วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

Loneliness Management : วิธีจัดการกับความเหงา ตอนที่ ๑

 

บล็อกชักเริ่มมีกลิ่นตุ ๆ หน่อย ๆ แร้ว... มาปัดฝุ่นกันหน่อยดีฝ่า...

ช่วงนี้หายหน้าเพราะกำลังโรมรันพันตูกับการสอบอันมฤคทายวันมาก พรุ่งนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว และแน่นอนว่า เป็นวิชาที่อิสิปตนะที่สุดใน ๔ วิชา วันนี้เลยมาอัพบล็อกแก้เซ็ง (เอ๊ะยังไง!!!) เป็นเอ็นทรี่ที่เขียนไว้หลายวันแล้ว แต่ยังเขียนไม่จบ เพราะต้องใช้เวลายาวนานในการรีดไอเดีย จนไปเบ่งทับเวลาอ่านหนังสือสอบหมด วันนี้เห็นการ์ตูนไอ้แป้นเขียนเรื่องเดียวกันพอดี อากาศเย็น ๆ แบบนี้ไม่มีอะไรน่าเขียนเท่าเรื่องนี้แล้ว วันนี้เอาแค่ติ๊ด ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่อินเทรนด์

พอดีเห็นทวีตของหมอเชน ถามมหาโอ๊ตมาว่า "พระเหงาเป็นไหม? แล้วพระมีวิธีจัดการกับความเหงาอย่างไร?" อ่านแล้วอึ้งไปสามวิ ....เอ.... ข้าพเจ้าไปทำความเหงาตกหายไปที่ไหนหนอ ปัจจุบันนี้สนุกสนานรื่นเริงกับชีวิต จนลืมไปแล้วว่า "ความเหงา" หน้าตาเป็นอย่างไร

ไม่รู้จักเริ่มต้นเขียนอย่างไร ก็ต้องไปดูกันที่เหตุก่อน ใดใดในโลกล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด ความเหงาก็เช่นกัน ความเหงามันต้องมีเหตุอยู่ที่ไหนสักแห่งในจักรวาลนี้ ลองสวมวิญญาณด็อกเตอร์เค เอ้ย... วิญญาณชินจัง ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ต้องสวมวิญญาณนักสืบแบบโคนัน หรือคินดะอิจิสินะ สืบดูซิว่า ความเหงามันมีต้นตอมาจากอะไร

ค้นลงไปในใจตัวเอง ครับ เพราะไม่มี specimen อื่นใด (เอ๊ะ... หรือใครจักสมัครมาเป็นหนูทดลอง) พบว่า ความเหงามันมาจาก

๑. "ความว่าง" ครับ

"ความว่าง" ในที่นี้ มิใช่สุญญตา มหาสุญญตา นะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าข้าพเจ้าได้อากาสานัญจายตนฌาน ถึงมีความว่างเป็นอารมณ์ แต่ความว่างในที่นี้ คือ ว่างงาน ครับ สังเกตไหม ความเหงามักโผล่ขึ้นมาตอนเราอยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เน้นว่า ต้อง "และ" ครับ ไม่ใช่ "หรือ" เพราะถ้าอยู่คนเดียวแต่มีอะไรทำตลอด หรือ อยู่กันหลายคน แต่ไม่มีอะไรทำ ความเหงาก็ยังไม่โผล่หัวออกมา

ตั้งแต่บวชมา ได้ศึกษากรรมฐาน ๔๐ กองแล้ว ชีวิตไม่เคยว่างอีกเลย ครับ พอว่างปุ๊บก็บริกรรม นึกได้ก็รู้ลมหายใจ คนที่อยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เพราะไม่ยอมหางานดี ๆ ฉลาด ๆ ให้จิตทำ ครับ (กุศล แปลว่า ฉลาด) ปล่อยจิตให้ไหลไปกับความฟุ้งซ่าน หลงไปในอกุศล ลื่นไปในอดีตบ้าง เพ้อไปในอนาคตบ้าง ไม่อยู่กับปัจจุบัน และแล้วความเหงาก็ครอบงำ

ลองหันมารู้ลมหายใจดูสิ ครับ บางทีท่านอาจจะลืมทำความเหงาตกหายไปที่ไหนสักแห่ง เหมือนข้าพเจ้าขึ้นมาบ้างก็ได้

อาชีพสมณะนี่มันน่าจักเหงาสุด ๆ แล้ว เพราะพระต้องอยู่กับตัวเองวันหนึ่งไม่รู้กี่ชั่วโมง แฟนก็ไม่มี คุยสังสรรค์กับเพื่อนพระมาก ๆ พระบรมศาสดาก็ไม่สรรเสริญ เพราะฟุ้งซ่าน กับพ่อแม่ญาติเพื่อนเก่า ๆ บางทีก็ห่างเหินกันไป แต่ทำไมข้าพเจ้าถึงหาความเหงาไม่เจอเลยวัน ๆ หนึ่ง

ช่วงแรก ๆ ของการบวช ก็คงมีเหงากันบ้างละ ครับ ข้าพเจ้าไปซุกตัวอยู่ในถ้ำรูปเดียวเป็นเดือน ๆ ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีเขียนไดอารี่ (ความจริงเป็นการเขียนหาคนทางบ้าน เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสได้อ่านเท่านั้นเอง) วันนี้อ่านธรรมะอะไร เจอเหตุการณ์อะไร เอามาสาธยายเป็นธรรมะให้หมด ได้ประโยชน์หลายสถาน นอกจากจะไม่มีเวลาให้เหงาแล้ว ยังเป็นการฝึกฝีมือ และความคล่องแคล่วในหัวข้อธรรมะ

วัน ๆ หนึ่งกว่าจักเขียนเสร็จก็ปาไปครึ่งค่อนวันแล้ว เวลาที่เหลือก็หาอะไรฉลาด ๆ ทำ เช่น คลุกข้าวเลี้ยงน้องหมาแมวที่วัด อ่านหนังสือธรรมะสักหน่อย ทำวัตรสวดมนต์อีกนิด ก็หมดวัน

เวลาในวัดผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ครับ แป๊บ ๆ ก็หมดวัน ก็แค่เรามีอะไรทำตลอด อยู่กับกุศลจิต และพยายามอยู่กับลมหายใจให้มากที่สุด

ครั้นออกมานอกวัด กลับพบว่า เวลาในวัดเดินช้าเหลือเกิน ครับ โลกข้างนอกเขาไปถึงควอทคอร์ ไอโฟนสารพัดจิ๊ก แบล็กเบอรี่ สารพัดของไฮเทค สะพาน ถนน ตัดใหม่กันเป็นว่าเล่น ตึกสร้างใหม่กันไม่หยุด ออกจากวัดที จำทางแทบไม่ได้ นี่กรุงเทพฯหรือ?

มาปัจจุบัน แทนที่จักเป็นไดอารี่ ก็มาเป็นเขียนบทความลงบล็อกแทน ซึ่งหลัง ๆ ก็ไม่ได้เขียนทุกวันเหมือนช่วงแรก แต่ความเหงาก็ไม่มีปรากฏให้เห็น ก็ลองทบทวนดูว่า เวลาว่าง ข้าพเจ้าทำกระไร ก็พบว่า ข้าพเจ้าฟังธรรมะ ครับ ว่างเมื่อไหร่เป็นฟัง ฟังจากอะไร ก็จากสิ่งที่อยู่ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ

ธรรมะฟังแล้วเย็นจากภายใน ครับ เพลง หนัง วีดีโอ สิ่งบันเทิงภายนอกต่าง ๆ เสพแล้วร้อน ร้อนเพราะอยากเสพอีก อยากหากระไรที่มันยิ่งกว่าที่เคยเสพไปเรื่อย ๆ ดูหนังตลกสักเรื่องจบ ก็ต้องขวนขวายหาหนังที่ตลกกว่านี้ หรือรสชาติที่แปลกไปกว่านี้ ฟังเพลงนี้ บัดเดี๋ยวก็เบื่อ ต้องหาเพลงใหม่ ๆ มาฟัง แต่ธรรมะนั้นแม้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเดิม ๆ ก็ยังรู้สึกมีความสุข

ยิ่งบางที ฟังไปถึงที่ท่านเล่าถึงปฏิปทาผู้นั้นผู้นี้ หรือความสำเร็จทางธรรมของใครสักคน ฟังแล้วเกิดปีติ อิ่มใจอยู่นานทีเดียว ครับ มันสุขแบบบอกไม่ถูก และคงต้องโค้ดคำของหลวงพ่อปราโมทย์มาว่า "ความสุขทางโลกมันขี้ขี้" ถ้าให้เทียบความสุขกับตอนที่ข้าพเจ้าสอบเอ็นทรานซ์ติด หรือรับปริญญากับในหลวงแล้ว ที่ใครเขาว่า มันดีใจสุดยอด ดีใจจนน้ำตารินกระไรเทือกนั้น ยังไม่ได้หนึ่งในสิบของความสุขทางธรรมเลย

สุขในโลกนั่นมันสุขแป๊บ ๆ ครับ อย่างเก่งก็สักชั่วโมงหนึ่ง แต่สุขทางธรรมนั่นบางทีเป็นวันเลย ครับ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็มีความสุข

ไม่มีงานทำจริง ๆ ข้าพเจ้าก็ทำไอ้นั่นไอ้นี่แจกชาวบ้านเขาไปเรื่อย ครับ ของที่ทำแจกส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ความตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะอยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดจากมือเรา นี่ก็ทำให้ความเหงาตกหายไปจากสารบบความคิดเหมือนกัน เพราะการทำงานทุกอย่างที่มีจิตจดจ่ออยู่กับงาน ก็คือเราอยู่กับปัจจุบัน

ความเหงามันมักหลงไปในอดีต มักมีคำว่า "ถ้า.... แล้วฉันคงไม่เหงา" วนเวียนอยู่ในความคิดเสมอ เช่น ถ้าฉันมีคนมานั่งกินเบียร์เป็นเพื่อนสักคน ฉันคงไม่เหงา เพราะอดีตเคยมีเพื่อนกินเบียร์ด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งก็คือความขวนขวายหาสิ่งอื่นนอกกายนอกใจตัวเอง มันก็ไม่อิ่ม ไม่เต็มเสียที หากันไปทั้งชีวิต เพราะสิ่งที่อิ่ม ที่เต็ม มันอยู่ในกายในใจเรานี่เอง ครับ ไม่ต้องไปหาที่อื่น

ความเหงาเกิดในใจเรา ก็ต้องดับในใจเรา

หลวงพ่อปราโมทย์เคยกล่าวไว้ ครับว่า คนเราเหมือนแมงมุมโง่ ๆ ตัวหนึ่ง ชักใย (คือกิเลส) ขึ้นมาเอง แล้วก็ติดกับใยที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ความเหงาก็เช่นกัน เป็นเจตสิกที่เศร้าหมองชนิดหนึ่ง ใจเราเป็นคนปรุง "ความเหงา" ขึ้นมาเอง ครับ ไม่ใช่มีใครมายัดเยียดความเหงาให้ คนอื่นสิ่งอื่นนอกกายนอกใจเราแค่มายั่ว ครับ เราเป็นผู้ปรุงความเหงาขึ้นเอง ปรุงเองกินเอง อร่อยซะไม่มีละ

๒. เป็นคนขี้เหงาซะเอง

บางคนมีความเหงาเป็นกรรมฐาน เป็นเครื่องอยู่ คืออยู่กับความเหงาได้ทั้งวี่ทั้งวัน ใครมันจะบ้าเหงาได้ขนาดนั้น แต่ความจริงแล้ว "มี" ครับ เยอะเสียด้วย

คนขี้เหงานี่ มันขี้เหงาจริง ๆ นะ ครับ ข้าพเจ้าโชคดีที่ข้าพเจ้าไม่ใช่คนขี้เหงา แต่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าก็ชอบเล่นคนเดียว มีโลกส่วนตั๊ว...ส่วนตัวตลอดเวลา ไม่ชอบคุย ไม่ชอบสุงสิงกับใครมาก ๆ ชอบอยู่คนเดียว ไม่วุ่นวาย

ตรงนี้ข้าพเจ้าก็วิเคราะห์ออกเป็นสองทาง ทางหนึ่ง ข้าพเจ้าอาจจักสั่งสมความโดดเดี่ยวมาแต่ชาติก่อน อันนี้ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์กระไร เพราะแต่ละคนสั่งสมมาไม่เหมือนกัน อีกทางหนึ่ง คือ ความอบอุ่นจากพ่อแม่ หรือใครก็ตาม ในช่วงที่เป็นทารก ครับ

แปลกไหม ครับ เด็กทารกมักต้องการให้อุ้ม การอุ้มนั่นมันแผ่ความอบอุ่นเข้าไปทางไหนก็ไม่ทราบ ทราบแต่มันอบอุ่นชนิดที่ตู้อบเด็กให้ไม่ได้ก็แล้วกัน

ยิ่งมาเห็นลูกหมาเกิดใหม่บ่อย ๆ เห็นมันต้องก่ายต้องเกยแม่มันตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ พอหิวแล้วจักนึกถึงนมแม่ นึกถึงตัวอุ่น ๆ ของแม่ แล้วย้อนคิดถึงตัวเอง สมัยเป็นทารก ข้าพเจ้าก็คงเป็นประมาณนี้ และข้าพเจ้าคงโชคดีที่มีคนอุ้ม

เมื่อโตแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องการความอบอุ่นจากใคร เพราะมันเคยอิ่มมาแล้ว ผิดกับหลายคนที่พ่อแม่ไม่มีเวลา มัวแต่หาเงิน ถูกทิ้งให้นอนอย่างเดียวดายบ้าง ให้คนเลี้ยงเด็กดูแลแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ บ้าง ต้องยอมรับว่า อกใครก็ไม่อุ่นเท่าอกพ่อแม่ ครับ ครั้นความต้องการไม่ได้ถูกสนองเมื่อเยาว์วัย ก็ติดมาเป็นบุคลิกของ "คนขี้เหงา" เมื่อเติบใหญ่ หลายคนไม่รู้กระทั่งว่า ทำไมตนเองถึงเป็นคนขี้เหงา รู้แต่ว่า มันเหงา หาเหตุไม่เจอ

บางคนในเอ็กซ์ทีน ถึงกับต้องหาผู้ชายมานอนเป็นเพื่อน คล้ายเป็นโรคฮีสทีเรีย ต้นตอมันก็มาจากการถูกทิ้งตอนเด็ก ๆ นั่นแล

เด็กที่ไม่เคยกินจนอิ่ม จักไม่รู้จักคำว่า "อิ่ม" รู้จักแต่ความหิวโหยตลอดเวลา แม้เมื่อเติบใหญ่แล้ว มีโอกาสได้กินจนอิ่ม ก็ไม่รู้ว่านี่คือ "ความอิ่ม" ยังกิน ๆ ๆ ๆ เข้าไปไม่บันยะบันยัง จนกินไม่ไหวแล้วนั่นแล จึงหยุด แต่ถึงหยุดแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ "ความอิ่ม" อยู่ดี คิดว่า "ความอิ่ม" มันต้องยิ่งกว่านี้ (นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งของโรคอ้วน)

ฉันใดก็ฉันนั้น ความรักความอบอุ่นก็เช่นกัน เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นในชีวิตวัยเยาว์ ก็จักโหยหาไขว่คว้าความรักไม่รู้จักพอไปตลอดชีวิต เพราะไม่รู้ว่า ความอิ่มในความรัก มันเป็นฉันใด มีแล้วก็นึกว่ายังไม่มี ควรพอแล้ว ก็นึกว่า ยังไม่พอ

การเลี้ยงเด็กทารก จึงสำคัญเหลือเกิน ครับ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหกเดือน สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นไปได้ควรเลี้ยงเอง เพราะมันกำหนดชะตาชีวิตบุคลิกอารมณ์อัธยาศัยของคนคนหนึ่งทีเดียว

มีคนกล่าวกับข้าพเจ้าถึงทฤษฎีการทิ้งลูกไว้ว่า "ถ้าคุณทิ้งลูกคุณไป ๑ วัน คุณต้องชดใช้ด้วยเวลา ๔ วัน" หมายถึง เมื่อมีโอกาสให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกในวัยที่เขาโตขึ้นแล้ว ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมถึง ๔ เท่า หากทิ้งลูกไว้กับคนเลี้ยงเด็กสักปีหนึ่ง จักต้องชดใช้ด้วยการกลับมาเลี้ยงเด็กเสียคนใจแตกด้วยความรักความเข้าใจความอบอุ่นถึงอย่างน้อย ๔ ปี และก็ไม่แน่ว่า จักได้ลูกที่น่ารักคืนมาหรือเปล่า บางทีบางอย่างก็สายเกินกาล เช่น ถ้าทิ้งลูกไปสัก ๒๐ ปี โอกาสได้ลูกคืนย่อมไม่มี

นี่ก็เป็นเหตุของความเป็นคนขี้เหงาประการหนึ่ง ครับ เมื่อทราบแล้ว จักทำอย่างไรดี เพราะเหตุของมันเป็นอดีต กลับไปแก้ไขกระไรไม่ได้แล้ว เดี๋ยวข้าพเจ้าจักรวบรวมวิธีแก้ไว้ตอนท้าย

ตอนหน้ามาดูสาเหตุของความเหงาข้อต่อไปกัน ครับ (รอสอบเสร็จก่อนเด้อ)

จบตอน ๑ by Dhammasarokikku

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons