วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ข้อธรรมครูอาจารย์

_39_127_thumb[2]

(สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชิเนติ)

(การให้ธรรม เป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง)

*พระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแสดงธรรมว่า มหาเศรษฐีที่ได้เกิดมาแล้ว หึงหวงทรัพย์สินสมบัติมากมายไม่ทำบุญ ไม่ให้ทานอะไรเลย แม้จะกินก็ยังหึงหวง
เมื่อบุญที่จะอยู่เป็นคนหมดลงแล้ว...
ตายไป ตกนรก..ไม่มีบุญที่จะได้เกิดมาเป็นคนอีก...เพราะเมื่อได้มาเกิดเป็นคนแล้ว...ไม่ได้สร้างความดี หรือรักษาศีล,ให้ทานก็ไม่เคยทำบุญ..เพราะความตระหนี่...ก็เลยไม่มีผลบุญเพียงพอที่จะมาเกิดเป็นคนได้อีก*
หลวงปู่เทศน์ เทสรังสี
เทศนาธรรมว่า
หากจะแก้ไขชีวิต ก็พึงแก้ไขเสียเมื่อยังมีชีวิตอยู่
( เมื่อกายกับใจยังรวมกันอยู่)
หากทิ้งกายไปแล้ว ไม่มีหนทางแก้ไขได้เลย*
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ

เทศนาธรรมว่า
ผลกำไรของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นคนนี้ อยู่ตรงที่ได้ศึกษาค้นคว้า.. และปฎิบัติธรรมตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เป็นผลกำไรที่หาประมาณมิได้..(จงอย่าประมาท.ในชีวิต..เพราะชีวิตนี้สั้นยิ่งนัก)*
หลวงปู่ฝั่น อาจาโร

เทศนาธรรมว่า
คนเราได้เกิดมาพบพุทธศาสนาแล้วเรียกได้ว่า ได้พบหนทางที่ประเสริฐที่สุด สำหรับชีวิตของเราแล้ว ถ้าเราไม่เดินตามพระธรรมคำสั่งสอนนั้น เราจะไม่เสียดายหรือเมื่อชาตินี้เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ปฏิบัติตามแล้วอีกกี่ชาติจึงจะได้พบหนทางเช่นนี้อีก
สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร
ขอให้พากันภาคภูมิใจในความได้เป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา อย่าทำตนเป็นคนไร้ปัญญา ไร้วาสนาบารมี ไม่รู้ไม่ชี้ในพระพุทธบารมีที่มีจริงและยิ่งใหญ่ พระพุทธบารมีที่ไม่มีบารมีใดเทียบได้ ขอให้อัญเชิญพระพุทธบารมีมาคุ้มครองจิตใจและร่างกายของตน จะประสพผลสำเร็จในการดำเนินชีวิต พระพุทธบารมีเท่านั้นที่จะช่วยแคำอธิบายในการทำบุญที่ถูกต้องในศาสนาพุทธ
ความรู้เรื่องการทำบุญที่ถูกต้อง

ในเรื่องของทาน, ศีล, สมาธิ, และการสร้างปัญญา,
ตามแนวทางพระพุทธศาสนา ตามหลักพระไตรปิฎก อย่างถูกต้อง
ข้าพเจ้า นายอุดมชัย อิ่มรัตนรัก ได้มีโอกาสศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมและได้เรียนรู้มาจากครูอาจารย์ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนข้าพเจ้ามาอย่างถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎกทุกประการ และปฏิบัติตามได้ผลกับชีวิตของข้าพเจ้าและครอบครัวเป็นอย่างมาก จึงอยากแบ่งปันบอกกล่าว แนวทางที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติมา เพื่อประโยชน์แก่ทุกท่านบ้างไม่มากก็น้อย...หรืออาจจะเป็นข้อคิดสำหรับคนบางคนก็ได้ครับ...

ข้าพเจ้ามักชอบถามทุกคนว่า มีใครอยากจะรวยบ้าง... ทุกคนตอบตรงกัน ว่าอยากรวยกันทุกคน แต่จะทำอย่างไรหรือปฏิบัติตัวอย่างไรถึงจะรวยได้... เพราะบางคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เคยทำกิจการงานต่างๆพอเริ่มจะดีขึ้นหรือพอกิจการเริ่มจะไปได้ดี... ก็เจอแต่อุปสรรค์ ปัญหาต่างๆนาๆทำให้แย่ลง.. เป็นหนี้เป็นสิน ทางธุระกิจ และพอจะเก็บเงินได้ใหม่สักก้อนหนึ่ง พอได้เริ่มทำกิจการขึ้นใหม่ก็เป็นเช่นเดิมอีก..( แต่คนบางคนรวยมาก .. ไม่ว่าจะทำกิจการงานอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด...) ทำไม...ถึงเป็นเช่นนั้น...ทั้งที่เราก็เก่งกว่าเขาซะอีก..แถมมีความรู้...ความสามารถก็มากกว่า...แต่ทำมัย...ถึงทำกิจการสู้เขาไม่ได้...

“ ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร”? ข้าพเจ้าก็เคยเจอปัญหาเหล่านี้มาแล้ว และบอกได้เลยว่ามันเกิดขึ้นจากผลของ กรรม ของตัวเราเองในอดีตที่เคยสร้างไว้ หรือไม่เคยสร้างบุญกุศลใว้ในอดีต คือ ทาน, ศีล, สมาธิ, ก็เลยไม่มีผลบุญอะไรที่จะทำให้เรารวยขึ้นมาได้ในชาติปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าทุกท่านอยากรวยในอนาคตอันใกล้ คือ 2-5 ปีข้างหน้านี้ หรืออีก 10-15 ปีข้างหน้า ข้าพเจ้ามีวิธีที่จะแนะนำให้ทุกท่านได้ และเป็นความร่ำรวยหรือเป็นทรัพย์สมบัติ ที่สามารถข้ามภพข้ามชาติได้ คือส่งผลไปยาวไกลมากๆทำให้เรารวยได้ทั้งชาตินี้ และชาติหน้า นั่นก็ คือ(การสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างบารมี) ให้แก่ตัวเองและครอบครัว ซึ่งจะทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของท่านจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ยิ่งๆขึ้น เจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน ถ้าท่านปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแบบไม่หลงทาง อย่างผู้ที่มีปัญญา...( และควรแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีคำสอนที่ถูกต้องในพุทธศาสนา...ซึ่งปัจจุบันนี้หาได้ยาก...มีแต่ผู้รู้ธรรมะในทางปริยัติธรรม...คือรู้ตามตำราพระธรรม...) แต่ไม่มีความรู้ในแนวทางการปฎิบัติที่แท้จริง .. ( ความรู้เรื่องบุญ)หลายคนยังไม่ทราบว่าเรื่องการทำบุญ หมายถึงอะไร และได้อานิสงส์อย่างไร และทำให้เรามีความสุขหรือร่ำรวยได้อย่างไร ข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้คือ บุญประกอบด้วย 1.ทาน 2. ศีล 3.สมาธิ อันเป็นบุญที่เพศฆารวาสพึงปฏิบัติ บุญทั้ง 3 อย่างนี้จะให้อานิสงส์ไม่เหมือนกันข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้คื 1. ทาน การทำทานเป็นบุญขั้นต่ำ ศีลเป็นบุญขั้นกลาง สมาธิเป็นบุญสูง และการทำสมาธิถึงขั้นวิปัสสนาได้ทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงตามหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ก็จะทำให้เราเป็นผู้มีปัญญาที่สามารถจะละกิเลส ตัณหา... หรือเข้าสู่เส้นทางของพระนิพพานได้ จึงถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลที่สูงที่สุดเป็นบุญมากกว่าการทำสมาธิเพียงอย่างเดียว เพราะ สมาธิไม่ทำให้เราเกิดปัญญา...เพียงแต่ทำให้จิตเรานิ่งสงบเท่านั้น แต่การทำวิปัสสนา ทำให้เราเป็นผู้มีปัญญาและมีดวงตาเห็นธรรมได้ ทำให้เราละซึ่งกิเลส ตัญหาได้เรา จึงกล่าวได้ว่า วิปัสสนา เป็นบุญเป็นกุศล..ทำให้เราเกิดซึ่งปัญญา.. ตามที่บอกกล่าวให้ทราบตามลำดับ..ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในการทำบุญ 3 อย่าง คือ ทาน, ศีล, สมาธิ, นั้น ทาน,มีผลน้อยกว่าศีล, ศีลมีผลน้อยกว่าสมาธิ พุทธศาสนิกชนควรทำบุญทั้ง 3 อย่าง คือ ทาน, ศีล, ภาวนา, และควรทราบให้ชัดเจนว่า บุญอย่างไหนมีผลมากกว่าอย่างไหนและเลือกทำบุญให้ถูกต้อง เพราะผลของบุญแต่ละอย่างนั้นไม่เท่ากัน ดังในข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน เวลามาสูตร”ดังนี้... ทาน แม้จะมีผลน้อยกว่าการทำบุญอย่างอื่น แต่ก็ให้ผลเป็นอันมาก แก่ผู้รู้จักทำบุญให้ทาน บัณฑิตจึงไม่ประมาทในการทำบุญให้ทาน โดยให้ทานอยู่เสมอเพราะทานนำความสงบสุขมาให้แก่ตนเองและผู้อื่นเป็นอันมาก ทั้งยังเป็นปัจจัยให้เราเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ได้อีกด้วยในอนาคต...อันใกล้..ผลของการทำทาน จะนำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทองความร่ำรวย มีกินมีใช้ มีที่อยู่อาศัย มีเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม และเมื่อเกิดชาติหน้าจะได้อยู่ในตระกูลที่ร่ำรวยไม่ต้องลำบากตกยาก.การทำบุญนั้นถ้าเรามีความฉลาดในการทำ เราก็จะได้บุญมาก เพราะผลของทานที่เราทำลงไปนั้นให้อานิสงส์ของบุญต่างกันสมมุติ (ถ้าเราทำทาน ด้วยข้าวปลาอาหารแบบชนิดเดียวกัน) เรา เปรียบเทียบได้ดังนี้ คือ...

อานิสงส์ของการให้ทานตั้งแต่ขั้นต่ำถึงขั้นสูง

- ทำทานกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไปได้บุญ 100 เท่า

- ทำทานกับมนุษย์ที่ไม่มีศีล 5ได้บุญ 1,000 เท่า

- ทำทานกับมนุษย์ที่รักษาศีล ศีล 5 ศีล 8ได้บุญ 10,000 เท่า

- ทำทานกับมนุษย์ที่รักษาศีล อุโบสถได้บุญ 100,000 เท่า

- ทำทานแก่ (สมมุติสงฆ์หรือพระสงฆ์ที่มีศีล 227 ข้อ ได้บุญ 1 ล้าน เท่า
แต่บุญยังไม่เท่าให้แก่พระโสดาบัน

-ให้แก่ พระโสดาบัน
(ประมาณอย่างน้อย 10 ล้านเท่า) บุญไม่เท่าให้แก่ พระสกทาคามี

-ให้แก่ พระสกทาคามี
(ประมาณอย่างน้อย 100 ล้านเท่า)บุญไม่เท่าให้แก่
พระอนาคามี

-ให้แก่ พระอนาคามี
(ประมาณอย่างน้อย 1,000 ล้านเท่า) บุญไม่เท่าให้แก่
พระอรหันต์

-ให้แก่พระอรหันต์
(ประมาณอย่างน้อย 10,000 ล้านเท่า)บุญไม่เท่าให้แก่
พระปัจเจกพุทธเจ้า

-ให้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้า
(ประมาณอย่างน้อย 100,000 ล้านเท่า) บุญไม่เท่าให้แก่
พระพุทธเจ้า

-ให้แก่พระพุทธเจ้า
(ประมาณอย่างน้อย 1,000,000 ล้านเท่า)
บุญไม่เท่ากับเราถวาย
สังฆทานให้แก่พระอริยสงฆ์สองฝ่าย
คือ
พระภิกษุสงฆ์และพระภิกษุณีสงฆ์ โดย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ซึ่งถือว่าเป็นการทำทานสูงสุด...
ประเภทของทาน
การให้ทานในพระพุทธศาสนานี้ ท่านแยกออกเป็น 3 ชนิดคือ

1. อามิสทาน หรือ วัตถุทาน การให้วัตถุสิ่งของ ต่างๆ...

2. ธรรมทาน การให้พระธรรมคำสั่งสอน
(ให้ผู้ที่ยังไม่รู้ธรรม ได้รู้ เป็นบุญใหญ่ทางด้านปัญญา )
3. อภัยทาน การให้อภัยแก่คนที่เราโกรธ หรือ อาฆาตพยาบาท หรือ สัตว์อื่นๆ (เป็นทานที่ควรยกย่อง....)

ลักษณะของทานที่ให้นั้นท่านแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
-
สามีทาน
ให้ทานด้วยของดีกว่า ที่ตนเองบริโภคใช้สอย คือ ของเหล่าใดที่ตนเองไม่ค่อยได้ใช้หรือไม่ค่อยได้กิน เพราะเป็นของที่ดีหรือมีราคาสูงกว่าฐานะของตน ให้ทานด้วยของเหล่านั้นไป ทานเช่นนี้มีผลมาก
-สหายทาน
ให้ทานด้วยของที่เหมือนๆ กับตนบริโภคใช้สอย ทานเช่นนี้มีผลปานกลาง
-ทาสทาน
ให้ทานด้วยของที่เลวๆหรือของที่ตนเองไม่ใช้หรือไม่บริโภคแล้ว เช่น ทานที่ให้แก่คนใช้หรือทาส หรือให้แก่สัตว์เดรัจฉาน ทานเช่นนี้มีผลน้อย

อามิสทาน
ในพระพุทธศาสนามี 2 ประการ คือ ปาฏิบุคลิกทาน ทานที่ให้แบบเจาะจงตัวบุคคล

สังฆทาน ทานที่ให้เป็นสังฆทาน(ไม่เจาะจง)
การให้ทนมีจุดประสงค์ อยู่ 5 ประการ คือ

1. ให้เพื่อบูชาคุณ เช่น บิดา-มารดา, ครูอาจารย์, ผู้สั่งสอนเราฯ

2.ให้เพื่ออนุเคราะห์ เช่น ให้แก่พี่น้อง แก่ลูกหลาน แก่ญาติมิตร เพื่อน

3.ให้เพื่อสงเคราะห์ เช่น คนยากจน ขอทาน แก่สัตว์เดรัจฉาน

4.ให้เพื่อสาธารณประโยชน์ การบริจาคให้สาธารณะทั่วไป ในมุมกว้าง

5.ให้เพื่อสร้างบารมีทานใ ห้แก่พระพุทธศาสนา แก่พระสงฆ์ เช่นการทำสังฆทาน

ผลของทานที่ส่งผลมาถึงคนในโลก 4 ประเภท คือ

คนประเภทที่ 1
เกิดมาร่ำรวยแต่ไร้ญาติขาดมิตร จะมีบ้างก็น้อยมาก
เพราะชาติก่อนหรือแม้แต่ชาตินี้ เวลาตนเองทำทานหรือมีงานบุญเกี่ยวกับทานมักจะทำแต่ผู้เดียว ไม่ยอมบอกบุญผู้อื่น หรือไม่ชักชวนให้ผู้อื่นมาร่วมทำทานด้วย ผลจึงส่งให้ตัวเองร่ำรวย แต่ไร้ญาติมิตร และบริวาร ในปัจจุบันนี้

คนประเภทที่ 2
เกิดมายากจน แต่มีญาติมิตรและบริวารมากมายคอยช่วยเหลือ

เพราะชาติก่อนหรือแม้แต่ชาตินี้ ตนเองขี้เหนียวไม่ยอมทำทานด้วยเงินทองของตัวเองหรือทำก็ทำแต่น้อยนิด แต่เป่าประกาศและชักชวนผู้อื่นให้มาร่วมทำบุญทำทาน ร่วมกับตนเอง หรือบอกบุญผู้อื่นได้มาก เพื่อที่ตนเองจะได้ทำทานแต่น้อยๆ หรือเป็นผู้หาทุนจากผู้อื่นมาทำทานเพื่อเอาหน้าเอาตาตนเอง

คนประเภทที่ 3
เกิดมายากจน และไร้ญาติขาดมิตร
เพราะชาติก่อนหรือแม้แต่ชาตินี้ ตนเองเป็นคนขี้เหนียว ตระหนี่ไม่ยอมทำบุญให้ทาน และไม่ยอมชักชวนผู้อื่นทำบุญให้ทาน บางครั้งขัดขวางผู้อื่นไม่ให้ทำบุญให้ทานอีกด้วย เพราะความขี้เหนียวของตน จึงทำให้ตนเองยากจนในปัจจุบัน...

คนประเภทที่ 4
เกิดมาร่ำรวย และมีญาติมิตร บริวาร พวกพ้อง มากมาย มีแต่คนเสนอให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา เป็นเพราะชาติก่อนหรือแม้แต่ชาตินี้ ตนเองมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ชอบให้ทานสม่ำเสมอ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เมื่อทำบุญให้ทานก็ทำทานแต่สิ่งที่ดีๆ และชักชวนบอกกล่าวญาติมิตร มาทำทานร่วมกันอยู่เสมอ จึงส่งผลให้ร่ำรวยและมีบริวารมากทั้งชาตินี้และชาติหน้า

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons