วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ธรรมปฏิบัติตอน 2 by มนสิการ

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง ภาค 2

DSC00147มีคำถามเข้ามาว่า........
มีข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติขอรบกวนสอบถามค่ะ คือ การฝึกโดยการเคลื่อนไหวที่คุณนมสิการชี้แนะให้นี้สามารถทำควบคู่กับการฝึกสมถะได้หรือไม่คะ หรือว่าควรจะทำแค่อย่างใดอย่างนึง คือปัจจุบันนี้ดิฉันอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังจับแนวทางไม่ถูกค่ะ
**********************
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้
ผมได้เคยเขียนเรื่อง สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง
ไว้ที่ ในตอนนี้ผมจะเพิ่มเติมเข้าไปจากบทความก่อน
++++ สมถภาวนา
จุดมุ่งหมายของสมถภาวนาจะมี 3 อย่าง อยู่ที่ใครต้องการแบบใดใน 3 อย่างนี้ มาดูกันครับ
***จุดมุ่งหมายที่ 1 .... ทำสมถภาวนาเพื่อต้องการให้จิตสงบจากนิวรณ์
( หมายเหตุ นิวรณ์ คือ อาการที่จิตกำลังดิ้นรน กระสับกระส่าย ไม่สงบด้วยอาการในจิต )
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นกันเพื่อให้เข้าใจ
ตัวอย่างที่ 1 ...สมมุติว่า ท่านเป็นคนกลัวผีมาก และ เผอิญต้องไปพักคนเดียวในโรงแรมเก่า ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีทางเลือกที่พักอื่น โรงแรมนี้สภาพก็เก่า แถมอยู่ห่างไกลเมืองและอยู่ใกล้กับวัดอีกด้วย แอร์ก็ไม่มี ต้องเปิดหน้าต่างนอน พอตกกลางคืน ก็มีเสียงสุนัขหอนขี้นมา ทำให้เกิดอาการกลัวผีมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็เลยทำสมถภาวนาเพื่อไม่ให้กลัวผี เช่น บริกรรม พุทโธ ตลอดเวลา เพื่อให้จิตไปจับยึดที่พุทโธ จะได้ไม่กลัวผี
ตัวอยางที่ 2 ... สมมุติว่าท่านเป็นชาย มีภรรยาแล้ว พอดีได้เลขาสาวสวยเข้ามาใหม่ เธอหน้าตาดี แถมแต่งตัวเปรี้ยวมาก ท่านเห็นเธอแล้วใจก็เกิดอาการไม่เป็นสุขทันที ท่านก็กลัวใจว่าจะห้ามไม่ไหว ก็เลยไปนึกถึงภาพคนตายที่กำลังขึ้นอืด น่ากลัวแทน เพื่อที่จะบังคับใจที่กำลังหวั่นไหวนั้นให้สงบลงไป
คงพอมองภาพออกนะครับว่า สมภภาวนาแบบนี้เป็นอย่างไร ใช้อย่างไร
***จุดมุ่งหมายที่ 2 ....สมถภาวนาโดยการบังคับจิตให้นิ่งสงบ เช่นฤาษีเขาทำกันในสมัยพุทธกาล การภาวนาแบบนี้ จิตใจของผู้ภาวนาไม่ดิ้นรนอย่างจุดมุ่งหมายที่ 1 แต่การทำเพื่อต้องการทำบังคับจิตนิ่งโดยการให้จิตไปจับยึดสิ่ง ๆ เดียว ไม่ยอมให้จิตหลุดไปไหนเลย
ที่นิยมกันตอนนี้ ก็จะมีการเพ่งกสิณ การภาวนาลมหายใจโดยจับลมที่ปลายจมูก หรือ บริกรรมเร็ว ๆ เพื่อให้จิตจับอยู่กับคำบริกรรมอย่างเดียว สมถภาวนาแบบนี้ ได้ผลคือจิตนิ่ง ตัวแข็งเป็นหิน ถ้าถึงฌาน จะมีความสุขมาก ( สุขมากจริง ๆ ใครที่ภาวนาถึงได้จะเข้าใจดีว่าสุขแบบหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว )
สมถภาวนาแบบนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเรียนมาก่อนกับดาบส 2 ตน แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า นี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
ภาวนาแบบนี้ คนที่ได้ฌานมักจะติดสุข และ มักจะเป็นคนโทสะร้ายได้ง่าย ๆ เวลาที่ไม่ได้ภาวนาอยู่
**** จุดมุ่งหมายที่ 3 ... สมถภาวนาเพื่อการพัฒนากำลังจิต เพื่อเป็นฐานสำหรับวิปัสสนาต่อไป เพราะว่า วิปัสสนาจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่มีกำลังพอ ที่ว่า จิตมีกำลัง หมายความว่า จิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ไม่ซัดซ่ายไปไหน และ จิตมีกำลังทีจะต่อสู้กับอาการจิตปรุงแต่งที่เกิดขึ้นมาได้ ( อ่านเรื่อง ชักกะเย่อ ที่ สำหรับเรื่องใน blog ของผมเช่นเรื่อง ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย
ก็เพื่อจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้
--------------------------------
+++ วิปัสสนาภาวนา
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้เห็นแจ้งความจริงในขันธ์ทั้ง 5 ว่า ขันธ์ 5 นั้นมันเป็น ไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเป็นอนัตตา
การที่จะเห็นความจริงแบบนี้ได้นั้น จิตของผู้ปฏิบัติต้องมีกำลังมากและตั้งมั่นอยู่ ซึ่งจิตจะตั้งมั่นอยู่ได้และมีกำลัง ต้องมาจากการฝึกฝน
สมถภาวนาแบบจุดมุ่งหมายที่ 3 มาแล้วเป็นอย่างดี
ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น ไม่มีกำลัง ไม่มีทางเจริญวิปัสสนาได้เลย เพราะจะไม่เห็นอาการของขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา เมื่อไม่เห็นอาการขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา มันก็ไม่เกิดการปล่อยวางขันธ์ 5
เรื่องนี้เขียนมากไม่ได้ เดียวผมจะมีเรื่องราวกับสำนักภาวนาหลายสำนัก
-----------------------------------------
บทความนี้ ผมหวังว่า ท่านที่ถามมาคงมองภาพออกนะครับว่า การเจริญวิปัสสนานั้น ต้องใช้ฐานรากจากสมถภาวนาแบบที่ 3 มาก่อนเพื่อให้จิตตั้งมั่น จิตมีกำลัง
เมื่อจิตตั้งมั่น มีกำลังแล้ว จิตรู้ จะแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้ ในที่นี้คือ ขันธ์ 5 แล้ว จิตรู้ เขาจะพิจารณาขันธ์ 5 เองอันเป็นอาการของวิปัสสนา ที่ต้องเกิดเอง เห็นเองด้วยจิตรู้ ไม่สามารถทำให้เกิดโดยการตั้งใจได้ จึงจะเป็นวิปัสสนา และได้ผลในการปล่อยวางขันธ์ 5 เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป
-------
ทีนี้มาถึงคำถามที่ถามมา ท่านที่ถามคงเข้าใจว่า สิ่งที่ผมเขียนใน blog จะไม่ใช่สมถภาวนา ตอนนี้คงเข้าใจแล้วนะครับว่า มันคือสมถภาวนาตามจุดมุ่งหมายที่ 3 ซึ่งนักภาวนาจะฝึกฝนสมถภาวนาในจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้อย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใน blog ที่ผมเขียน หรือ จะฝึกหลาย ๆ อย่างสลับไป สลับมา ก็ได้เช่นกัน
แต่ที่ผมเขียนแนะนำใน blog ก็เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่คนใหม่ ๆ จะได้อาศัยเป็นแบบฝึก เพื่อจะได้ฝึกได้ครับ
แต่ถ้าใครไม่มีเวลาฝึกตามแบบฝึก จะใช้วิธีการฝึกในชิวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน เพราะเพียงเข้าใจหลักการ ฝึกที่ไหนก็ได้ ฝึกอย่างไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจหลักการ ถึงแม้ฝึกตามรูปแบบ ก็จะไม่ตรงกับสมถภาวนาจุดมุ่งหมายที่ 3 ครับ แต่จะเป็นสมถภาวนาแบบอื่นไปเสีย
สิ่งที่ผมเขียนไว้ จะเรียกว่า การเจริญสติ ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร

ธรรมปฏิบัติ ตอน 1

บทความนี้เป็นบทต่อเนื่องจากเรื่อง รู้ธรรมคือรู้อะไร
และเรื่อง มาดูดอกไม้ไฟกันเถอะ
DSC01680..................................
ผมได้เขียนเรื่องการฝึกฝน ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย
ข้อ 1) ในขณะที่ท่านฝึกฝนอยู่นั้น ท่านสังเกตไหมว่า จิตใจท่านจะราบเรียบไม่มีอะไร แต่เมื่อการลูบแขนเกิดขึ้น ท่านก็รู้สึกได้ถึงการลูบนั้นได้
ถ้าท่านยังไม่เคยฝึก ผมแนะนำให้ท่านฝีกการลูบแขนก่อนสัก 30 นาที แล้วจึงมาอ่านเรื่องราวใน blog ของผมต่อไป
ข้อ 2) ทีนี้ สมมุติ ผมขอให้ท่านสร้างจินตนาการขึ้นมาว่า ท่านอยู่กับคนรักที่ตอนนี้หัวใจท่านสีชมพู ท้องฟ้าก็สดใส และคนรักของท่านก็ลูบแขนของท่านเหมือนดังข้อ 1
เมื่อเกิดการลูบแขนขึ้น ท่านย่อมรู้สึกได้ถึงการลูบ มันจะเหมือนกับการลูบในข้อ 1 แต่ตอนนี้ จิตใจท่านจะไม่เหมือนข้อ 1 แล้ว เพราะ จิตใจท่านจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อยากให้อยู่อยางนี้นาน ๆ
ข้อ3 ) ทีนี้ สมมุติ ใหม่ว่า ท่านเป็นหญิง และโดนพวกบ้ากามฉุดท่านไปในบ้านร้างแห่งหนึ่ง พวกมันมีมากหลายคน มันก็จะรุมจับตัวท่านไว้ ปิดปากไม่ให้ร้องได้ แล้วเจ้าตัวหัวหน้าที่ตัวสกปรก มีกลิ่นเหม็น ก็เอามือมาลูบแขนของท่านเหมือนอย่างข้อ 1 เช่นกัน ในการลูบนี้ ท่านก็ยังรู้สึกได้ถึงการลูบที่เหมือนกับข้อ 1 และ ข้อ 2 ได้เช่นกัน แต่จิตใจท่านนั้นกลับระทมทุกข์มาก อยากจะหนีเหตุการณ์นี้ไปให้ได้โดยเร็ว
...............................
เหตุการณ์ 3 อย่างนี้ ผมกำลังจะชี้ให้ท่านเห็นดังนี้
A) ความรู้สึกที่เกิดจากการลูบแขน ที่เหมือนกันทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในข้อ 1.2.3 นั้น คือ ความรู้สึกจริง ที่เกิดจริงในขณะนั้น ๆ ไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ นี่คือ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นทางกาย ที่ผมบอกท่านว่า คือ ธรรม
B) อาการของจิตใจ ในข้อ 1 เมือ่ท่านไม่มีการปรุงแต่งในจิตใจ มันก็คือ .ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจ ก็คือ ธรรม เช่นกัน
C) อาการของจิตใจ ในข้อ 2 . 3 ตอนนี้ จิตใจท่านมีการปรุงแต่งที่เจือด้วยกิเลส มีการรู้สึกชอบใจ อยากได้ อยากเป็น ( ข้อ 2 ) และ อาการที่ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่ต้องการ ( ข้อ 3 ) นี่คือ การปรุงแต่งมันก็เป็นธรรม เช่นกัน แต่เป็น ธรรม + มาร ที่เกิดในขณะเดียวกัน
ซึ่งท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมข้อ C จึงเป็น ธรรม ได้ มันน่าจะเป็น .มาร เป็นกิเลส มากกว่า ขอให้ท่านอ่านต่อไป
ในการเกิดจิตปรุงแต่งที่ปุถุชน เข้าใจว่าเป็น .มาร.นั้น ลักษณะทางกายภาพที่สัมผัสได้ ก็คือ เป็นพลังงาน ที่วูบขึ้นมาเหมือนกัน ( ถ้าท่านเป็นผู้ที่จิตรู้แยกตัวออกมาได้แล้ว ท่านจะเห็นพลังงานนี้ได้ และจะเข้าใจได้ง่าย ) พลังงานที่วูบขึ้นมาที่รู้สึกได้ นี่คือ ความรู้สึก ที่ผมเรียกว่า ธรรม
แต่ในพลังงานที่วูบขึ้นมานี้ มีส่วนที่เป็นเนื้อความในพลังงานนั้นด้วย คือ ความพอใจ (สำหรับข้อ 2 ) หรือ ความไม่พอใจ (สำหรับข้อ 3 )
การปรุงแต่งจิตใจของปุถุชน จะเห็นแต่อาการพอใจ หรือ ไม่พอใจ ที่เกิดขึ้น แต่ไม่เห็นพลังงานที่วูบขึ้นมา และเกิดหลงเข้าไปยึดถือในเนื้อความของพลังงานนี้ จึงเกิดหลงเดินตามความพอใจ หรือ ไม่พอใจ ที่เกิดขึ้นตามเนื้อความของพลังงานนั้นทันที ในส่วนนี้ ก็คือ มาร ที่มันจะมาพร้อมกับ ธรรม (ทีเป็นพลังงานวูบขึ้นมา ) เสมอ
..................
ถ้าท่านอ่านไม่เข้าใจในข้อ C เรื่องพลังงานทีวูบขึ้นมา และ เนื้อความในพลังงานที่วูบขึ้นมา ผมจะยกตัวอย่างทางโลกเปรียบเทียบให้ท่านเห็น เมื่อท่านอ่านเรื่องทางโลกที่เป็นข้อเปรียบเทียบแล้ว ขอให้ท่านกลับไปอ่านข้างบนใหม่ ก็จะทำให้ท่านเข้าใจได้ดีขึ้น
สมมุติว่า มีขันอยู่ 2 ใบ ขันทั้ง 2 ใบถูกใส่กล่องที่เปิดฝากไว้ ท่านมองไม่เห็นขันทั้ง 2 ใบนี้ ขันใบที่หนึ่งใส่ก้อนน้ำแข็งที่เย็นจัดไว้เต็ม
ขันอีกใบหนึ่งใส่น้ำร้อนที่ร้อนจัดไว้ ท่านอยู่หางจากขันประมาณ 30 เซ็นติเมตร ท่านไม่เห็นขันเพราะถูกใส่กล่องไว้ แต่ท่านจะเห็นไอ ทีออกจากขันทั้ง 2 ใบ ไอที่ลอยขึ้นมาจากความเย็น และ ไอที่ลอยขึ้นมาจากความร้อน ท่านจะเห็นได้ว่าเหมือนกัน ( นี่คือพลังงานที่เกิดขึ้น )
แต่ ไอออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะไอหนึ่งจะร้อน อีกไอหนึ่งจะเย็น
ท่านจะเห็นทั้งไอ และ สัมผัสได้ถึง ความร้อน หรือ ความเย็น ของไอ นี่คือส่วนที่เป็นเนื้อความของพลังงาน ( ถ้าผมจะใช้ภาษาอังกฤษ จะทำให้ท่านเข้าใจได้ดีขึ้น ในส่วนเนื้อความนี้ก็คือ property ของไอ นั้นเอง
..................................
อีกตัวอย่างหนึ่ง ดูภาพ

สีแดง คือ เนื้อความ ( property ) ของวงกลมและมีการแปลความหมายออกมาว่า คือ สีแดง
ความพอใจ คือ เนื้อความ ( property ) ของพลังงานปรุงแต่งที่เกิดขึ้น โดยมีการแปลความหมายของพลังงานนี้ออกมาว่า นี่คือพอใจ
ความไม่พอใจ คือ เนื้อความ ( property ) ของพลังงานปรุงแต่งที่เกิดขึ้น โดยมีการแปลความหมายของพลังงานนี้ออกมาว่า นี่คือไม่พอใจ
..........................................
ในวิถีทางเดินแห่งการพ้นทุกข์ เมื่อท่านฝึกฝนการเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ได้ดีจน.จิตรู้.เกิดแล้ว ใหม่ ๆ ท่านจะเห็นพลีงงานที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งได้ ( เปรียบเหมือนท่านเห็นไอที่ลอยอยู่ ) และ ท่านก็จะรู้สึกได้ถึงเนื้อความ ( property ) ในพลังงานที่เกิดนั้นได้ ( เปรียบเหมือน รู้ถึงว่า ไอนี่ร้อน หรือ ไอนี่เย็น )
นักปฏิบัติที่เข้าใจไม่ตรงทาง มักจะมีจิตใจที่น้อมเอียงไปในทางที่รังเกียจเนื้อความที่เกิดขึ้นในพลังงานที่ท่านเห็นมัน ยิ่งเป็นพลังงานทีแปลเนื้อความออกมาว่าเป็นความไม่พอใจ ความทุกข์ใจ ความหวุดหงิด ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความรังเกียจมากขึ้นไปอีก <<< แต่นี้คือ การปรุงแต่งที่เกิดซ้อนขึ้นมาโดยที่นักปฏิบัติธรรมท่านนั้นยังมองแบบจิตใจไม่เป็นกลาง ยังหลงปรุงแต่งซ้อนขึ้นมาอีก
เมื่อท่านมีกำลังแห่งสัมมาสติ สัมมาสมาธิที่ตั้งมั่น มองพลังงานที่เกิดวูบขึ้นมาอย่างเป็นกลาง โดยไม่หลงยินดี ยินร้ายไปกับเนื้อความ ( property ) ของพลังงานที่เกิดวูบขึ้นมา ท่านจะเห็นไตรลักษณ์ของพลังงานวูบนี้ได้ และเข้าใจความเป็นอนัตตาของมันได้เมื่อท่านเห็นมันได้บ่อย ๆ
นี่คือ ท่านได้เห็นธรรม แล้ว
ขอให้ท่านลองสังเกต สภาวะแวดล้อมดูอีกครั้งว่า
ทุก ๆ ขณะ ท่านมีแต่การสัมผัสที่เป็นความรู้สึกที่รับรู้เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางจิตใจ นี่คือความรู้สึกที่สัมผัสได้จริง ที่ผมได้บอกท่านว่า นี่คือธรรม
แต่ถ้าท่านหลงไปในเนื้อความแห่งการปรุงแต่งในด้านที่เกิดพอใจ ไม่พอใจ ขึ้น นี่คือการหลงเข้าไปใน .มาร. แล้ว
ท่านจะเห็นว่า ธรรม และ มาร มันมาพร้อมกัน เพียงแต่ว่า ท่านรู้ทัน.มาร. หรือ ไม่เท่านั้น ถ้าท่านรู้ทันมาร ท่านก็เป็นพุทธ ถ้าท่านไม่รู้ทัน.มาร. มาร ก็จะจิกหัวท่านให้ท่านเป็นทาสของมันต่อไป
ธรรม เป็นเรื่องไม่ซับซ้อนและอยู่ในชีวิตประจำวันของท่านนั้นเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน ขอให้ท่านอ่านสักหลาย ๆเทียว แล้วพิจารณาตามว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร ท่านอาจเข้าใจ.ธรรม. และหลุดจากการเป็นทาสของมารได้ตลอดกาล
....................
นี่เป็นบทความที่เขียนยากมากสำหรับผม และผมก็ไม่ทราบว่า ท่านอ่านจะรู้เรื่องหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องเกียวกับปัญญาทางพุทธูศาสนา ถ้าท่านอ่านเข้าใจ บทความนี้ก็มีประโยชน์แก่ท่าน ถ้าท่านอ่านไม่เข้าใจในตอนนี้ ก็ขอเก็บไว้ใน blog ผมก่อนก็แล้วกัน แล้วในอนาคต ท่านอาจย้อนมาอ่านใหม่อีกครั้ง แล้วเข้าใจก็ได้ครับ

วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี - มุมมือใหม่

0010วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี - มุมมือใหม่
มีผู้ขอให้ผมแนะนำวิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า จะให้ปฏิบัติอย่างไร
สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วน ๆ ที่ผมจะฝากไว้ท่านมือใหม่ ที่ล้มเหลวอยู่เสมอในการปฏิบัติธรรมไว้พิจารณา
ผมอยากจะบอกท่านที่เข้ามาอ่านก่อนว่า
ถ้าท่านยังติดหนึบเนียวแน่นดังกาละแมติดฟันในตำราละก็ อย่าอ่านต่อเลยครับ เพราะจะทำให้ท่านมีอคติกับผมไปเปล่า ๆ เมื่อท่านมีอคติอย่างเดียวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าท่านปรามาสต่อผมต่อ นี่ซิครับ ผมไม่ต้องการให้บทความต่าง ๆ ที่ผมเขียนเพื่อให้ท่านดับทุกข์ กลับนำท่านลงสู่ทุกข์เสียเอง สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็จะมีโทษมหันต์เช่นกัน ถ้าใช้ไม่เป็น
เชิญเข้าเรื่องได้ครับ สำหรับสาธุชนมีใจเป็นกลางที่อยากทราบประสบการณ์ของผม
****************************
1. วิปัสสนาจะไม่ได้ผลอะไรเลย ถ้าไม่มี .จิตรู้. ที่แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 เป็นผู้สังเกตการณ์ความไม่เที่ยงในขันธ์ 5
>> นี่คือกุญแจหลักสำหรับการเริ่มต้นการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ครับ
สิ่งแรกสุดที่ท่านต้องกระทำ คือ ศีกษาให้เข้าใจก่อน ว่าวิธีการที่จะฝึกฝนเพื่อให้ .จิตรู้. แยกตัวออกจากขันธ์ 5 นั้นมีวิธีการปฏิบัติฝึกฝนอย่างไร ไม่ใช่ว่า ท่านเห็นเขา นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ เดินจงกรม บริกรรมพุทโธ แล้วก็ปฏิบัติลงไปเลยโดยที่ท่านไม่เข้าใจเลยว่า การปฏิบัติที่ท่านเห็นเขาทำกันนั้น อย่างไรจึงได้ผล
ผมไม่อยากนำคำว่า สมถะ วิปัสสนา มาพูดให้ท่านสับสนในการฝึกฝนการปฏิบัติว่าอย่างไรคือสมถะ อย่างไรคือวิปัสสนา แต่ผมขอนำคำว่า การปฏิบัติคือการฝึกฝน สัมมาสติ ให้ตั้งมั่นจนเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อตั้งมั่นได้แล้ว จิตรู้ เขาจะแยกตัวออกมาสังเกตขันธ์ 5 ของเขาเองโดยที่ท่านไม่มีสิทธิไปบงการอะไรในตัว .จิตรู้. ได้เลย เมื่อ .จิตรู้.ออกมาสังเกตอาการของขันธ์ 5 เอง นี่แหละครับ วิปัสสนา ได้เริ่มต้นแล้ว
2. แล้วจะปฏิบัติอย่างไรให้ .จิตรู้.แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 ได้
>> ท่านต้องฝึกฝนครับ ฝึกฝนสิ่งที่ผมเรียกว่า สัมมาสติ นั้นเอง
หลักการฝึกฝนสัมมาสติ ก็คือ
2.1 การที่รู้สึกตัว ที่สบาย ๆ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เป็นธรรมชาติ
เวลาฝึกอย่าให้มีความรู้สึกว่าต้องทำ แต่ให้ฝึกด้วยความรู้สึกว่า กำลังลองทำเล่น ๆ
2.2 ไม่ต้องการอยากรู้อะไร
ท่านอ่านถึงข้อ 2.2 ก็จะเกิดแอบงงได้ เพราะสำนักต่าง ๆ ที่มีสอนการปฏิบัติธรรมทั่วไปในประเทศไทย บอกว่า ต้องรู้ ต้องกำหนด แต่ผมกลับบอกว่า ไม่ต้องการอยากรู้อะไร ผมเขียนผิดหรือเปล่า
ผมขอเรียนท่านว่า ไม่ผิดหรอกครับ แต่ขอให้ท่านอ่านต่อไปและทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดีมาก ๆ สักหน่อย อ่านซ้ำหลาย ๆ รอบก็ยิ่งดีครับ
ในข้อ 2.1 ผมบอกว่า ท่านต้องรู้สึกตัว ที่สบาย ๆ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เมื่อท่านรู้สึกตัวอยู่ สิ่งที่ท่านจะพบต่อมาก็คือ ตาท่านจะมองเห็นอยู่ หูก็จะได้ยินอยู่ ร่างกายก็รู้สัมผัสได้อยู่ และอื่น ๆ ในระบบปราสาทในร่างกายของท่านทำงาน ทั้งหมดนี้ ต้องเป็นการรู้ที่เป็นไปเอง (ย้ำชัด ๆ นะครับ ว่า ต้องเป็นการรู้ที่เป็นไปเอง ) ทีเป็นดังนี้เพราะท่านรู้สึกตัวอยู่นั้นเอง ผมจะใช้คำว่า การรู้ที่เป็น multitasking ก็ได้ (เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบันที่ทำงานพร้อมกันได้หลาย ๆ อย่างในขณะเดียวกัน ) (แต่ถ้าท่านยึดตำรา ตำราว่า การรู้จะรู้ได้ทีละอย่าง นั้นคือตำรา ที่ผมบอกแล้วว่า ถ้าท่านยึดติดตำรา อย่าเข้ามาอ่านเลย )
ผมขอให้ท่านทดลองด้วยตัวเองก็ได้ในตอนนี้
ขอให้ท่านรู้สึกตัวอยู่อย่างสบาย ๆ ตาท่านมองเห็นใช่ใหม่
หูท่านก็ได้ยินใช่ใหม ถ้ามีลมพัดมา หรือ ท่านเปิดแอร์หรือพัดลม แล้วลมพัดมาโดนกาย ท่านก็รู้สึกได้ใช่ใหม ท่านจะเห็นว่า การรู้ที่เกิดขึ้นนั้น ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่รู้สึกตัวธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง และรู้ได้พร้อมกันหลาย ๆ อย่างในคราวเดียวกัน
ผมขอให้ท่านสังเกตต่อไปว่า การรู้ที่มาจากการรู้สึกตัวนี้ จะเป็นการรู้ที่เบา ๆ และก็บางทีก็รู้ บางทีก็จะไม่รู้ แสดงว่าการรู้ของท่านยังไม่ต่อเนื่อง นี่เพราะท่านยังเป็นมือใหม่ที่มีกำลังสัมมาสติอ่อนนั้นเอง แต่ถ้าท่านฝึกฝนต่อไป จนสัมมาสมาติมีกำลัง การรู้ของท่านจะต่อเนื่องได้มากขึ้น
ปัญหาของมือใหม่ที่เกิดเสมอ ๆ เพราะได้รับคำสอนว่า การรู้ต้องรู้ชัด
มือใหม่ก็จะใช้วิธีการจ้องไปยังจุดที่ต้องการจะรู้ชัด เช่น ผู้ที่ฝึกลมหายใจ ก็ได้รับคำสอนว่า ให้ไปจ้องที่ปลายจมูกเพื่อจะรู้ลมให้ชัด ผู้ที่เดินจงกรมก็จะจ้องที่เท้าเพื่อที่จะรู้การกระทบที่เท้าให้ชัด นี่เป็นการขัดแย้งกับข้อ 2.2 ที่ผมเขียนไว้อย่างจัง เพราะการอยากรู้โดยการจ้องที่ปลายจมูก หรือ ที่เท้า ล้วนเป็นกระทำด้วยความอยาก อันเป็นตัณหา ในอริยสัจจ์ 4 ข้อ 2 พระพุทธองค์ก็สอนไว้ชัดว่า ตัณหา คือต้นเหตุแห่งทุกข์ ต้องละ มัน แต่นี่ท่านที่ไปจ้องปลาย จ้องเท้า การจ้องเป็นการไม่ได้เดินตามคำสอนนี้เลย
เมื่อท่านเป็นมือใหม่ ที่เริ่มต้นด้วยการฝึกรู้ลมหายใจ จะเป็นสิ่งทียากลำบากมากที่จะรู้ลมหายใจ โดยการไม่จ้องลม
ส่วนมากคนใหม่ ๆ ที่ผมแนะนำการปฏิบัติ ผมจะให้เขาฝึกด้วยกายานุปัสสนาที่ไม่ใช้ลมหายใจ เพราะการรู้ลมหายใจโดยไม่จ้องลม เป็นสิ่งที่รู้ได้ยากกว่าวิธีอื่น ผมมีเขียนเรื่องการฝึกกายานุปัสสนาไว้ที่เรื่อง
ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย
เมื่อท่านมือใหม่ ฝึกกรรมฐานอื่นที่ไม่ใช่ลมหายใจไปมาก ๆ เช่นสัก 1 ปี กำลังสัมมาสติของท่านจะแข็งแรงขึ้น และสามารถรู้ลมหายใจได้เองโดยไม่ต้องจ้องลมหายใจเลย ท่านก็สามารถฝึกลมหายใจได้เองต่อไป

3. ทำไม ผมจึงให้เริ่มที่กายานุปัสสนา ไม่ใช่การดูจิต อย่างทีตอนนี้กำลังนิยมกัน
>> อย่างที่ผมได้เขียนไว้ข้างต้นแล้ว การปฏิบัติจะได้ผล ก็ต่อเมื่อ .จิตรู้. เขาแยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 แล้วเท่านั้น ถ้าท่านเป็นมือใหม่ที่จิตรู้ยังไม่แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 แล้วท่านไปดูจิต มันจะไม่ได้ผลครับ
เพราะท่านจะไม่เห็นอาการของจิต เพราะการเห็นอาการของจิตนั้น จะต้องเป็นการเห็นด้วย .จิตรู้. จึงจะได้ผลแห่งวิปัสสนา
ถ้าการรู้อาการของจิตที่ไม่ใช่ จิตรู้ จะเป็นการนึกคิดเอา อันเป็นสัญญาและสังขาร
การฝึกกายานุปัสสนาที่ถูกต้องตามหลักการที่ผมให้ไว้ในข้อ 2 เมื่อฝึกไปบ่อย ๆ ฝึกมาก ๆ ก็จะมีขบวนการภายในที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ที่ท่านมองไม่เห็น นั้นคือ สัมมาสติมีการพัฒนากำลังมากขึ้น และ จิตรู้ ก็พร้อมจะมารู้เห็นการทำงานของขันธ์ 5 ได้ตามความเป็นจริง อันเป็นการเจริญวิปัสสนาด้วย จิตรู้
แนะนำอ่านเรื่อง
ทำไมผมสอนแต่กายานุปัสสนา ไม่สอนการดูเวทนา ไม่สอนการดูจิต ไม่สอนการดูธรรม แล้วจะครบสูตรได้อย่างไร
ถ้า "จิตรู้" ยังไม่เกิด จะไม่เห็นไตรลักษณ์ที่แท้จริง

กายานุปัสสนา ทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง

4. จะวัดผลแห่งการปฏิบัติได้อย่างไรว่าได้ผลแล้ว
>> เมื่อ จิตรู้ แยกตัวออกมาจากขันธ์ 5 แล้ว จิตรู้ เขาจะทำงานของเขาเอง ใหม่ๆ จิตรู้ ยังไม่มีพลังมากพอ การรับรู้ขันธ์ 5 ของจิตรู้ก็อาจดีบ้าง ไม่ดีบ้าง อันเป็นธรรมดา ขอให้ท่านฝึกฝนต่อไป แบบเดิม ที่ผมเขียนข้อ 2 เพื่อให้จิตรู้มีกำลังมากขึ้นไปอีก ยิ่งฝึกมากแบบข้อ 2 จิตรู้ ยิ่งตั้งมั่น ยิ่งมีกำลังมากขึ้น เมื่อจิตรู้ยิ่งมีกำลัง การที่จิตรู้พิจารณาขันธ์ 5 เองยิ่งถี่มากขึ้น ( ผมขอให้ท่านเข้าใจว่า คำว่า พิจารณาขันธ์ 5 นี้ ต้องเป็นการพิจารณาเองด้วยจิตรู้เท่านั้น จึงจะได้ผล การทีท่านไปคิดเอาเองว่า นี่เป็นไตรลักษณ์ ด้วยการใช้ความคิด ไม่ใช่การพิจารณาธรรมอันเป็นขบวนการแห่งวิปัสสนา )
เมื่อ จิตรู้ พิจารณาขันธ์ 5 เองบ่อย ๆ จิตรู้ ก็จะมีความรู้มากขึ้นเอง
แต่ท่านจะรู้ด้วยตัวเองว่า ทุกข์ท่านได้ลดลงไปจากเดิม
ซึ่งผมขอแนะนำให้ท่านวัดผลการปฏิบัติด้วยวิธีที่ผมเขียนไว้คือ
การกลับมาเป็นปรกติของใจได้เร็ว คือ การวัดผลการปฏิบัติ - มุมมือใหม่

การวัดผลอีกอย่างหนึ่ง ที่ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเองก็คือ
การที่ท่านเผลอสติที่ลดลงไปกว่าเดิม ยิ่งท่านฝึกยิ่งมาก
การเผลอสติก็ยิ่งลดลง จนประหนึ่งว่า ท่านมีสติตลอดเวลา
ในขณะที่ท่านตื่นอยู่ ท่านทำอะไร ก็มีสติอยู่เสมอ นั้นเอง
ยิ่งท่านมีสติต่อเนื่องมากเท่าใด ทุกข์ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ
นี่เป็นผลจากปัญญาที่เกิดขึ้นในจิตใจของท่าน
ที่ลดละ ตัณหา อย่างเป็นอัตโนมัตินั้นเอง

5. บทสรุป
ผมหวังว่า สิ่งที่ผมเขียนนี้ จะทำให้เท่ามองภาพออกถึงการปฏิบัติ
ว่าท่านจะดำเนินตัวเองอย่างไร เพื่อให้เข้าสู่ทางแห่งการพ้นทุกข์
ผมได้เขียนเรื่องการปฏิบัติที่เป็นพืนฐานไว้มากมาย หลายเรื่อง
ใน Group Blog ธรรมปฏิบัติ 1 ขอให้ท่านทยอยอ่าน และ
ยิ่งเมื่อท่านได้ฝึกฝนไปเป็นระยะและมาอ่านทวนเป็นระยะ จะทำให้ท่านเข้าใจการปฏิบัติได้มากขึ้น
ผมขอเน้นย้ำแก่ท่านมือใหม่ว่า การปฏิบัติในข้อ 2 นั้น ท่านไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง
อะไรทั้งสิ้่น ท่านฝึกสัมมาสติไปได้แก่กล้าแค่ไหนก็ตาม ท่านก็ยังคงใช้การฝึกแบบข้อ 2 อยู่ดี
อนึ่ง เมื่อท่านฝึกไปเรื่อย ๆ จะมีสภาวะธรรมบางอย่างปรากฏขึ้นแก่ท่่านให้รู้ได้เป็นระยะ ๆ
สภาวะธรรมเหล่านี้ ถ้าท่านเกิดหลงไปว่า ฉันได้ก้าวหน้าแล้ว การปฏิบัีติต้องไปปรัีบเปลี่ยนวิธีการในข้อ 2 และจะก้าวหน้าต่อไป ถ้าท่านคิดอย่างนี้แล้วละก็
ผมขอบอกท่านว่า ท่านหลงทางครับ เพราะนั้นจะเป็น วิปัสสนูกิเลส ที่เกิดขึ้นแก่ท่าน
ท่านเกิดหลงมันว่ามันเป็นจริง
ธรรมแห่งองค์พระศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา
นี่คือความจริงแท้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ท่านจะยิ่งเข้าใจคำนี้มากขึ้น
ทุกขณะจิต ยิ่งท่านมีกำลังสัมมาสติยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปทุกที ทุกที
ธรรมปฏิบัิติ ไม่เหมือนเลี้ยงเด็กอ่อน ที่ต้องเปลี่ยนชนิดของนมผง ชนิดอาหาร ตามอายุเด็ก
ธรรมปฏิบัตินั้น ความเป็นปรกติธรรมดาของจิตใจ ที่ไร้กิเลส ตัณหา แต่อุดมด้วยสัมมาสติ
ของแท้มีอย่างเดียว ไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างไรทั้งสิ้นในการฝึกฝน
ฝึกเพื่อให้เป็นปรกติของจิตใจ
บทความที่คล้ายกันที่แนะนำท่านเข้าไปอ่าน
เมื่อเดินตามวิถีแห่ง.มรรค. .ผล.ก็จะเกิดตามมาเอง - มุมมือใหม่

6. ผมจะเปิดบทความนี้ให้ท่านมือใหม่ เขียนถามได้ถ้าไม่เข้าใจในจุดใด
เป็นเวลา 7 วัน แล้วจะปิดการเขียน
แต่ผมขอร้องผู้ที่คิดจะเข้ามาป่วน blog ผม หรือ นำเอาตำรามาแปะไว้เพื่อโต้แย้งในบทความนี้ ท่านอย่าได้ทำเลย ผมบอกแล้วนี้ นี่มาจากประสบการณ์ส่วนตัว จะผิดถูกอย่างไร ก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าท่านจะเขียนของท่าน ท่านสมควรเขียนใน blog ของท่านเอง และผมก็บอกไว้ก่อนแล้วว่า ผมไม่แนะนำให้ท่านที่ติดตำราเข้ามาอ่านด้วยครับ

พระอาจารย์ทอง อาภากโร

พระอาจารย์ทอง อาภากโร

วัดสนามใน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์

DSC00039

หลวงพ่อกับ พระอาจารย์ทอง อาภากโร, หลวงพ่อเพียร อตฺตปุญฺโญ, พระอาจารย์คำเขียน สุวณฺโณ และพระอาจารย์บุญธรรม อุตฺตมธมฺโม

อาตมาเป็นพระบ้านนอก พ่อแม่เป็นชาวไร่ชาวนา ก่อนบวชก็ได้ทำบุญให้ทาน เข้าวัดตามประเพณีที่พ่อแม่เคยทำมา การปฏิบัติก็ยังไม่ได้ทำอะไรในขณะนั้น อาตมาบวชเมื่ออายุ 22 ย่าง 23 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2504 อาตมาก็บวชเรียนอยู่วัดธรรมดา บวชมหานิกาย ที่จังหวัดอุดรธานี ได้ทำสมาธิกรรมฐานบ้าง แต่ก็ไม่เข้าใจ พอดีปีนั้น พ.ศ. 2510 อาตมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านพรม อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ออกพรรษาแล้วก็ไปเรียนเทศน์ แต่ก่อน การจะเป็นพระนักเทศน์ต้องเรียนจากครูบาอาจารย์

บังเอิญมีโยมคนหนึ่งมาจากเมืองเลย เขามาเยี่ยมญาติที่นี่ เขาไปได้ยินหลวงพ่อเทียนพูดธรรมะกับท่านมหาบัวทอง เพราะท่านมหาบัวทองเป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน เขานิมนต์มาแสดงธรรมะให้ญาติโยมฟัง แกก็คุยให้อาตมาฟัง คุยกันไปคุยกันมา อาตมาก็สะดุดใจว่าเป็นโยมก็พูดธรรมะได้ เราบวชมาตั้ง 7 ปียังไม่รู้ ไม่เข้าใจธรรมะ ก็ชักสงสัย คิดอาย ๆ เหมือนกัน เราเรียนคัมภีร์ เรียนตำรามาแล้วมันอยู่ที่ไหน พระมหาบัวทองได้มหาเปรียญแล้ว ก็ยังไปเรียนธรรมะไปปฏิบัติธรรม แล้วธรรมะมันอยู่ที่ไหน ถ้าเราอยู่เป็นพระบวชไปนาน ๆ เวลาไปแสดงธรรมะกับพระกรรมฐาน บางทีอาจจะติดเขาก็ไอ้ อาจจะเทศน์แล้วอายเขาก็ได้ ก็เลยคิดในใจว่า ปีนี้เราต้องไปปฏิบัติธรรม ต้องไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อเทียน ให้มันรู้ ให้มันเข้าใจก่อน เรื่องเทศน์เรื่องอะไร ค่อยมาว่ากันทีหลัง

ตอนนั้นอาตมาคิดฝันไปว่า เมื่อไปปฏิบัติธรรมแล้วมันคงจะมีฤทธิ์มีเดช ดำดิน ล่องหน หายตัว อะไรอย่างนั้นได้ เพราะเรียนมาในตำราเขาว่า -ปฏิบัติธรรมะจะมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เราก็นึกว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะเข้าท่าดี ก็เลยตัดสินใจไปหาอาจารย์ มันมีอะไรอย่างหนึ่ง ตั้งความคิดไว้สูงมาก เป็นแรงผลักดันพาไป

อาตมาไปหาหลวงพ่อเทียนที่ป่าพุทธยาน จังหวัดเลย ไปถึงที่นั่นตอนเย็น ไปถามหาหลวงพ่อ ก็รู้ว่าท่านไปเปิดอบรมธรรมะให้ญาติโยมอยู่ที่บ้านบุฮม อาตมาก็จะตามไป ตอนนั้นอาตมามีศรัทธาแรงกล้ามาก อยากจะเห็นว่าหลวงพ่อเทียนหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พระที่วัดให้นอนค้างคืนก่อน พรุ่งนี้เราจะพาไปส่ง อาตมาก็ตกลงค้างคืนหนึ่ง ก็ได้คุยกับท่านมหาบัวทองแต่ใจยังคิดอยู่อยากพบหลวงพ่อเทียน

พอรุ่งเช้าก็ออกเดินทางไปหาหลวงพ่อเทียนที่บ้านบุฮม ไปถึงที่นั่นประมาณ 4 โมงกว่า ๆ ยังไม่เพล ไปกราบท่าน

ท่านถามว่ามาจากไหน ?

ก็บอกท่านว่า ผมบวชที่จังหวัดอุดรธานีบ้านเกิดเมืองนอน พ่อแม่อยู่ที่อุดรฯ ผมบวชแล้วก็ไปเรื่อย ๆ ศึกษาตามหนังสือหนังหาไปเรื่อย ๆ ผมบวชมาก็ 7 ปีแล้ว มาจำพรรษาที่ชัยภูมิ ออกพรรษาแล้วก็ไปฝึกเทศน์ที่อำเภอหนองบัวแดง พอดีได้ยินโยมพูดคุยธรรมะ แล้วสงสัย ยังไม่เข้าใจ ผมก็เลยถามที่อยู่ของหลวงพ่อ เขาก็บอกแนะนำมา ผมก็เลยอยากจะมาศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อ อยากจะปฏิบัติธรรมะกับหลวงพ่อ

ท่านก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ท่านก็ถามว่า สนใจจริง ๆ หรือ

อาตมาก็บอกว่าสนใจจริง ๆ

ท่านถามว่าจะปฏิบัติจริงหรือ

ก็บอกท่านว่า จริง

ท่านว่าการปฏิบัติธรรมะนี่ทำง่ายไม่มีอะไรเป็นพิธีรีตอง

อาตมาก็ชอบอยู่แล้ว เพราะตั้งใจทีเดียวว่าถ้าให้ทำยุบหนอ-พองหนอจะไม่ทำ เพราะได้ยินเด็ก ๆ คนทั่ว ๆ ไปพูดหนอ ๆ นี่ อาย ๆ นะ พอดีท่านพูดให้ฟังว่า ทำง่าย ๆ ทำสบาย ๆ ทำวิธีเคลื่อนไหว ไม่ต้องหลับตาในขณะนั่ง นั่งยกมือขึ้น เอามือลง ทำวิธีเคลื่อนไหว เอ๊ะ ! ไม่เห็นจะมีอะไร ท่าจะทำง่าย

ท่านก็ทำให้เราดู เราก็ทำตาม พอทำเป็น ท่านก็ปล่อยให้เราทำคนเดียว ใหม่ ๆ ก็อายนะ อาตมาเป็นคนขี้อาย ท่านให้ไปอยู่กุฏิคนเดียว อาตมาปฏิบัติอยู่คนเดียว. ปฏิบัติอยู่ที่บ้านบุฮม วัดที่ท่านอยู่ นาน 15 วัน ก็ยังไม่เข้าใจ

ต่อมาก็ลงมาปฏิบัติที่วัดป่าพุทธยาน ปฎิบัติอยู่นานประมาณ 1 เดือน ระหว่างปฏิบัติ ท่านก็มาหาวันละ 2-3 ครั้ง ท่านก็ถามคำสองคำ เข้าใจหรือไม่ อาตมาก็ไม่เข้าใจ

วันหนึ่งต่อมา หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จก็เลยนั่งคุยกันกับหลวงพ่อและมหาบัวทอง อาตมาก็บอกกับท่านว่า ถ้าผมปฏิบัติแบบนี้คงไม่เข้าใจคงไม่รู้ บวชมาก็ตั้ง 6-7 ปีแล้วยังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ ตำราก็เรียนมาแล้วท่านพูดอะไรให้ฟัง เข้าใจรูป เข้าใจนามแล้วหรือยัง เราก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อายุก็แก่แล้วทำไมยังไม่เข้าใจ

อาตมาก็เลยบอกกับท่านว่า ผมจะขอเก็บตัวสักระยะหนึ่ง ตอนนี้ผมจะไม่ออกมาทำวัตร บิณฑบาต จะขอเก็บตัวปฏิบัติคนเดียวอยู่ในห้อง หลวงพ่อจะอนุญาตหรือไม่

ท่านก็บอกว่า เอ...ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ท่านก็คิดพูดคุยกัน ตกลงกัน ให้ก็ให้ ก็ตัดสินใจเลยทีเดียว เรื่อข้าวเรื่องน้ำก็แล้วแต่หลวงพ่อจะจัดญาติโยมไปส่งให้

อาตมาไปอยู่ได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็เข้าใจ แต่เข้าใจพื้น ๆ นะ เข้าใจแรก ๆ ไม่เห็นรูป ไม่เห็นนาม ต่อมาเมื่อมาเห็นรูป เห็นนาม มาเข้าใจรูป เข้าใจนาม รวมเวลาประมาณ 1 เดือน จึงรู้จักการบวช ทั้ง ๆ ที่เราบวชมา 7 ปีไม่รู้เลย เราเรียนหนังสือตามตำรา ตามหลักวิชาการก็เรียนมา ไม่รู้ว่าเราได้บวชได้เรียนอะไร คล้าย ๆ กับเราไม่มีอะไรเลย โกนหัวก็โกน ห่มผ้าเหลืองก็ห่ม แต่มันไม่เข้าใจในการบวช

ตอนที่เข้าใจ อาตมาก็นั่งสร้างจังหวะ นั่งยกมือ ทำความรู้สึกตัวมันรู้ขึ้นเลย รู้โดยไม่มีใครบอก รู้โดยไม่เคยได้ยินได้ฟัง รู้โดยไม่ได้อ่านตำรับตำรามาเลย มันรู้มันเข้าใจเอง มันเห็นรูป เห็นนาม เห็นรูปธรรม นามธรรม เห็นรูปโรค นามโรค เห็นสมมุติ เห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา เห็นบาป เห็นบุญ เห็นศาสนา เห็นพุทธศาสนา จนจบเลย รู้แล้วมันรู้จนจบไปเลย รู้ในขณะเดียวเลย อันนี้เป็นอารมณ์เบื้องต้น

รู้เมื่อหลังจากเก็บตัวได้ 7 วัน แต่รวมทั้งหมดหนึ่งเดือนพอดี เราจึงรู้ รูป-นาม รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง รู้สารพัดอย่าง มันเป็นความรู้ของ วิปัสสนู เป็นความรู้ของจินตญาณ แต่หลวงพ่อท่านก็มีวิธีสอนเรา แต่เราก็ไม่รู้หรอก แม้เมื่อเดินจงกรมมันก็ยังมีอะไร ๆ อยู่ อาตมานึกถึงพ่อ อาตมาเป็นทำพร้าตั้งแต่เด็ก ๆ อายุราว ๆ 5-6 ขวบ โยมแม่เลี้ยงมาตลอด ก็นึกถึงพ่อ โอ้..พ่อเราเกิดมาเป็นคนไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไม ไม่รู้ตัวเอง ไม่เห็นตัวเอง ถ้าเป็นสิ่งที่ปั้นได้เหมือนกับดิน เหมือนกับอิฐ เหมือนกับปูน จะไปเอามาปั้นแล้วก็เอามาทำใหม่ให้ดีเลย ตอนนั้นอาตมาคิด นึกถึงพ่อแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ช่วยได้แต่เฉพาะตัวเราเท่านั้นเอง

ตามหลักจริง ๆ แล้วช่วยไม่ได้ เสียชีวิตไปแล้วมันก็แล้วกันไป แต่สิ่งที่เราทำมันก็ได้กับเรา การบวชให้พ่อให้แม่นี่เป็นประเพณี แต่พูดถึงการปฏิบัติธรรมแล้วมันไม่เกี่ยวกันเลย

เมื่ออาตมารู้อย่างนี้แล้ว พอได้อรุณรุ่ง หลวงพ่อก็ให้อาตมาออกมาเลย กลัวจะเป็นตัวอย่างกับคนอื่น บางทีคนอื่นมาขอแล้วท่านไม่ให้มันจะไม่ยุติธรรม ไม่ดี ท่านว่าอย่างนั้น เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน มีแต่ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อยู่กับท่านทำการทำงานไปเรื่อย ๆ ไม่มีการเก็บอารมณ์ ท่านให้ออกมาก็ออก แต่ใจจริงยังอยากปฏิบัติคนเดียว ท่านให้ออกก็ออก เพราะเราเคารพท่าน ท่านว่าอย่างไรก็ต้องทำตาม ท่านให้ออกมาทำการทำงาน ตอนปฏิบัติธรรมะใหม่ ๆ ท่านยังไม่ให้ดูความคิด หลังจากออกมาได้ 4-5 วัน ตอนนั้นกำลังพุ่ง กำลังแรง กำลังเป็นจินตญาณเป็นปีติ มันกล้า อยากจะอยู่คนเดียว เรื่องเทศน์ เรื่องอะไร ไม่ว่าใครจะจบอะไรมา จบกระไตรปิฎก หรือได้เปรียญ 9 ประโยคมา อาตมาไม่กลัวใคร อาตมารู้รูป-นามอย่างดี ไม่เคยได้ประสบการณ์อย่างนี้ในชีวิต มันเป็นอย่างนี้เอง พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการบวช มันอยู่ที่นี่เอง ถึงจะได้บวชเรียนมานาน ถ้ายังไม่ได้ทำอันนี้ ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ อันนี้ ถือว่าบวชนอกพุทธศาสนา เมื่อก่อนเราเรียนในตำรานึกว่ามีแต่ครั้งพุทธกาล มีแต่ในประเทศอินเดีย

หลวงพ่อได้ถามอาตมาว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้กลับบ้านได้ไหม

บอกท่านว่า “กลับได้ กล้าพูดกับอาจารย์แล้ว”

อาจารย์ของอาตมาบวชมานาน 10 กว่าปีแล้ว แกไปเรียนบาลีมา ได้เป็นอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าคณะตำบล มีความรู้ทางวิชาการ ปริยัติ หลวงพ่ออยากให้ไปสอน

อาตมารู้สึกคล้าย ๆ ว่าตอนนั้นมันยังไม่จบลง เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง ทำไมหลวงพ่อท่านพูดอย่างนั้น ท่านคงมีเหตุผล หลวงพ่อท่านอยากให้ไปพูดคุยกับโยมพ่อโยมแม่ และญาติ ๆ พูดอะไร ๆให้ฟัง อยากให้เอาประสบการณ์ อยากให้เอาธรรมะนี่ไปพูดให้คนฟัง สมัยก่อนเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ท่านก็เปลี่ยนอีกอย่างหนึ่ง

แต่อาตมาไม่เหมือนคนอื่น ถ้าคนอื่นหลวงพ่อยุไปเลย ตอนนั้นอาตมาบวชได้ 7 ปีพอดี ท่านมหาบัวทองนี้เป็นรุ่นแรก ๆ ต่อมาก็มีอาจารย์คำเขียน อาจารย์บุญธรรม อาจารย์สมหมาย รุ่นนี้ไล่ ๆ กัน

หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านให้ดูความคิด ปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ถ้ารู้รูป-นาม เข้าใจรูปเข้าใจนามแล้ว เกือบทุกคนจะเป็นจินตญาณ บางคนมีปีติแรง บางคนไม่แรง ถ้าเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อท่านไม่ให้ดูความคิด ท่านให้ทำการทำงาน บางคนให้อยู่เฉย ๆ แต่ความคิดท่านไม่ให้สนใจมัน ปล่อยมันไป มันคิดแต่สิ่งดี ๆ ทั้งนั้น คิดไปเรื่องอดีตบ้าง อนาคตบ้างอะไรต่ออะไรที่จะไปสอนนั่นแหละ มันคิดขึ้นมา แต่หลวงพ่อท่านไม่ให้คิด ท่านว่าให้มันค่อย ๆ เย็นลง ๆ ให้มันสงบ หลวงพ่อท่านก็มีจิตวิทยาในการสอนเหมือนกัน ท่านมีวิธีดูจิต ดูผู้คนที่จะมาปฏิบัติ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร จิตดีหรือไม่ คล้ายว่ามีอะไรหรือไม่ เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าจิตของเรามีสภาพแบบนั้น คล้าย ๆ ไม่มีอะไร เดี๋ยวนี้ไม่รู้เห็นอะไรทั้งนั้น ท่านจึงจะให้ดูความคิด

พระพุทธเจ้าตรัสรู้บำเพ็ญเพียรทางจิต เอาสติดูจิต ดูตรงนี้ ท่านก็มาแนะให้ดูตรงนี้ ท่านบอกว่า “คิดให้รู้ แล้วก็ปล่อยรู้”

ท่านก็ให้ยกมือสล้างจังหวะ เคลื่อนไหวให้รู้สึกตัว ให้ดูความคิด ให้เห็นความคิด เท่านั้น ท่านก็หนีไปเลย

ตอนนั้นอาตมาดูความคิดอยู่ 9 วัน ได้มาเห็นปรมัตถ์ เห็นวัตถุ เห็นอาการ ตอนเย็น มาเห็นตอนนี้ จิตใจมันเปลี่ยนแปลง ตอนเห็นรูป-นาม จิตใจก็เปลี่ยนแปลงอีกแบบ ตอนมาเห็นปรมัตถ์ จิตใจก็เปลี่ยนอีกแบบ ตอนนี้อาตมากล้าแล้ว เอ้อ ! เราเป็นพระได้แล้ว เป็นเทวดาได้ พระมันอยู่ตรงนี้เอง มันไม่ได้อยู่ตรงหัวโล้น ห่มผ้าเหลือง มันอย่างนี้เอง มันเห็น

หลวงพ่อท่านสอน ใครมาปฏิบัติธรรม ก็ให้ดูจิตดูใจ ดูความคิดต่าง ๆ ถ้าจิตใจเปลี่ยนแปลงแล้วต้องรู้ต้องเห็นทุกคน อันนี้เป็นวิธีสอนเป็นวิธีถามผู้ปฏิบัติที่รู้ ที่เห็น ที่เข้าใจ ท่านถามเรา เราเป็นผู้บอกท่านเองว่าเราเข้าใจปรมัตถ์ เข้าใจวัตถุ เข้าใจอะไรก็ตาม เห็นอะไรก็ตาม ก่อนนั้นเข้าใจว่า ใครเป็นพระก็ได้ โกนหัวนุ่งห่มผ้าเหลืองมาอยู่วัด พอดีตอนนี้อ้อ ! พระยังไงก็ได้ จะเป็นผู้หญิง ผู้ชายก็ได้ นุ่งผ้าสีอะไรก็ได้ เป็นคนชาติอะไรก็ได้ ภาษาไหนก็ได้ หรือถือศาสนาไหนก็ได้ ตอนได้รูป-นามยังไม่ชัด เข้าใจแต่ยังไม่ชัด พอดีมาเข้าใจปรมัตถ์ รู้สึกมันชัดขึ้น เห็นเข้าใจอะไรละเอียดดีขึ้น

อาตมาดูความคิด จนเข้าใจปรมัตถ์ เข้าใจวัตถุ เข้าใจอะไรต่าง ๆ พอเห็นแล้ว หลวงพ่อก็แนะให้ดูความคิด ให้ดูข้ามปรมัตถ์ วัตถุอะไรต่าง ๆ มันจะมีอารมณ์เปลี่ยนอีก มีอารมณ์รับรู้เปลี่ยนอีก เราจะเห็น เห็นโลภะ เห็นโทสะ เห็นโมหะ หลังจากนั้นมันเปลี่ยนไปเลย มันรู้ มันเห็น มันเข้าใจไปตามขั้นตอนของมัน เรื่องเจ็บ เรื่องตาย เรื่องนรก สวรรค์ เรื่องทำบุญ ทำดี ทำแล้วเป็นอะไร ทำบุญด้วยกาย ด้วยวาจา แต่อาตมาไม่ได้รู้ไปแบบหลวงพ่อท่านรู้ บางทีหลวงพ่อท่านรู้เป็นขั้นเป็นตอนไป แต่อาตมาเข้าใจอีกแบบ

ตอนจิตใจเปลี่ยนครั้งที่สามนี้ไม่นาน มันเปลี่ยนไปเลย พอเห็นปรมัตถ์ เห็นวัตถุ เห็นอาการ ในขณะนั้นเห็น โมหะ โลภะ โทสะ แล้วก็เห็นไปเรื่อย ๆ เห็นศีล เห็นพวกกาม เห็นไปเรื่อย ๆ จนรู้หมด จึงไปเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร อาตมาอยู่คนเดียว ทำอยู่คนเดียว ไม่พูด ไม่คุย

มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อท่านอบรม ท่านพูดไปตั้งแต่ต้น เรานั่งฟังเอ๊ะ ! ทำไมมันไปตรงกับที่เราเห็น เมื่ออบรมเสร็จ อาตมาก็เข้าไปคุยกับหลวงพ่อไม่กี่คำหรอก.

ตั้งแต่นั้น สำหรับอาตมาใครจะพูดอะไร จะว่าอะไร ใครจะสอนอะไร อาตมามั่นใจว่า วิธีการที่ทำกับหลวงพ่อ ที่หลวงพ่อสอน เป็นวิธีที่ลัด เป็นวิธีที่ตรง เป็นวิธีที่ไม่เกี่ยวข้องกับพิธีรีตองอะไร คนจะได้ในสิ่งที่เขาได้ มันไม่ได้เกี่ยวกัน มาปฏิบัติอย่างนี้ เรื่องมรรคผล นิพพานที่เรากำลังสงสัย ที่เรากำลังวิ่งวุ่นแสวงหา กำลังขวนขวายหากันอยู่นี่ มันไม่ได้เกี่ยวกับการเรียน เรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ อันนี้มันคนละอย่าง อาตมาก็เลยมั่นใจ

นับตั้งแต่แยกไปปฏิบัติคนเดียว รวมระยะเวลาแล้วประมาณ 1 เดือนกับ 20 วัน จากเปลือกถึงแก่น ในวันสุดท้ายนี้ อาตมากำลังนั่ง ส่วนใหญ่อาตมานั่ง เดินก็มีบ้าง นั่งสร้างจังหวะคล้าย ๆ กับตัวเรานี่มันหมด มันอะไรไป แต่สติเรายังดี เรายังมีความรู้สึกอยู่ อาตมาคิดคนเดียวนะ

เราบ้าหรือเปล่า

เออ ! คงไม่เป็นหรอกน่า ตาเราก็ยังดู หูเราก็ยังได้ยิน การไปการมาเราก็ยังรู้ เราไม่เป็นบ้าหรอกนะ ทำไมเป็นอย่างนี้นะ

ตอนนั้นมันยังไม่รู้ พอรู้แล้ว เอ้อ...อันนี้มันไม่ผิด พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้จริง ๆ

ก็ไปคุยกับหลวงพ่อ ท่านบอก เอ้อ...อย่างนั้น ๆ แล้วท่านก็บอกว่าชาติสิ้น ภพสิ้น พรหมจรรย์จบแล้ว

เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยพูด พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว พระพุทธเจ้าฆ่าคน แต่เราส่วนใหญ่ไม่เข้าใจบุคลาธิษฐาน รู้ว่าตัดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่รู้ว่าตัดอะไร แต่พอเรามีประสบการณ์ จึงว่า อ้อ...อันนี้มันเป็นอย่างนี้เอง อันนั้นมันเป็นอีกอย่าง คุยกับหลวงพ่อก็ไม่ได้คุยอะไรมาก พอรู้อย่างนี้ท่านก็ปล่อยเลย

ในช่วงสุดท้ายนี่อาตมาดูความคิด ดูความคิดดูจิตใจของเรามันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เป็นพัก เป็นพัก เป็นขั้นเป็นตอน แต่มันต้องมีอารมณ์รับรู้ ถ้าเรารู้โดยไม่มีอารมณ์รับรู้ รู้ลอย ๆ แสดงว่ามันไม่ถูกต้องยังผิด ต้องมีอารมณ์รับรู้ไปเรื่อย ๆ เห็นไปเรื่อย ๆ เรื่องศีลสิกขาอะไรนี่ มันรู้มันเข้าใจไปหมด อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เรื่องทุกอย่างมันรู้ไปหมด แต่อาตมาพูดอย่างหลวงพ่อไม่เป็น หลวงพ่อท่านพูดต้องเป็นอย่างนั้น ๆ แต่อาตมาเห็นคล้าย ๆ ว่ามันหลุดไปเลย แต่หลวงพ่อท่านก็เป็นอีกแบบ เป็นตอน เป็นตอนไป อาตมาก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ทั้งหมดจิตใจเปลี่ยน 5 ครั้ง มันเร็ว มันเห็น พอดีไปถึงสุดท้าย ไปรู้ อาการเกิด-ดับ ที่หลวงพ่อเคยพูด ที่เขาพูดว่า ตามันเห็นรูป มันเกิด มันดับ มันได้ยินเสียง มันเกิด มันดับ กายสัมผัสแล้วมันเกิด มันดับ อันนั้นมันในตำรา ใคร ๆ ก็พูดได้ อันนี้มันไม่เกี่ยว มันอีกแบบหนึ่ง

อาตมาจึงกล้ายืนยัน ถ้าหลวงพ่อเสียไป อาตมาก็กล้ายืนยันว่า หลักการของท่าน วิธีการของท่าน ถ้าเราทำจริง ๆ ปฏิบัติจริง ๆ จะเป็นใครก็ได้ บวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ ไม่เกี่ยวกับบารมี ไม่เกี่ยวกับวาสนา ไม่เกี่ยวกับอะไรทุกอย่างเลย มันคนละเรื่องกันเลย มันเป็นอย่างนี้เอง

a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

การฝึกแบบอุกฤษฏ์ ให้รู้สึกตัวนี้เป็นเพียงคำพูด มันเป็นการเก็บตัว ไม่พูดไม่จา ไม่พูดคุยกับใคร อยู่คนเดียวในกุฏิ การทำความรู้สึกตัวจึงจะต่อเนื่อง อันนั้นเป็นการปฏิบัติภายนอกให้คนมองเห็น แต่ว่าความรู้สึกภายในจริง ๆ แล้ว ถ้ามันต่อเนื่อง ถึงจะไม่ได้อยู่คนเดียว มันก็เป็นอุกฤษฏ์เหมือนกันนะ แต่มันก็ยากเหมือนกันนะ ทำให้ติดต่อกันตลอดอย่างนี้มันอาจจะเป็นได้ยาก แต่ถ้ามันเป็นได้ มันก็เป็นอุกฤษฏ์เหมือนกัน แต่ผู้ที่ทำไม่ยาก มันก็เป็นไม่ยาก อยู่ไหนก็ได้ ใน 100 คน อาจจะมีสักคนหรือ 10 คนก็ได้ ตอนทำใหม่ ๆ นี่ลำบากเหมือนกัน ความรู้สึกนี้มันก็ยังจับไม่ได้ ความคิดมันมาก มันยังสู้ความคิดไม่ได้ ความรู้สึกนี้มันน้อย พอทำไปนาน ๆ แล้ว ความรู้สึกมันก็ค่อยมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ใหม่ ๆ บางทีมันถอยเลย ความรู้สึกตัวเกิดยาก

ตอนที่ฝึกกับหลวงพ่อตอนแรกนั้น ก็ออกมาเดินนอกกุฏิบ้างเหมือนกัน พอตอนช่วงท้าย ๆ ตอนมาเก็บอารมณ์คนเดียวนั้น ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในห้องกุฏิ ไม่ออกมา การฝึกก็ใช้อิริยาบถเดินมากกว่านั่ง วันหนึ่งในขณะที่นั่งทำความรู้สึก นั่งทำความเคลื่อนไหว นั่งกำหนดอยู่ ในขณะนั้นคล้าย ๆ ว่า มันเร็วมาก คล้าย ๆ มันเพียงแว่บเดียว มันไว เหมือนกับฟ้าแลบลงมา สมมติถ้าเอาคำพูดของหลวงพ่อมาพูด ก็เรียกว่า ธรรมะอึดใจเดียว

ในช่วงนั้นคล้าย ๆ เรามีอะไรหนัก ๆ อยู่นี่ แล้วเราถอดออกไป เราโยนทิ้งออกไป ตัวของเรามันเบา เรารู้ว่ามันเบา เพราะเราไม่เคยสัมผัสมาก่อน เราไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน เรารู้สึกว่ามันแตกต่างกัน แต่สติมันมี ตัวสติมันอยู่ มันไม่ออกไป มันรู้เลยว่าเบาไป สติอันนี้ก็จะคงที่อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งการหลับก็รู้

การเจริญสติ อันนี้ ถ้าสมบูรณ์ดีแล้ว ความฝันเวลาหลับก็จะน้อยลง ๆ หรือบางทีอาจจะไม่มีเลยก็ได้ ธรรมดาคนเราความคิดมันมาก แต่ถ้าเราเจริญสติไป ๆ ความคิดมันก็น้อยลง ๆ ในตำราเขาว่า พระอริยเจ้าหรือผู้รู้ผู้มีสติปัญญาแล้วไม่ฝัน เขาว่า อันนี้เราเอาตำรามาพูด เหมือนกับกลางวันฝันกลางคืนคิด ในฝันนั้นก็รู้ คือคล้าย ๆ กับความคิดนี่ เรารู้เราเห็น เราเข้าใจอันนี้เราจึงรู้ในขณะที่มันฝัน

การเจริญสติโดยการยกมือไปมานี้ ถ้าเราไม่สะดวกที่จะยกมือ เราก็จับการเคลื่อนไหวอย่างอื่น เช่นพริบตา หายใจ อะไรก็ได้ มันทำได้หลายวิธี มันเป็นสากล เอาไปประยุกต์ใช้กับหน้าที่การงานได้ แต่ที่สำคัญคือให้รู้ รู้ในขณะนั้น รู้ในตัวเรานี้เอง เราเคลื่อนไหว เราจะจับเอาที่ไหน จะจับอะไรให้รู้อย่างนั้น เราต้องเอาที่ใดที่หนึ่ง จุดใดจุดหนึ่ง ถ้าเราไม่มีจุดใดจุดหนึ่ง มันจับไม่ถูก ไอ้ตัวรู้นี้สำคัญที่สุด ถ้าจับที่ใดที่หนึ่งแล้ว ส่วนอื่นเคลื่อนไหวก็ต้องรู้อยู่ดี เพราะมันสัมพันธ์กัน หากเกิดภายใน ถ้าทำงานแล้วมันรู้ ถ้าเป็นไฟฟ้าเปิดแล้วมันก็พรึ่บไปเลย มันทำงานพร้อมกันไปเลย มันโยงกันนะ คล้าย ๆ เชือก ถ้าเราตัดอันนี้ มันกระตุกหมดเลย

เราควรฝึกจิตของเราให้อยู่กับความรู้สึก ดูความคิดของเรา มันจะคิดก็ช่างมัน ไม่ใช่ว่าไม่ให้คิด คิด แต่ก็ต้องให้ดูมันนะ เป็นผู้ดูอย่างเดียว ให้เราดูไปเรื่อย ๆ แล้วก็ปล่อย พยายามฝึกอย่างนี้ไป มันจะค่อย ๆ เลื่อนไป ๆ จนถึงจุดนั้น

อันธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด จะเกิดก็เพราะเหตุ จะดับก็เพราะเหตุ พระเราก็สอนกัน แต่เราไม่รู้เหตุของมันเลย พระท่านสอนกัน “เหตุปจฺจโย อารมณปจฺจโย อธิปติปจฺจโย” มันหมดเหตุ หมดปัจจัย ไปไหนก็ไม่รู้ ไม่มีใครตามเห็นสักคน รู้ก็ตามไม่เห็น ไม่รู้ก็ตามไม่เห็น ตรงนี้ถ้าเราบอกว่าจบ อันนี้ไม่ได้นะ คนไม่รู้เลย อันนี้คล้าย ๆ กับเป็นการส่งเสริมให้คนทำชั่วมากขึ้น เป็นการทำความเข้าใจผิดให้กับบุคคลที่ยังไม่เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก ฉะนั้นอุบายในการสอนนี้มันจึงแยบคาย อย่างที่เราคุยกัน

หลวงพ่อท่านพูดว่า ไม่มีการไป ไม่มีการมา ก็พูดได้แค่นี้แหละ เราจะบอกว่าตายแล้วไม่เกิด มันหมดเรื่องกันเท่านั้นเอง คนก็ไม่ทำอะไรเท่านั้นเอง เขาว่ามันเป็นมิจฉาทิฐิ คนทำดีไม่ได้ดี ทำบุญไม่ได้บุญ นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เป็นคำสอนผิด ไม่มีการไป ไม่มีการมา ให้คิดเอาเอง คิดได้ก็ได้ คิดไม่ได้ก็ไม่ได้ หรือศึกษาเอาเอง ให้รู้เองเป็นเอง หรือว่าให้รู้เอง เห็นเองจะดีกว่า คนอื่นเขาจะพูดอะไรก็ช่างเขา แต่ให้เรารู้เองเป็นเองดีกว่า สบายใจ

เรามีอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ เราก็สบาย เขาอยากไปเกิดก็ให้เขาไปเกิดกัน เราไม่ไปไหนมาไหน เราอยู่ที่นี่ จริง ๆ แล้วคนเราถ้าเข้าใจเรื่องการจะหมดชีวิตจริง ๆ แล้วมันสบาย ทุกอย่างมันทำง่าย สบาย

แต่เดี๋ยวนี้คนเรานี้ ไม่เข้าใจ ก็ทำด้วยความไม่เข้าใจ ทำแบบไม่รู้ ถ้าทำแบบผู้รู้ก็ทำอีกแบบหนึ่ง ผู้รู้มันมี แต่ผู้ที่ไม่รู้ ถึงทำอยู่ก็ยังไม่รู้ ทำอยู่ก็ยังไม่แน่ใจ แล้วก็ไม่มั่นใจอีกด้วย แต่ผู้รู้แล้วยังไงก็มั่นใจ ทำก็มั่นใจ ไม่ทำก็มั่นใจ เพราะรู้แล้วนี่ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ มันง่าย ๆ

จริงแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้ทำง่าย ๆ ถ้าเราไปถึงจุดนั้นจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนง่าย ๆ จนไม่มีอะไรที่จะพูดเลย หรือจนไม่มีอะไรที่จะสอนกันเลย จะให้เอาอะไร ไม่มีอะไรที่จะเอา พูดง่าย ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้หยุดใช่ไหม ท่านสอนคน สอนให้หยุดนี่ แต่คนเราไม่หยุด ไม่ยอมหยุด ถ้าหยุดแล้วมันก็หมด ไม่มีอะไร แต่ร่างกายก็ยังไปได้อยู่ ยังทานอาหาร ยังทำหน้าที่ปฏิบัติอะไรต่ออะไรได้อยู่ ร่างกายก็ยังเคลื่อนไหว แต่ภายในมันนิ่งอยู่ มันไม่เอาแล้วใช่ไหม มันเย็นแล้ว มันหยุดแล้ว มันพอแล้ว เราจะบอกว่ามรรคผลนิพพานก็ได้ อะไรก็ได้ ไม่มีการเกิด ไม่มีการตาย ไม่มีการแก่ ไม่มีการเจ็บ ไม่มีการไป ไม่มีการมา มันเป็นคำสมมุติคำพูดมันกว้างออก ขยายออกไป

ฉะนั้นขอให้พวกเราทั้งหลายจงฝึกให้เป็น เตรียมพร้อมไว้ก่อน พยายามทำสิ่งที่มันมีอยู่แล้วให้ปรากฏออกมาเสียก่อน เมื่อถึงเวลาที่มันจะหมดลมหายใจจริง ๆ มันก็จะง่ายจริง ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิ่งหาแก่นธรรม ตอน 2

20140223_083000เมื่อกาลออกพรรษามาถึง ก็ได้เวลาแพ็คย่ามบาตรขึ้นหลัง ออกเดินทางเสาะแสวงหาวิโมกขธรรม ครั้งนี้มิได้หวังไปสงเคราะห์ผู้อื่น หากแต่หวังไปสงเคราะห์ตนเอง หวังจะเป็นพระโดยบริบูรณ์กับเขาบ้าง ทราบมาว่าเขามีการเดินรุกขมูลเข้าไปในป่าห้วยขาแข้ง มีปลายทางหลายที่เช่น อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อ.อุ้มผาง จ.ตาก หรือเลยไปถึงพม่าก็มี (ปกติมือใหม่นี่เขาจะไปแค่ อ.บ้านไร่กัน เพราะใกล้ที่สุด โหดน้อยที่สุด) ซึ่งจะมีพระรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์พาไปเป็นทีม ทีมละ ๕ รูปบ้าง ๑๐ รูปบ้างตามแต่อัธยาศัย และสไตล์ที่ชอบ มีทั้งแบบอึดมหาโหด เดินโลดตั้งแต่เช้าจรดเย็น หรือเดินแบบมิโหมหัก เหนื่อยนักก็พักก่อน โดยจะมีการแพ็คข้าวสาร อาหารแห้ง เข้าไปอย่างเพียงพอ สำหรับการอยู่ป่าหลาย ๆ วัน โอกาสเช่นนี้มิได้มีทั่วไป มิใช่เป็นพระแล้วอยากจะเข้าป่าเมื่อไหร่ก็เข้าได้

ปัจจุบันกรมป่าไม้เขาไม่ได้อนุญาตให้พระเดินดุ่ย ๆ เข้าป่า ด้วยพระรุ่นพี่ไปทำงามหน้าไว้ก็มาก เขาจึงจัดระเบียบไว้เข้มพอสมควร ในป่ามีอะไรหนอ ทำไมแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว เขามักไปได้ดีกันในป่า กระทั่งครูบาอาจารย์สายพระป่าอย่างหลวงปู่มั่น หลวงปู่เทศก์ หลวงปู่ชา ในยุครัตนโกสินทร์นี้ ก็ล้วนแล้วแต่ ได้ดีจากการธุดงค์เข้าไปในป่า

มิใช่ว่าอาตมาเห่ออยากจะเลียนแบบครูบาอาจารย์ แต่เปลือกรูปแบบ สักแต่ว่าเข้าป่าเท่านั้น ครั้งนี้ตั้งใจเพียงจะไปดูว่าเขาเดินกันอย่างไร ลำบากแค่ไหน ต้องรู้อะไรบ้าง เขาทำกำลังใจกันอย่างไร ทั้งนี้ก็เกรงอยู่ว่า ถ้าได้เดินธุดงค์เดี่ยวในอนาคต (ตามที่ฝันไว้) จะไปเดินสะดุด ต้นผักชีป่าตาย จะเสียชาติเกิดไปเปล่า ๆ ฟรี ๆ ให้เขาประณามได้ว่าขาด อิทธิบาท ๔ ข้อวิมังสา หาได้มีการใคร่ครวญ ในกิจการงานไม่ (อิทธิบาท ๔ = คุณธรรมที่ทำให้ถึงความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ-ความพอใจ, วิริยะ-ความเพียร, จิตตะ-มีใจจดจ่อ, และวิมังสา-การใคร่ครวญพินิจพิจารณา) เหล่ารุกขเทวดาในป่าเขา จะพากันขำท้องคัดท้องแข็ง ว่าเจ้านี่มันโง่ระดับจักรวาล เห็นเขาธุดงค์กัน ก็จะเอาบ้าง เห็นช้างขี้ จะขี้ตามช้าง ไม่พึงสังวรในสังขารเจียมบอดี้กับเขาเลย เมื่อพิจารณาดีแล้วก็มาตรวจกำหนดการ ชะอุ๋ย... เขาเข้าป่ากันวันที่ ๕ ธันวาคม ตรงกับงานธุดงควัตรที่วัดท่าซุงเลย เลยต้องตัดใจไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนจะเข้าร่วมงานธุดงค์ที่วัดท่าซุง ทางหลวงพี่สมปองจัดขึ้นไปบวงสรวงที่พระธาตุดอยตุง และพระธาตุจอมกิตติ ที่ จ.เชียงราย ทีแรกก็ว่าจะไม่ไป เพราะโปรแกรมสุดทรหด นั่งรถกัน โรคริดซี่กำเริบเลย ออกเดินทางแต่ตี ๑ ไปถึงราว ๔ ทุ่ม เห็นเขาว่า พระธาตุทั้งสองนี่ ไปอธิษฐานขอพรเรื่องมรรคผล จะได้เร็วเป็นพิเศษ ฟังแล้วหูผึ่ง ไปครับไป(สัทธาจริตกำเริบ) สงสัยเทวดาที่ท่านรักษาอยู่ จะเป็นพระอริยเจ้า กระมัง ไปฝากฝังตัว เผื่อท่านจะมานิมิต สอนกรรมฐานให้มั่ง

พิธีบวงสรวงที่เจดีย์พระธาตุดอยตุงแต่ตี ๔

ภาพบายศรีบวงสรวงที่เจดีย์พระธาตุจอมกิตติตัวเจดีย์พระธาตุ (ข้างหลัง) กำลังบูรณะ

งานที่วัดท่าซุงก็ยิ่งใหญ่อลังการเช่นเคย มีพระเข้าร่วมงานธุดงค์เกือบห้าร้อยรูป โยมมางานนี้แค่ใส่บาตร ก็เหนื่อยแล้ว ระหว่างที่ร่วมงานก็มีโอกาสได้ฟัง “๗ เดือน บรรลุธรรม” ของดังตฤณ (จากเครื่องเอ็มพีสาม ที่เอาไปเอง) ซึ่งเร้าการปฏิบัติได้ดีมาก บังเกิดความวิริยะขึ้นมาว่า นี่ขนาดเขาเป็นฆราวาส มีภาระ หน้าที่ การงาน ต้องทำเป็นปกติ ยังสามารถบรรลุธรรมได้ขนาดนี้ เราเองอุตส่าห์สละบ้านเรือน ญาติพี่น้อง ผองเพื่อนทั้งหมด กลับยังเดินต้วมเตี้ยมอยู่ ซึ่งความจริงก็ทราบมาแต่พรรษาแรกแล้วว่า เรื่องการบรรลุมรรคผล นี่พยากรณ์กันไม่ได้ บุญบารมีเดิมทำมาไม่เสมอกัน ดูพระพาหิยะซี พระพุทธเจ้าตรัสเทศน์เพียงว่า เห็นรูปจงสักแต่ว่าเห็นรูป แค่นี้บรรลุ อรหัตตผล ส่วนพระอานนท์นั้นเล่า ติดตามอุปัฏฐากอย่างใกล้ชิดมาตลอด ๔๕ ปีก็ยังไม่ได้บรรลุ อรหัตตผล แต่อย่างใด ได้เพียงโสดาปัตติผล (พระอริยเจ้า=พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป นับเรียงตัวมี ๘ บุคคล ได้แก่ พระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล พระสกทาคามีมรรค พระสกทาคามีผล พระอนาคามีมรรค พระอนาคามีผล พระอรหัตตมรรค พระอรหัตตผล) แต่อ่านแล้วจิตใจมันฮึกเหิม (สมัยอ่านหนังสือหลวงพ่อ จิตใจมันก็ทแกล้วกล้าเหมือนกัน ครั้นนานไปก็พบว่า บารมีท่านมากมายเหลือเกิน จนไม่อาจเทียบกันได้ การปฏิบัติจริง มักจะไม่ง่ายเหมือนในหนังสือ ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ)

มาสะกิดใจ เอาตอนท้ายของหนังสือที่เอา มหาสติปัฏฐานสูตร มาอ่านให้ฟังว่า จิตเป็นฌาน ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นฌาน โอ้หนอ... ฝึกฌานไปสุดท้ายก็ต้องมาจบท ี่มหาสติปัฏฐาน ๔ (ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าแนวการปฏิบัติที่เป็นที่นิยมกัน ในปัจจุบัน จะมี ๒ แนวหลัก ๆ คือแนว วิสุทธิมรรค และแนว มหาสติปัฏฐาน แนว วิสุทธิมรรค คือแนวที่เน้นฌานสมาบัติ ทำให้สามารถแสดงฤทธิ์ได้ เป็นแนว เตวิชโช ขึ้นไป ส่วนแนว มหาสติปัฏฐาน คือแนวที่เน้นการฝึกสติ ให้เกิดปัญญา ไม่เน้นฌาน ทำให้ไม่สามารถแสดงฤทธิ์ได้ เป็นแนว สุกขวิปัสสโก (หลักสูตรในพุทธศาสนามี ๔ แนว สุกขวิปัสสโก ๑-ไม่มีฤทธิ์, เตวิชโช ๑-มีฤทธิ์ทางใจ, ฉฬภิญโญ ๑-แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง และ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ๑-แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง และมีความแตกฉานในธรรม เป็นกรณีพิเศษ)20140305_091012

แท้จริงแล้ว ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา จะไปฝึกอะไรจะเริ่มจากตรงไหน สุดท้ายต้องมาจบที่ มหาสติปัฏฐาน) แล้วแนว มหาสติปัฏฐาน ก็หาใช่แนวที่ไม่มีฤทธิ์ไม่มีญาณ มีเสมอกัน ของอย่างนี้มันขึ้นกับ “ของเก่า” พระรูปหนึ่งท่านให้ข้อคิดว่า ดูพระโมคคัลลา พระสารีบุตร ซี ปฏิบัติ ๗ วัน ๑๕ วันสำเร็จ มีตอนใดบ้าง ที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องฌาน เรื่องฤทธิ์ ท่านสอนให้ตัดกิเลส ตัดขันธ์ ๕ ทั้งนั้น พอตัดได้ปุ๊บ ของเก่า มาตูมเลย ฉะนั้นไม่ต้องไปกังวลเวลาปฏิบัติถึงแล้ว ของเก่าจะได้คืนมาเอง แม้ในพระไตรปิฎก ก็มีเขียนไว้ว่าทิพยจักขุญาณ และญาณทั้งหลายจะเกิดขึ้นเอง เมื่อผู้นั้นมีธุลีในดวงตา (กิเลส) เบาบางลง นี่ยังไม่เกิดแสดงว่ายังเป็น พระกิเลสหนาอยู่

 edit @ 17 Oct 2008 15:10:53 by Dhammasarokikku

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons