก็หลางหักทบ ก็จับป๊ปไปทางใดก็บ่ได้พระก็ผูกศอกไว้เหนือหลังพาย มารหนหวยฮ้องให้อยู่แจ้ว ๆมารฮู้แล้วจึงก้มไหว้วันทาขออภัยโทษ โผดข้าเฒ่าถ่อยชราการข้าเฒ่าบ่ฮู่ว่าเจ้ามีบุญสมภารอันมาก จึงได้ตั้งหน้าช้างเข้ามาเร็วพระพุทธเจ้าข้าเฒ่าขออำลา มารพาหาวขึ้นมือฟ้าอ่วยหน้าสูวิสัยยนต์แห่งตนก็มีแล

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ FM104.25Mhz

สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ FM104.25Mhz

DCM3

DSC08302


DSC08827

222629_183706478346568_100001216522700_534181_941617_n

อาจารย์ใหญ่

สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
FM. 104.25 MHz


เวลา 20.30 - 21.30  รายการสด
ธรรมะกับสถานการณ์ปัจจุบัน

จำนวนผู้เข้าชมเวป
 Get free counter at Cgi2yoU.com
สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
FM. 104.25 MHz
ออกอากาศจากอาคารวิทยุพระพุทธศาสนา
แห่งชาติุพุทธมณฑล (สาย๔)
ต.ศาลายา  อ.พุทธมณฑลจ.นครปฐม
โทรศัพท์ 0-2441- 4586 , 0-2441- 4512 , 0-2441- 5139
ขอเชิญร่วมสมทบทุนสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ชื่อบัญชี   กองทุนสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เลขที่บัญชีออมทรัพย์ 100-2-02172-0

ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาย่อยศาลายา
( โอนเงินเข้าบัญชีแล้วกรุณาโทรแจ้งพระคุณเจ้า ฯ ที่สถานีด้วย )
... ติดต่อกันในเครือข่าย...
สมุดลงนาม

สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติคลื่นธรรมะ สาระตลอดวัน

thaiputradio104.25mhz

มูลนิธิพระโสณะ-อุตตระ,พระโสณะ-อุตตระ,พุทธมลฑล,วิทยุวพ.ช,คลื่นกระจายเสียงพระพุทธศาสนา,กระจายเสียงพระพุทธศาสนา,เผยแผ่ศาสนา

 ออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศ157 สถานี

รับฟังทางอินเตอร์เนทที่ www.thaiput-radio.com

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

46.หลักจริยธรรมที่พบในคำผญาอีสาน

IMG_4566มองโดยภาพรวมของภาคอีสานซึ่งคิดเป็น ๓๐ % ของพื้นที่ประเทศไทย ทั้งหมดคือภาพของความแห้งแล้งและยากจน แต่การดำเนินชีวิตของชาวอีสานมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และจริงใจต่อกันเต็มไปด้วยไมตรีจิตต่อเพื่อนบ้านและคนต่างถิ่น มีรูปแบบทางวัฒนธรรมตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชาวอีสานโดยทั่วไปยังสามารถดำเนินวิถีชีวิตตามจารีตประเพณีอันสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรม อะไรคือสิ่งที่ชาวอีสานสามรถรักษาจารีตเอาไว้ได้ นั้นคือคำสอนของพุทธศาสนาและสุภาษิตอีสานทั้งที่เป็นวรรณกรรมคำสอนต่างๆที่เป็นเสมือนประทีปส่องทางปัญญาให้ชาวอีสานยังคงรักษาธรรมเนียมเดิมเอาไว้ได้ คนส่วนมากยังชอบชีวิตแบบอิสระเสรี ชอบความสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ในสายเลือด ถึงจะยากจนทางทรัพย์สินแต่ทางจิตใจนั้นชาวอีสานเป็นหนึ่งไม่มีสอง คือมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความชื่อสัตว์สุจริต ไม่ชอบรังแก่ผู้อื่น เป็นด้วยระบบทางจริยธรรมคำสอนของพุทธศาสนาและวรรณกรรมคำสอนต่างๆได้ปลูกฝังมาแต่รุ่นปู่ย่า ตาและยาย เป็นต้น

การดำเนินชีวิตอยู่ร่ามกันในสังคมของมนุษย์จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์เป็นตัวนำทางให้สมาชิกของสังคมดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่สังคมต้องการ เครื่องมือในการนำทางดังกล่าวจึงถูกกำหนดมาในรูปแบบบรรทัดฐานทางสังคม ค่านิยมที่ได้รับการถ่ายทอดมา ว่าคนเรามีการตัดสินที่จะเลือกแนวทางในการปฏิบัติของตนเองตามปัจเจกชน ชาวอีสานให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า”เราควรจะเลือกมีชีวิตอยู่อย่างไร” และควรทำอย่างไร และควรเว้นอะไร สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอย่างละเอียดตั้งแต่เรื่องของมารยาท การเลือกคบคนอย่างไรจึงจะดี และควรเลือกคนอย่างไรมาเป็นคู่ชีวิตของตนเอง และจะปฏิบัติต่อคนประเภทต่างๆอย่างไร เช่น กับพ่อแม่ พ่อตาแม่ยาย ลูกเขย ลูกสะใภ้ และต่อพระสงฆ์ ควรจะวางตนอย่างไร เป็นหน้าที่ของจริยธรรมจะชี้บอกทางให้ และสังคมชาวอีสานยังมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ เป็นชุมชุนที่ยึดถือระบบญาติมิตรมาก เพราะความจำเป็นทางสังคมก็ดี ทางสิ่งแวดล้อมก็ดีล้วนแต่เป็นปัจจัยเกื้อกูลกันและกันให้ชาวอีสานต้องทำอย่างนั้น และชาวอีสานชอบแสวงหาความสงบสันติทางสังคม ดังนั้นอิทธิพลของหลักคำสอนที่มีในวรรณกรรมอีสานซึ่งเท่าที่พบจากวรรณกรรมคำสอนต่างๆพอประมวลจริยธรรมของบุคคลต่างได้ ๒ ประเภทตามลักษณะของบุคคลดังนี้

จริยธรรมของผู้ชายแบ่งออกเป็น ๕ ประการคือ

๑.๑) จริยธรรมของคุณปู่

๑.๒) จริยธรรมของบิดา

๑.๓) จริยธรรมของสามี

๑.๔) จริยธรรมของลูกเขย

๑.๕) จริยธรรมของชายทั้วไปๆแบ่งเป็นชายที่ทำหน้าที่ปกครอง

๓.๒ จริยธรรมของผู้หญิง แบ่งออกเป็น ๕ ประการ คือ

๒.๑) จริยธรรมของคุณย่า

๒.๒) จริยธรรมของมารดา

๒.๓) จริยธรรมของภรรยา

๒.๔) จริยธรรมของลูกสะใภ้

๒.๕) จริยธรรมของหญิงทั่วไป

๓.๑ จริยธรรมของคุณปู่

คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คนทั่วไปในภาคอีสานมักเรียกในทำนองให้ความเคารพบูชาว่า “ พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ พ่อตู้ แม่ตู้ พ่อโซ้น แม่โซ้น” ธรรมดาลูกหลานย่อมเคารพสักการะเพระเป็นพ่อแม่ของบิดามารดาของตนอีกชั้นหนึ่ง คุณปู่คุณย่ามักจะมีเมตตาธรรมรักใคร่หลานๆเป็นอย่างยิ่ง มีหน้าที่ในการอบรมบุตรหลานให้ประพฤติปฏิบัติตนในที่ดีงาม ดังจะพบเห็นมากในวรรณกรรมคำสอนเรื่องปู่สอนหลาน บางครั้งถ้าคุณปู่ทำไม่ถูกต้องก็จะถูกว่ากล่าวจากหลานๆเหมือนกัน ดังจะพบในวรรณกรรมคำสอนเรื่อง หลานสอนปู่ คือหมายถึงคนเฒ่าคนแก่ที่ทำตัวไม่ให้หลานเคารพเท่านั้น ดังนั้นคุณธรรมของคุณจึงนับว่าเป็นกฎทางศีลธรรมอันจะทำให้คุณปู่ใด้พึงระลึกและเป็นแบบอย่างแก่บุตรหลานนั้นควรมีคุณสมบัติอย่างไร และสิ่งที่บุตรหลานควรกระทำตอบแทนคุณปู่คุณย่านั้นจะมีอะไรบ้าง ข้อสำคัญคุณปู่จะวางตนให้เป็นที่พึ่งประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานเท่านั้น ดังคำกลอนสอนในฮีตของปู่ว่าไว้ดังนี้คือ

อันปู่ย่านั้นหากอักลูกหลานหลาย ทั้งตายายก็ฮักลูกหลานหลายดั่งเดียวกันนั้น

ลูกหลานเกิดทุกข์ยากไฮ้ได้เพิ่งใบบุญ คุณของปู่ย่าตายายหากมีหลายเหลือล้น

ควรที่ลูกหลานทุกคนไหว้บูชายอยิ่ง เปรียบเป็นสิ่งสูงยกไว้ถวยเจ้ายอดคุณ

บุญเฮาหลายแท้ที่มีตายายปู่ย่า เพราะว่าเพิ่นเป็นฮ่มให้เฮาซ้นอยู่เย็น1

IMG_4594(เป็นปู่ย่านั้นให้รักลูกหลานทั้งหลายอีกทั้งตายายก็รักลูกหลานทั้งหลายเช่นเดียวกัน ลูกหลานเกิดทุกข์ลำบากให้ได้พึ่งใบบุญ คุณของปู่ย่าตายายก็มีมากเหลือจะพรรณนาคุณได้ ควรที่ลูกหลานทุกคนให้กราบไหว้บูชาคุณยิ่ง เปรียบเป็นสิ่งมีคุณควรยกไว้เหนือหัวบูชาคุณท่าน บุญเราลูกหลานทั้งหลายที่มีคุณตา ยาย คุณปู่ ย่า เพราะว่าท่านเป็นประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรให้เราได้อยู่เย็นเป็นสุข) นั้นคือลักษณะโดยภาพรวมของคุณปู่ ต่อนี้คือลักษณะคำสอนของคุณปู่ที่สั่งสอนอบรมลูกหลาน อันเป็นกาพย์ปู่สอนหลาน นั้นคุณปู่จะทำหน้าที่สอนอย่างไร คือเริ่มจากสั่งสอนหลานให้รู้จักเคารพตามชั้นทางสังคมดังนี้คือ

ฝูงลูกหลาน จื่อจำเอาไว้     ใผจื่อได้ เมื่อหน้าย่อมยืน

หลัวแลฟืน อย่าเอาฮองนั่ง     เชื้อลุงตา ให้ยำปานแก้ว

ปู่สั่งแล้ว หลานหล้าจื่อจำ2

(หมู่ลูกหลานทั้งหลายจดจำเอาไว้ ใครจำได้วันข้างหน้าจะมีคุณ คือหลัวและฟืนอย่าได้เอามารองนั่งมันจะมีอันตราย ญาติทั้งหลายคือลุงตา ยายให้เกรงกลัวคือแก้วมีคุณ ปู่สั่งสอนแล้วหลานๆจดจำเอาไว้) ถ้าลูกหลานได้รับราชการนั้นอย่าได้อวดอ้างว่าตัวเองเก่ง จะทำอะไรก็ให้ปรีกษาหารือกับท่านผู้เป็นนักปราชญ์เสียก่อนจะได้ไม่ทำผิดธรรมเนียมหรือกฎระเบียบ ดังคำสอนนี้คือ

ทำเป็นขุน ให้มีใจกว้าง      อย่าอวดอ้าง ความฮู้บ่ถาม

ความใดงาม ถามขุนผู้ฮู้3

(เมื่อเป็นขุนนางมีอำนาจใหญ่โต ให้เป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์มีใจเผื่อแผ่แก่คนยากจน อย่าอวดอ้างว่าตัวเองมีความรู้แล้วไม่สอบถามผู้อื่น ความใดดีงามให้เจ้าลูกหลานถามนักปราชญ์ท่านผู้รู้เสียก่อน) เพราะบางสิ่งบางอย่างเราทำคนเดียวนั้นมันสำเร็จช้าหรือไม่สำเร็จเลย ดังนั้นลูกหลานทั้งหลายจึงควรหาบริวารมาช่วยในกิจการของตนเอง ดังคำสอนนี้ว่า

ไม้ลำเดียว ล้อมฮั่วบ่ไขว่     ไพร่บ่พร้อม แปลงบ้านบ่เป็น4

(ไม้ลำเดียวล้อมรั้วไม่รอบ ถ้าว่าบริวารไม่ช่วยเหลือจะสร้างบ้านเมืองก็ไม่เจริญก้าวหน้า) การเลือกสรรคนมาใช้งานก็ควรเลือกคนให้เหมาสมกับหน้านั้นก็เป็นส่วนสำคัญในการบริหารองค์กรต่างๆเช่นเดียวกัน การเลือกคบคนนั้นก็สำคัญไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าคบคนดีก็ดีไปแต่ถ้าเลือกคบคนไม่ดีนั้นคุณปู่ก็สั่งสอนว่าดังนี้คือ

คนใจเบือน อย่าเอาเป็นพี่น้อง    มันจักเป็นล้องค้อง คือเกี่ยวสองคม5

(คนใจไม่แน่นอน อย่าเอามาเป็นมิตรสหายหรืออย่าคบค้าสมาคมด้วย มันจะเป็นวงกลมแล้วโค้งกลับมาให้โทษ เหมือนเกี่ยวสองคม) หรือสอนให้รู้จักความดีและชั่วนั้นมีสี่และสามประการดังคำสอนนี้คือ

คนใจเบือน อย่าเอาเป็นมิตร     ทุจริต มีสี่สามอัน

อัศจรรย์ ปัญญาถ้วนห้า          คันฟันขวาน ให้เหลียวเบิ่งฟ้า

คันยิงหน้า ให้เบิ่งปลายปืน6

(คนใจไม่แน่นอนอย่าเอาเป็นมิตรสหาย ทุจริตมีสี่สามอัน(คือกายทุจริตสาม กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต) ส่วนปัญญ -านั้นมี ๕ ประการ การฟันขวานนั้นให้มองดูท้องฟ้า บ้างครั้งนั้นใบมีดอาจจะหลุดลงมาใส่หัวเอา คือให้ทำอะไรด้วยความระมัดระวังรอบคอบเอาไว้ ถ้ายิงธนูนั้นให้มองไปข้างหน้าสู่เป้าหมายให้ดี คือทำอะไรนั้นต้องให้มีจุดมุ่งหมายแล้วพยายามเดินไปสู่เป้าหมายที่ตนเองปรารถนาเอาไว้เปรียบเหมือนการยิงธนูหวังให้ถูกเป้ายิงนั้นเอง) นั้นคือคุณค่าคำสอนของคุณปู่ที่อบรมแนะนำลูกหลานอย่าได้ทำอะไรโดยไม่มีวัตถุประสงค์ ดังคำสอนนี้คือ

ทำอันใด ใส่ใจอันนั้น                           ซู้เขี่ยข้าง พันชั้นอย่าเหลียว

เทียวทางไกล เหลียวหลังเหลียหน้า      คึดซู่ชั้น ดีแล้วจิ่งนอน

หัวเฮียงหมอน อย่าวอนหาซู้

คึดฮุ่งฮู้ คำปู่สั่งสอน7

(ทำการงานสิ่งไหนให้ตั้งใจในสิ่งนั้น เมียเขียข้างพันครั้งอย่าสนใจ(คืออย่าฟังความเมียมากนักเพราะผู้หญิงจิตใจไม่หมั่นคงจะทำอะไรให้ตั้งใจทำไปเลย) เดินทางไกลให้หันมาดูข้างหลังบ้างอาจจะมีอันตรายก็ได้ คิดทบทวนสิ่งที่ทำมาทั้งวันด้วยความรอบคอบแล้วค่อยนอน เวลานอนกับภรรยาอย่าพูดถึงหญิงอื่น เดียวจะทะเราะวิวาทกัน คิดให้ก้าวไกลมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเป็นลูกผู้ชาย ฟังคำปู่สั่งสอนให้ดีหลานเอย) สอนลูกหลานให้มีความระวังทางการเจรจา การพูดสิ่งที่ผ่านมาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางใจกันเอง ดังคำสอนนี้คือ

เพิ่นเคียดแล้ว อย่าได้กล่าวใย            ไฟลามลุก อย่าเอาฝอยอ่อย

ช้างเพิ่นย้อย ให้หลีกแต่ไกล             เสียงชะไน ดังกว่าเสียงฆ้อง

คึดบ่ถ้อง ให้หมั่นเพียรถาม                  ความมัวหมอง อย่าถามผู้เคียด8

(ท่านโกรธแล้วอย่าได้พูดถึงเรื่องเก่า ไฟลามลุกอย่าเอามูลฝอยเอามาเพิ่ม ช้างท่านตกมันให้หลีกแต่ไกล เสียงชะไนดังกว่าเสียงฆ้อง คิดไม่ออกให้ขยันไตร่ถาม ความมัวหมองอย่าถามผู้โกธร)สอนให้ลูกหลานทั้งหลายก่อนจะพูดจะทำอะไรให้รอบครอบ ก่อนจะพูดให้ดูอารมณ์ของผู้ฟังก่อนจะได้ไม่ทำให้ผิดใจกัน เหมือนสิ่งชั่วแม้ทำเพียงเล็กน้อยแต่พอถูกเปิดเผยออกจะทำให้เกิดความเสียหาย เป็นคุณธรรมของคุณปู่ทั้งหลายที่หวังดีต่อบุตรหลานอย่าได้ทำในสิ่งอันไม่ดีไม่งามจะได้มีเดือดร้อนในภายหลัง และยังมีคำสอนในลักษณะแบบอีกว่า

ฮักเมียโต ให้ฮักลุงตา                     ฮักนาโต ให้ฮักพ่อบ้าน

ใกล้หัวล้าน อย่าด่านกชุม               เพิ่นหุ่มโต อย่าโงทางต่าง

(รักเมียตัวเองให้รักลุง พ่อตา รักไร่นาตัวเองให้รักพ่อบ้าน ใกล้คนหัวล้าน อย่าได้ด่านกตระกุม ผู้อื่นห้อมล้อมตัวเรา อย่าทำในทางไม่ดี) หมายถึงสอนให้รู้จักรักภรรยาตัวเองอย่างไรก็ให้เผื่อแผ่ความรักให้ถึงญาติฝ่ายภรรยาด้วยอันประกอบด้วยคุณลุง ป้า น้า อ้า พ่อตาแม่ยายเป็นต้น อยู่ใกล้คนศรีษะล้านอย่าได้ด่านกกระชุมเป็นการด่ากระทบบุคคลที่เราพูดอยู่ด้วยไม่เหมาะสม ผู้อื่นยกย่องสรรเสริญเราอย่าได้ทำเป็นโกธร

๒.ลักษณะไม่ดี

ปู่หาฮู้ ตั้งแต่สอนหลาน      ทำปาณา ฆ่าสัตว์เลี้ยงลูก

เป็นบาปฮ้าย ฝูงนี้บ่ควร 96/หลานสอนปู่

อทินนา ลักเอาของท่าน          ให้ปู่ย้าน ภายหน้าส้วยแหลม

กาเมแถม เมียเขาให้เว้น        ใผลอบเหล้น ลงสู่อบาย

โทษมุสา ตั๋วพลางยัวะเย้า      ใผซ่างเว้า เป็นบาปเป็นกรรม

ใผซ่างทำ ปากเหม็นปากืก      ปากบ่ถืก อักขระฐานกรณ์

โทษสุรา มัวเมาคอบเหล้า       เป็นผู้เถ้า ควรเว้นซู่คน

จักให้ผล เกิดไปภายหน้า       เป็นผีบ้า ใจตื้นโง่เขลา 97/หลานสอนปู่

เป็นคลองจิง ใผเป็นผู้เถา     อย่าได้เข้า อำนาจตัณหา      เฮาหลานบ่ย้าน เถ้าคร้านครองบุญ

บ่ปุนใจสร้าง ขี้คร้านครองวัตร     บ่ครัดครองธรรม บ่จำศีลห้า   จ่าฆ่าฝูงสัตว์ ข้อวัตรบ่หา


1 สาร ทัศนานันท์,ฮีตสิบสองคลองสิบสี่,พิมพ์ครั้งที่ ๔(เลย:ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมวิทยาลัยครูเลย) ,๒๕๐๓,หน้า๔๙๕

2 ดร.ปรีชา พิณทอง,กาพย์ปู่สอนหลาน,(อุบลราชธานี:โรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซท),๒๕๒๗, หน้า ๒

3 เรื่องเดียวกัน ,หน้า ๒

4 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒

5 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓

6 เรืองเดียวกัน ,หน้า ๔

7 เรื่องเดียวกัน ,หน้า ๔

8 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕

8 เรื่องเดียวกัน ,หน้า๖

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons